
บรรยากาศความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกาได้ก้าวเข้าสู่ภาวะตึงเครียดระดับสูง เมื่อรัฐบาลแคนาดาภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Mark Carney ออกมาประกาศจุดยืนเพื่อตอบโต้แรงกดดันรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี Donald Trump ก่อนที่จะมีการทบทวนความตกลง USMCA หรือความตกลงการค้าเสรีของสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา ที่กำลังจะมาถึงในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ ซึ่งภาคีความตกลงต้องตัดสินใจว่าจะ (1) ต่ออายุความตกลงต่อปีอีก 16 ปี หรือ (2) จะทบทวนความตกลงทุกปีไปอีก 10 ปี และความตกลงจะสิ้นสุดหลังจากนั้น หรือ (3) จะถอนตัวจากความตกลงโดยแจ้งภาคีอื่นๆ ล่วงหน้า 6 เดือน
ที่ผ่านมารัฐบาลแคนาดามีความพยายามที่จะเจรจาต่ออายุความตกลง USMCA มาโดยตลอด แต่ไม่มีความคืบหน้ามากนัก เพราะท่าทีที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้แคนาดายกเลิกมาตรการที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นการกีดกันทางการค้าและการลงทุนก่อนเริ่มการเจรจา ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยื่นรายการข้อเรียกร้อง (grievance) ที่ยาวเหยียด โดยล่าสุด นาย Mark Carney ได้ส่งสัญญาณโดยตรงไปยังทำเนียบขาวว่า แคนาดาจะไม่ยอมถูกบีบบังคับให้ยอมรับเงื่อนไขฝ่ายเดียวเพียงเพื่อให้เกิดการเริ่มต้นเจรจา และจะไม่ยอมให้สหรัฐอเมริกาตั้งข้อกำหนดฝ่ายเดียว แต่จะต้องเป็นการเจรจาแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายต้องมีความเท่าเทียมกัน โดยประเด็นที่สำคัญประกอบด้วย:
1) ระบบการจัดการกับสินค้าผลิตภัณฑ์นม หรือที่แคนาดาเรียกว่า Supply Management: สหรัฐฯ ยังคงพุ่งเป้าไปที่การยกเลิกหรือการลดการคุ้มครองเกษตรกรโคนมในแคนาดา เพื่อเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์นมจากเกษตรกรอเมริกันสามารถเข้าสู่ตลาดแคนาดาได้อย่างเสรีมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองอย่างสูงในรัฐควิเบกและออนแทริโอ
2) นโยบายการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: สหรัฐฯ อ้างว่ากฎระเบียบของมณฑลต่างๆ ในแคนาดา (โดยเฉพาะในรัฐ
ออนแทริโอและควิเบก) มีลักษณะเป็นการกีดกันทางการค้าต่อสินค้าสุราและไวน์สัญชาติอเมริกัน โดยเฉพาะการจำกัดการวางจำหน่ายบนชั้นวางสินค้าของรัฐ ซึ่งเป็นมาตรการระดับรัฐของแคนาดาในการตอบโต้การขึ้นภาษีของทรัมป์
3) กฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลและวัฒนธรรม: รัฐบาลทรัมป์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการประกาศใช้กฎหมาย Online Streaming Act และ Online News Act รวมถึงการจัดเก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax - DST) ของแคนาดา ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นมาตรการที่มุ่งเป้าโจมตีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google, Meta และ Amazon โดยเฉพาะ
4) ความตึงเครียดด้านการตอบโต้ทางภาษีศุลกากร: ในทางกลับกัน แคนาดาก็พยายามอย่างหนักที่จะผลักดันให้สหรัฐฯ ยกเลิกภาษีนำเข้าที่สูงที่เรียกเก็บจากสินค้าส่งออกสำคัญของแคนาดา ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์ และไม้แปรรูป (Softwood Lumber) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตและการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมของแคนาดาอย่างมหาศาล
นาง Janice Charette หัวหน้าทีมเจรจา USMCA ของแคนาดา ได้ออกมาเตือนให้ภาคธุรกิจและประชาชนในแคนาดาเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น โดยคาดการณ์ว่า การเจรจาไม่น่าจะสามารถบรรลุข้อสรุปทันภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นี้ แต่น่าจะใช้เวลามากกว่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา แคนาดาพยายามใช้กลยุทธ์ข้อต่อรองเรื่องที่แคนาดาเป็นลูกค้าอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ โดยขอให้ภาคธุรกิจแคนาดาร่วมล็อบบี้พันธมิตรในสหรัฐฯ ในระบบห่วงโซ่อุปทาน ให้ตระหนักถึงความสำคัญของแคนาดาในฐานะการเป็นลูกค้าอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ เพื่อรักษาการเข้าถึงตลาดที่ปลอดภาษีท่ามกลางแรงกดดันจากกำแพงภาษีในกลุ่มเหล็ก