

คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมการผลิตภายในภูมิภาค ด้วยการประกาศเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Definitive Anti-dumping Duties) ต่อการนำเข้าแบตเตอรี่สตาร์ทรถยนต์ที่มีแหล่งกำเนิดหรือส่งออกจากจีนและมาเลเซีย
มาตรการดังกล่าว เจาะจงไปยังแบตเตอรี่สะสมไฟฟ้าแบบตะกั่ว-กรด (lead-acid electric accumulators) ในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้เป็นแบตเตอรี่สตาร์ทเครื่องยนต์ลูกสูบในยานพาหนะโดยเฉพาะ ทำให้เป็นการกำหนดเกราะป้องกันการนำเข้าในหมวดสินค้าที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่ อุตสาหกรรมยานยนต์ของภูมิภาคอย่างยิ่ง.
เหตุใดจึงต้องเรียกเก็บอากรใหม่
การตัดสินใจครั้งนี้มีที่มาจากการสอบสวนของสำนักเลขาธิการด้านเทคนิคของ GCC ว่าด้วยการต่อต้านการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นอันตรายในเวทีการค้าระหว่างประเทศซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานสอบสวนหลักของกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ
นาย Mahfouz bin Nasser Al-Ruqadi ผู้อำนวยการทั่วไปของสำนักเลขาธิการด้านเทคนิค เปิดเผยว่า ผลการสอบสวนชี้ชัดว่าแบตเตอรี่ที่เกี่ยวข้องมีการ “ทุ่มตลาด” ในตลาด GCC กล่าวคือ ถูกจำหน่ายในราคาต่ำกว่ามูลค่าปกติอย่างไม่เป็นธรรมซึ่งเป็นพฤติกรรมที่นานาชาติยอมรับว่าอาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ
ข้อเสนอให้มีการจัดเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดดังกล่าว ได้รับการเห็นชอบอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการระดับรัฐมนตรีของ GCC ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจากทั้งหกประเทศสมาชิก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต กาตาร์ โอมาน และบาห์เรน ทั้งหมดร่วมกัน
ยืนยันมาตรการนี้ในฐานะก้าวสำคัญเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและคุ้มครองความมั่นคงทางอุตสาหกรรมของภูมิภาคอ่าวอาหรับ
มาตรการปกป้องการค้าของ GCC
การดำเนินการต่อจีนและมาเลเซียนี้เป็นการเพิ่มเติมมาตรการปกป้องทางการค้าที่มีการนำมาใช้โดย GCC มากขึ้นเรื่อยๆ ภูมิภาคนี้มีการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า (TDIs) มากขึ้นเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถแข่งขันได้สำหรับอุตสาหกรรมของตน
มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดของ GCCและยูเออี ในปัจจุบันมีผลบังคับใช้แล้วกับ:
แบตเตอรี่รถยนต์ จากเกาหลีใต้ ตุรกี และอินเดีย (นอกเหนือจากอากรใหม่ต่อจีนและมาเลเซีย)
กระเบื้องเซรามิกและพอร์ซเลน จากจีนและอินเดีย
แผ่นอลูมิเนียม แผ่นบาง และแถบอลูมิเนียม จากจีน
ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจนสำหรับอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดที่แน่ชัดสำหรับบริษัทจากจีนและมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม มีการระบุว่า ในกรณีอื่นๆ อัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดที่ใช้กับสินค้าบางรายการจากจีนมีความแตกต่างกันระหว่าง 11.3% ถึง 42.0% ของมูลค่า CIF (Cost, Insurance, and Freight) และการสอบสวนแบตเตอรี่พบว่ามีส่วนต่างการทุ่มตลาดที่เกินกว่า 2% ในขณะที่อัตราปกติที่ยูเออีเก็บภาษีนำเข้าแบตเตอรี่ที่ 5%
มาตรการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดต่อแบตเตอรี่รถยนต์ที่นำเข้าจากจีนและมาเลเซียของ GCC มีผลกระทบสำคัญหลายประการ เช่น
การคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศและการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม มาตรการนี้มีเป้าหมาย เพื่อตอบโต้พฤติกรรม “ทุ่มตลาด” หรือการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ต่ำอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งทำให้ผู้ผลิตในภูมิภาคเสียเปรียบอย่างชัดเจน การจัดเก็บอากรจะทำให้ต้นทุนของแบตเตอรี่นำเข้าจากจีนและมาเลเซียสูงขึ้น ลดความได้เปรียบด้านราคาและเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
มาตรการดังกล่าวยังช่วยสนับสนุนการเติบโต ความยั่งยืน และการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตแบตเตอรี่ภายใน GCC โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานในโอมาน กาตาร์ หรือซาอุดีอาระเบีย ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมท้องถิ่นจากผลกระทบของพฤติกรรมทางการค้าระหว่างประเทศที่เป็นอันตราย
การปรับตัวของตลาดและโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานผู้นำเข้าในภูมิภาคที่เคยพึ่งพาแบตเตอรี่ราคาต่ำจากจีนและมาเลเซีย จะต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจากอากรตอบโต้การทุ่มตลาด ส่งผลให้ต้องปรับกลยุทธ์ด้านการจัดหาแหล่งสินค้าใหม่ อาจเลือกนำเข้าจากประเทศ ไทย อินโดนีเซีย หรือประเทศอื่นในเอเชียและยุโรป หรือหันมาซื้อสินค้าจากผู้ผลิตภายใน GCC มากยิ่งขึ้น
ในระยะสั้นผู้บริโภคอาจเผชิญกับราคาจำหน่ายแบตเตอรี่รถยนต์ที่สูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งจากภาษีและจากการจัดหาสินค้าทางเลือกที่มีราคาสูงกว่า อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการปรับสมดุลของตลาด เพื่อสร้างระบบการแข่งขันที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว
การนำเข้าแบตเตอรี่ของยูเออี
รายงานสถิตินำเข้าสินค้าของ International Trade Centre แสดงสถิติยูเออีนำเข้าสินค้าแบตเตอรี่ (H.S.code 8507) ล่าสุดปี 2567 มูลค่า 935.52 ล้านดอลลาห์สหรัฐ หรือขยายตัว 35.4% จากมูลค่า 690.9 ของปีก่อนหน้า
จากมูลค่าดังกล่าวมีการนำเข้าแบตเตอรี่สะสมไฟฟ้าแบบตะกั่ว-กรด ( H.S. code 850710) มูลค่า 257.8 ล้านดอลลาห์สหรัฐ นำเข้าหลักจากประเทศ จีน สัดส่วน 22.8% เกาหลี 20.6% อินเดีย 10.5% มาเลเซีย 9.6% ซาอุดีอาระเบีย 5.5% ไทย 5.4% สเปน 5.0% เยอรมนี 4.3% เวียดนาม 3.3% และอินโดนีเซีย 3.2%
ความเห็นของ สคต.ดูไบ
การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจแน่วแน่ของกลุ่มประเทศ GCC ในการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าแบบบูรณาการ เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจภูมิภาค โดยอ้างอิงจากอากรปกป้องที่เคยบังคับใช้กับแบตเตอรี่จากประเทศต่าง ๆ เช่น เกาหลีใต้และอินเดีย
ผลที่เกิดขึ้นคือ การแทรกแซงทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมุ่งหมายให้ราคานำเข้าแบตเตอรี่บางรายการปรับตัวสูงขึ้นเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้ผู้ผลิตภายใน GCC แข็งแรงยิ่งขึ้น พร้อมทั้งกำหนดทิศทางใหม่ให้กับ ห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่รถยนต์ทั่วภูมิภาคอ่าวอาหรับ ให้มีความยั่งยืนและพึ่งพาต่างประเทศน้อยลง
มาตรการภาษีของ GCC ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ไทยโดยตรง แต่เป็นการขจัดความได้เปรียบด้านราคาที่ไม่เป็นธรรมของคู่แข่งหลัก ทำให้สินค้าแบตเตอรี่จากประเทศไทยกลับมาอยู่ในสถานะที่สามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมและมีโอกาสขยายตลาดในกลุ่มประเทศ GCC/ยูเออี ได้มากขึ้น
------------------------------------------------------------