
เนื้อข่าว
ภาคปศุสัตว์ของเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม และแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืน โดยภาคการเลี้ยงสัตว์ของประเทศตั้งแต่ระดับครัวเรือนจนถึงระดับอุตสาหกรรม ได้เร่งนำระบบดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ปัจจัยดังกล่าวได้ทำให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมกลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาภาคปศุสัตว์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ต้านทานโรค โรงเรือนอัจฉริยะที่มีระบบให้อาหารอัตโนมัติ การบำบัดของเสียที่ได้มาตรฐาน และระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับการควบคุมโรคระบาด ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพของการผลิตและเพิ่มความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างรอบด้าน

ผู้ประกอบการเวียดนามหลายรายได้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยเป็นผู้นำในการพัฒนาระบบนิเวศเกษตรกรรมแบบหมุนเวียนและทันสมัย ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่ กลุ่มบริษัท Hung Nhon Group ซึ่งเริ่มต้นจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกขนาดเล็กในจังหวัดบิ่นห์เฟือก (Binh Phuoc Province) และต่อมาได้ขยายการดำเนินงานมายังจังหวัดด่งนาย (Dong Nai Province) ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวในการพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์สมัยใหม่ บริษัท ได้ปรับโครงสร้างการดำเนินงาน โดยร่วมมือกับบริษัทเกษตรกรรมชั้นนำระดับโลก เช่น บริษัท De Heus จากประเทศเนเธอร์แลนด์ และบริษัท Belga จากประเทศเบลเยียม เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวส่งผลให้บริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน Global GAP ซึ่งมีข้อกำหนดเข้มงวดถึง 349 ข้อ และสามารถพัฒนาเป็นหนึ่งในองค์กรเกษตรเทคโนโลยีสูงชั้นนำของประเทศ
ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท Hung Nhon Group ได้ดำเนินโครงการเขตปศุสัตว์เทคโนโลยีสูงระยะที่หนึ่งแล้วเสร็จ โดยมีมูลค่าการลงทุนกว่า 200,000 ล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 8.1 ล้านเหรียญสหรัฐ และได้จัดตั้งระบบการผลิตแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงการเลี้ยงสัตว์ปีกและสุกร การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และการผลิตไข่ปลอดสารปฏิชีวนะเข้าด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยีที่นำเข้าจากเยอรมนี ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคุมคุณภาพ และรักษามาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ โครงการยังถือเป็นต้นแบบของการเกษตรอัจฉริยะและยั่งยืนของเวียดนาม เนื่องจากผสานหลักการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพสัตว์ และการบริหารจัดการด้วยระบบดิจิทัลไว้อย่างครบถ้วน ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนและแนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม กลุ่มบริษัท Hung Nhon Group สามารถตอบสนองความต้องการภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งขยายโอกาสทางการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แปรรูปไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญของภาคปศุสัตว์เวียดนามบนเวทีการค้าระหว่างประเทศ
ในระดับพื้นที่ จังหวัดด่งนายได้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตปศุสัตว์ที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะด้านการเลี้ยงสุกรและสัตว์ปีก ภายหลังการควบรวมพื้นที่ของจังหวัดบิ่นห์เฟือกเดิมเข้ามาอยู่ในเขตการปกครอง จังหวัดด่งนายได้ดำเนินการปรับโครงสร้างภาคปศุสัตว์จากระบบการเลี้ยงรายย่อยไปสู่ระบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงและมาตรฐานด้านความปลอดภัยเข้มงวด ปัจจุบัน จังหวัดมีปริมาณปศุสัตว์ในระดับสูงสุดแห่งหนึ่งของประเทศ โดยมีสุกรประมาณ 4.2 ล้านตัว สัตว์ปีก 36.5 ล้านตัว และโคกระบือกว่า 170,000 ตัว ซึ่งร้อยละ 92 ของสุกรและร้อยละ 84 ของสัตว์ปีกถูกเลี้ยงในฟาร์มเชิงพาณิชย์แทนการเลี้ยงในครัวเรือน อีกทั้งร้อยละ 98 ของสุกรและร้อยละ 90 ของสัตว์ปีกเป็นสายพันธุ์คุณภาพสูง ขณะเดียวกัน โรงเรือนระบบปิดที่มีระบบให้อาหารและน้ำอัตโนมัติได้ถูกนำมาใช้ครอบคลุมสัตว์เลี้ยงกว่าร้อยละ 35 ของจำนวนทั้งหมด
