fb
เจาะลึกแนวโน้มและทิศทางอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากงาน Summer Fancy Food Show 2026

เจาะลึกแนวโน้มและทิศทางอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากงาน Summer Fancy Food Show 2026

โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 22 กรกฎาคม 2569 11:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
5

สมาคม Specialty Food Association: SFA แห่งสหรัฐอเมริกาได้จัดงานแสดงสินค้า Summer Fancy Food Show 2026 ครั้งที่ 70 ระหว่างวันที่ 28–30 มิถุนายน 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้า Jacob K. Javits Convention Center นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ โดยมีผู้ประกอบการ ร้านอาหาร ผู้ซื้อ ผู้จัดจำหน่าย สื่อมวลชน และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารเข้าร่วมงานมากกว่า 25,000 ราย

ในปีนี้ งานได้ขยายพื้นที่จัดแสดงกว่า 345,000 ตารางฟุต ซึ่งถือเป็นขนาดพื้นที่จัดงานที่ใหญ่ที่สุด
ในรอบ 6 ปี และได้รับความสนใจจากผู้ซื้อที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานมากกว่า 9,100 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 
เมื่อเทียบกับปี 2568 ตลอดระยะเวลา 3 วัน มีบริษัทผู้ผลิตอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จำนวน 2,529 ราย ร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท โดยมีการเปิดตัวสินค้าใหม่มากกว่า 700 รายการ 
และมีผู้แสดงสินค้ารายใหม่จำนวน 421 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019

สำหรับปี 2026 SFA ได้กำหนดให้ “SenseMaxxing” เป็นเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มแห่งปี 
โดยสะท้อนถึงความนิยมของผลิตภัณฑ์ที่สร้างประสบการณ์ผ่านทุกประสาทสัมผัส ทั้งด้านบรรจุภัณฑ์ที่มีสีสัน
โดดเด่นและรสชาติที่เข้มข้นสดใหม่ นอกจากนี้ SFA ยังเน้นย้ำเทรนด์สำคัญที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค 
ได้แก่ ความโปร่งใสของส่วนผสม (Ingredient Transparency) การสร้างกิจวัตรในการรับประทานอาหารที่บ้าน (Home Rituals) ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาได้นาน (Shelf-stability) อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง (Nutrient Density) และอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมหลากหลายทั่วโลก 
(Cross-cultural Cuisines)

จากการสำรวจผลิตภัณฑ์ภายในงาน พบว่าเทรนด์สำคัญของตลาดอาหารและเครื่องดื่มสหรัฐฯ ในปีนี้ ได้แก่ 

  1. กระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์โปรตีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง (Protein Isn’t Going Anywhere)

แม้ผู้บริโภคบางส่วนจะคาดการณ์ว่ากระแสความนิยมโปรตีนได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว 
แต่ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคกลับระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวยังคงเติบโตและขยายตัวได้
อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับกับการบริโภคโปรตีนมากขึ้น 
ซึ่งผลส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของการใช้ยากลุ่ม GLP-1 (ยาลดน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาล) 
ส่งผลให้แบรนด์ต่าง ๆ เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรตีนจากแหล่งใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากเดิม เช่น

  • Nymbl (ไอศกรีมโปรตีนสูง): ไอศกรีมที่ให้โปรตีนสูงถึง 15 กรัมต่อหน่วยบริโภค (และ 38 กรัม
    ต่อกระปุก) โดยเพิ่มเวย์โปรตีนเพื่อเสริมคุณค่าทางโภชนาการ เพิ่มไข่แดงเพื่อให้เนื้อสัมผัสเข้มข้น
    โดยไม่ใช้สารให้ความหวานเทียมหรือสารเติมแต่ง 

    image.png

  • Beck’s Broth (ซุปกระดูกเคี่ยวชนิดผง): ผลิตภัณฑ์น้ำซุปกระดูกแบบซองหลากรสชาติ 
    เช่น รสมัทฉะลาเต้ รสช็อกโกแลต และรสกาแฟสำเร็จรูป เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้รับโปรตีน
    เสริมผ่านเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน พร้อมโปรตีนสูงถึง 15 กรัมต่อหน่วยบริโภค

image.png

  1. เทรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Beverages As A Functional Treat)