นอกจากนี้ จังหวัดด่งนายได้พัฒนาห่วงโซ่อุปทานครบวงจรเชื่อมโยงกระบวนการผลิต การแปรรูป และการจำหน่าย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับและรักษามาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร โดยมีห่วงโซ่การผลิตไข่ 6 สาย ผลิตได้กว่า 360 ล้านฟองต่อปี คิดเป็นร้อยละ 27 ของผลผลิตไข่ทั้งหมด และมีห่วงโซ่การผลิตเนื้อสัตว์ปีก 10 สาย ผลิตได้รวม 143,000 ตันต่อปี หนึ่งในนั้นคือบริษัท Koyu & Unitek Co., Ltd. ซึ่งส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แปรรูปไปยังประเทศญี่ปุ่นประมาณ 320 ตันต่อเดือน (เทียบเท่าไก่มีชีวิต 780 ตันต่อเดือน) ขณะที่บริษัท CPV Food Co., Ltd ดำเนินโรงฆ่าสัตว์ในแขวงเจินแถ่ง (Chon Thanh Ward) ที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 150,000 ตัวต่อวัน หรือประมาณ 135,000 ตันต่อปี เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับการผลิตสุกร จังหวัดมีห่วงโซ่การผลิตและแปรรูป 35 สาย ผลิตได้รวม 550,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 65.5 ของผลผลิตสุกรทั้งหมด
อุตสาหกรรมปศุสัตว์ของจังหวัดด่งนายมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคเกษตรกรรมของจังหวัด รวมถึงการสร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้แก่แรงงานจำนวนมาก ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนามได้กำหนดทิศทางให้ภาคปศุสัตว์คงไว้ซึ่งอัตราการเติบโตที่มั่นคงเพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศและขยายการส่งออก โดยตั้งเป้าการเติบโตของการเลี้ยงสุกรในปี 2568 อยู่ระหว่างร้อยละ 5.7–5.9 ซึ่งต้องอาศัยการขยายการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การเลี้ยงสัตว์ในระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ การให้วัคซีนครอบคลุมทุกฟาร์ม และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงทางการตลาด
การลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ถือเป็นภารกิจจำเป็นสำหรับเวียดนามในการพัฒนาภาคปศุสัตว์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพราะไม่เพียงช่วยยกระดับผลผลิตและความปลอดภัยด้านอาหาร แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรมจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดทางสู่ยุคใหม่ของเกษตรกรรมเวียดนามที่มีความยืดหยุ่น มูลค่าสูง และยั่งยืนในอนาคต
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ
ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจเวียดนาม โดยมีบทบาทหลักในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เสริมสร้างรายได้ในชนบท และค้ำจุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคมาโดยตลอด ภายในภาคส่วนนี้ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร จากระบบรายย่อยแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก ปัจจุบันภาคปศุสัตว์มีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสี่ของมูลค่าผลผลิตเกษตรทั้งหมด และมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างงาน การบริโภคภายในประเทศ และการส่งออก
เวียดนามได้ดำเนินการปรับโครงสร้างภาคปศุสัตว์อย่างต่อเนื่องตลอดกว่าแปดทศวรรษ โดยมุ่งพัฒนาให้เป็นภาคการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นและมีศักยภาพการแข่งขันในระดับนานาชาติ ปัจจุบันประเทศอยู่ในลำดับที่ 5 ของโลกในด้านจำนวนสุกร อันดับที่ 6 ในด้านผลผลิตเนื้อหมู มีจำนวนสัตว์ปีกมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก และเป็นผู้นำในอาเซียนด้านการผลิตอาหารสัตว์อุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนถึงพลังการผลิตและศักยภาพทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมปศุสัตว์เวียดนามที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการพัฒนาอย่างเป็นระบบ
นาย Phung Duc Tien รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทของเวียดนาม เปิดเผยว่า ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ โดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นปัจจัยสร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าร้อยละ 35 ของผลผลิตรวม ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 447 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดว่าทั้งปีจะเกิน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกัน การส่งออกอาหารสัตว์มีมูลค่าสูงถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ภาคปศุสัตว์มีส่วนแบ่งราวร้อยละ 25–27 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรกว่า 6.5 ล้านครัวเรือน ถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่สนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของประชากรกว่า 100 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ภาคปศุสัตว์เวียดนามยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายประการ อาทิ ความเสี่ยงจากโรคระบาดในสัตว์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การกระจุกตัวของฟาร์มขนาดเล็กที่ยังมีสัดส่วนสูง การพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์และยาปฏิชีวนะ ตลอดจนข้อจำกัดของระบบโรงฆ่าสัตว์แบบรวมศูนย์และผลิตภัณฑ์แปรรูปเชิงลึกที่ยังมีสัดส่วนต่ำ นอกจากนี้ ระบบฐานข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และการพยากรณ์แนวโน้มตลาดยังอยู่ในระดับเริ่มต้น จึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในระยะยาว
เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามได้กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์โดยเน้นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในทุกห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์สัตว์ การสร้างฟาร์มอัจฉริยะที่ใช้ระบบอัตโนมัติในการให้อาหารและควบคุมสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อบริหารข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับการผลิต รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีจัดการของเสียและระบบแจ้งเตือนโรคระบาดล่วงหน้า เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพและความยั่งยืนของระบบการผลิต
ในเชิงนโยบาย รัฐบาลยังมุ่งส่งเสริมการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน การบูรณาการการวิจัยและพัฒนากับการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการขยายตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น เนื้อสัตว์แปรรูปและผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ทั้งนี้ การดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของเวียดนามในตลาดโลก แต่ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนของกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม ที่ตั้งเป้าให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.7–5.9 ภายในปี 2568
ในภาพรวม การพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของเวียดนามสะท้อนถึงทิศทางเศรษฐกิจเกษตรที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นฐาน หากเวียดนามสามารถดำเนินการตามยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพได้อย่างทั่วถึง ประเทศจะสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนบทให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และเพิ่มศักยภาพการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การปรับโครงสร้างภาคปศุสัตว์ของเวียดนามสู่ระบบการผลิตสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ส่งผลโดยตรงต่อภูมิทัศน์การแข่งขันในตลาดสินค้าเกษตรและอาหารภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ อาหารสัตว์ และเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ขั้นสูง ซึ่งอาจกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ วัตถุดิบอาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปไปยังตลาดเวียดนาม เนื่องจากเวียดนามมีแนวโน้มลดการนำเข้าและเพิ่มการพึ่งพาการผลิตภายในประเทศ ขณะเดียวกัน นโยบายส่งเสริมการลงทุนในฟาร์มอัจฉริยะและระบบการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ยังอาจเพิ่มแรงกดดันด้านมาตรฐานและต้นทุนการผลิตต่อผู้ประกอบการต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านของเวียดนามไปสู่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ยุคใหม่ยังสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการไทยในหลายมิติ ทั้งในด้านการร่วมลงทุนด้านเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ ระบบอัตโนมัติ อาหารสัตว์คุณภาพสูง การควบคุมโรค และการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า รวมถึงการพัฒนาฟาร์มต้นแบบและโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐเวียดนามและภาคเอกชน โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น จังหวัดด่งนาย บิ่ญเยือง และลองอาน ที่เป็นศูนย์กลางการผลิตปศุสัตว์อุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งมีความต้องการเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากต่างประเทศในระดับสูง
ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งเน้นการขยายความร่วมมือในรูปแบบ Value Chain Partnership โดยใช้จุดแข็งด้านเทคโนโลยีการแปรรูป มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) เพื่อเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของเวียดนาม ควบคู่กับการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับสถาบันของเวียดนาม เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดในประเทศและส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว ทั้งนี้ หากสามารถปรับตัวตามแนวโน้มเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ของเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการไทยจะสามารถเปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจเกษตรในภูมิภาคอย่างยั่งยืน