หลังจากความสำเร็จของแบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เช่น Poppi และ Olipop ตลาดเครื่องดื่ม Functional Beverage ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคมองหาเครื่องดื่มสำเร็จรูปพร้อมดื่ม 
(Ready-to-Drink) ที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าการดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้ทั่วไป ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มุ่งเน้นคุณสมบัติด้านการเพิ่มความสดชื่น การเติมเกลือแร่ การดูแลระบบทางเดินอาหาร และการเสริมพลังงาน เช่น

  • เครื่องดื่มสปาร์กลิงผสมเกลือแร่ที่มีอิเล็กโทรไลต์ 3 ชนิด ได้แก่ โซเดียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม โดยมีรสชาติสดชื่น ไม่หวานจัดหรือเค็มเกินไป เหมาะสำหรับดื่มหลังออกกำลังกาย หรือใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มค็อกเทล 

  • Alldae เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนต่ำเพียง 30 มิลลิกรัมต่อกระป๋อง สกัดจากเนื้อและเปลือกของผลกาแฟ (upcycled coffee fruit) เหมาะสำหรับช่วยเพิ่มความสดชื่นในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็น โดยไม่มีส่วนผสมสังเคราะห์

image.pngimage.png

  1. รสชาติจากหลากหลายวัฒนธรรมได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น (Multicultural Flavors)

อีกหนึ่งเทรนด์ที่พบอย่างชัดเจนภายในงาน โดยเฉพาะจากแบรนด์สตาร์ทอัพ คือ การนำแรงบันดาลใจจากอาหารหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลกมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับตลาดสหรัฐฯ ตั้งแต่ชาหมัก Kombucha สไตล์แคริบเบียน ไปจนถึงซอสพริกสไตล์เม็กซิกัน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวอเมริกันเปิดรับรสชาติใหม่ ๆ 
และแสวงหารสชาติอาหารจากทั่วโลก (Global Flavors) มากขึ้น

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ได้แก่

  • Gamsa (โจ๊กข้าวโอ๊ตสไตล์เกาหลี): การนำเสนออาหารเช้าฟิวชันที่ผสมผสานระหว่างข้าวโอ๊ต
    และโจ๊ก (Congee) เพื่อให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันเข้าถึงรสชาติโจ๊กข้าวสไตล์เกาหลีได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะรส Sesame Garlic ที่ให้รสชาติกลมกล่อม พร้อมส่วนผสมจากข้าวโอ๊ตและควินัว ที่ให้ทั้งโปรตีนและใยอาหาร 

    image.png

  • ผลิตภัณฑ์ซอสจากเชฟ Marcus Samuelsson ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางทั่วโลก 
    เช่น ซอสรส "Island Vibes" โดยรส Island Vibes ผสมผสานกะทิกับเครื่องเทศ Masala ของอินเดีย สร้างสมดุลระหว่างรสเผ็ดและหวาน

  1. ความสะดวกสบายยังเป็นปัจจัยสำคัญของผู้บริโภค (Convenience Is King)

จากวิถีชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดเวลาในการเตรียมอาหาร แต่ยังคงคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารประเภทพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) และพร้อมปรุง (Ready-to-prepare) ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ได้แก่

  • แคปซูลกาแฟสำเร็จรูปฟรีซดราย ซึ่งไม่ต้องผ่านกระบวนการชง เพียงเติมน้ำหรือนมและคนให้ละลาย ก็สามารถดื่มได้ทันที โดยยังคงรักษาความหอมและรสชาติที่เข้มข้นของกาแฟสดไว้ได้อย่างครบถ้วน 

  • Chuh (มัทฉะลาเต้พร้อมดื่ม) แบรนด์ที่พัฒนาเครื่องดื่มมัทฉะลาเต้บรรจุกระป๋องเพื่อลดขั้นตอน
    ที่ยุ่งยากในการชงมัทฉะแบบดั้งเดิม โดยมีสูตรหวานน้อย และมีตัวเลือกทั้งสูตรผสมนมวัวและ
    สูตรนมจากพืช (non-dairy) สำหรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม

  • ผลิตภัณฑ์อาหารกล่องพร้อมทาน ซึ่งพัฒนาร่วมกับนักโภชนาการ มีโปรตีนและใยอาหารสูง 
    โดยมีส่วนผสม เช่น ถั่วงอก ข้าว ผัก และเครื่องเทศ เพียงแค่เติมน้ำร้อนหรือนำเข้าไมโครเวฟ
    ก็สามารถรับประทานได้ทันที 

    image.pngimage.png

  1. อาหารว่างที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

จากกระแสความกังวลเกี่ยวกับอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed Foods) และการเพิ่มขึ้นของผู้บริโภคที่ต้องการดูแลสุขภาพ ส่งผลให้ตลาดขนมขบเคี้ยวที่มีโปรตีน ใยอาหาร และส่วนผสมจากธรรมชาติเติบโตขึ้น

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ได้แก่

  • Zesty Z’s pita chips ขนมขบเคี้ยวที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสคล้ายขนมขบเคี้ยวทั่วไป 
    แต่ให้ใยอาหาร 6 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และมีคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่าขนมทั่วไป 

image.png

  • กราโนล่ารสกลมกล่อมจากวัตถุดิบธรรมชาติ (Whole Foods) เช่น ถั่วชิกพี ข้าวโอ๊ต เมล็ดกัญชง และลูกเกด ซึ่งให้โปรตีน 7 กรัม และใยอาหาร 6 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เหมาะสำหรับผู้บริโภค
    ที่ต้องการอาหารว่างที่มีประโยชน์มากขึ้น

  1. กระแสลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Ditching Alcohol)

ผู้บริโภคชาวอเมริกันยังให้ความสนใจเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ (Non-alcoholic Beverage) อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ ไวน์ หรือค็อกเทลแบบไร้แอลกอฮอล์ โดยภายในงานพบผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์จำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตสามารถพัฒนารสชาติและคุณภาพให้ใกล้เคียงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบดั้งเดิมมากขึ้น

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ได้แก่

  • Nomaro เครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยแบบไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic Aperitivo) ก่อตั้งโดย
    เชฟวัย 17 ปี มีรสชาติใกล้เคียงกับเครื่องดื่ม Aperol หรือ Campari เหมาะสำหรับผู้บริโภค
    ที่ต้องการลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ 

  • Functional Beverage “Curious Elixirs” สำหรับทดแทนแอลกอฮอล์ โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์
    ยอดนิยมคือ Curious Red ที่ผลิตจากองุ่น Syrah จากรัฐแคลิฟอร์เนีย และผสมสารสกัดจากพืช
    เพื่อช่วยปรับอารมณ์และเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายแทนการดื่มแอลกอฮอล์

    image.pngimage.png

ข้อเสนอแนะต่อผู้ประกอบการไทย

เทรนด์จากงาน Summer Fancy Food Show 2026 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคสหรัฐฯ ไม่ได้มองหา
แค่ความอร่อยอีกต่อไป แต่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ "ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง 
เข้าถึงง่าย สะดวกสบาย และเปิดรับรสชาติที่แปลกใหม่จากวัฒนธรรมทั่วโลก"

เทรนด์ดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม
ในการพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออกมายังสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นการยกระดับสินค้า 
เช่น การชูจุดเด่นเรื่องคุณค่าสารอาหาร (โปรตีน/ไฟเบอร์สูง) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความสดใสและสะดุดตา
ตามเทรนด์ SenseMaxxing การนำเสนอรสชาติอาหารไทยในรูปแบบที่บริโภคได้ง่ายและสะดวก รวมถึงการเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลและเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่มีมูลค่าและอัตราการเติบโตสูงในปัจจุบัน

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

ข้อมูลอ้างอิง   ForbesFood Business News

Share :
Instagram