อลูมิเนียม และอุตสาหกรรมยานยนต์ นอกจากนี้ นาง Janice Charette คาดว่ารูปแบบของความตกลงในอนาคตของ USMCA อาจจะมีลักษณะผสมผสานระหว่างข้อตกลงไตรภาคีและทวิภาคี โดยจะยังคงรักษาโครงสร้างหลักเดิม (Trilateral Core) ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ส่วนใหญ่ที่ใช้ร่วมกันทั้ง 3 ประเทศ โดยเฉพาะกฎแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการให้มีความเข้มงวดมากขึ้นในเรื่องการใช้วัตถุดิบในภูมิภาค แต่จะมีการเจรจาแยกส่วนแบบ 2 ฝ่าย ระหว่างสหรัฐฯ-แคนาดา และสหรัฐฯ-เม็กซิโก เพื่อหารือประเด็นเฉพาะของสองประเทศซึ่งอาจสรุปผลเป็น Side Agreement รวมทั้งสหรัฐฯ อาจขอทำข้อตกลงทวิภาคีเพื่อขอสิทธิพิเศษในการเข้าถึงทรัพยากรของแคนาดาและ
เม็กซิโกก่อนประเทศอื่น เป็นต้น
ความตึงเครียดทางการเมืองได้ขยายตัวไปสู่สงครามเศรษฐกิจในระดับฐานรากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ข้อมูลเชิงสถิติจาก U.S. Bureau of Economic Analysis และรายงานจากกลุ่มมหาวิทยาลัย Drexel บ่งชี้ว่าการคว่ำบาตรสินค้าสหรัฐฯ โดยภาคประชาชนแคนาดาในปี 2568 ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายต่อสินค้าและบริการของสหรัฐฯ หายไปเกือบ 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยสัดส่วนการส่งออกของสหรัฐฯ มายังแคนาดาลดลงจากร้อยละ 17.8 เหลือเพียงร้อยละ 15.3 ซึ่งความเสียหายนี้กระจายตัวไปยังรัฐชายแดนอย่างรุนแรง เช่น รัฐเวอร์มอนต์ที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของชาวแคนาดาที่เดินทางไปสหรัฐฯ ลดลงถึงร้อยละ 47 ส่งผลให้เกิดการสูญเสียงานในธุรกิจขนาดกลางและเล็กของสหรัฐฯ มากถึง 42,100 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจอเมริกาเหนือยังได้รับผลกระทบหนัก โดยแคนาดานำเข้ารถยนต์ที่ผลิตในสหรัฐฯ ลดลงถึง 94,148 คัน หรือร้อยละ 12 เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตเริ่มโยกย้ายฐานการผลิตหรือปรับเปลี่ยนเส้นทางนำเข้าจากเม็กซิโกและเกาหลีใต้เพื่อหลบเลี่ยงกำแพงภาษีที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างออตตาวาและวอชิงตัน
ในภาคการอุปโภคบริโภค นาย Scott Bonikowsky รองประธานอาวุโสจากห้างค้าปลีก Loblaws (ห้างค้าปลีกอันดับหนึ่งในแคนาดา) ระบุว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคแคนาดาไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่ได้กลายเป็น New Normal ที่ผู้คนจงใจเลี่ยงสินค้าแบรนด์สหรัฐฯ แม้แต่ในสินค้าพื้นฐาน เช่น ไวน์จากแคลิฟอร์เนียหรือผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนาย Stephen Tapp นักเศรษฐศาสตร์จาก Centre for the Study of Living Standards ที่มองว่าแคนาดาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถสร้างความเสียหายเชิงเศรษฐกิจให้แก่เพื่อนบ้านผู้มีอำนาจอย่างสหรัฐฯ ได้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงคือ "ภูมิศาสตร์เชิงบังคับ" เนื่องจากแคนาดายังคงมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ สูงกว่าร้อยละ 72 ในปี 2568 ถึงแม้ว่าจะลดลงจากร้อยละ 76 ในปี 2567 นอกจากนี้ นักวิชาการอย่างศาสตราจารย์ Joseph Steinberg จากมหาวิทยาลัยโทรอนโต เตือนว่าการที่เม็กซิโกสามารถขยายมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ ได้ในช่วงเวลาเดียวกัน อาจเป็นสัญญาณว่าแคนาดากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันหากนโยบายการกระจายความเสี่ยง (Diversification Strategy) ไม่สามารถหาตลาดใหม่มาทดแทนได้อย่างทันท่วงที ซึ่งอาจเป็นปัญหาทางโครงสร้างการส่งออกแคนาดาในระยะยาว
ความคิดเห็น สคต.
ปัจจุบันการส่งออกของแคนาดาไปสหรัฐฯ กว่าร้อยละ 85 ยังไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากยังมีความตกลง USMCA ดังนั้น รัฐบาลแคนาดาจึงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมากจากทุกภาคส่วนภายในประเทศ ในการรักษาความตกลง USMCA ไว้ รวมทั้งถูกผลักดันจากอุตสาหกรรมหลักภายในที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของทรัมป์ เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์ ไม้แปรรูป ให้เร่งสรุปความตกลงเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาษีและเพื่อให้เกิดความแน่นอนทางการค้ากับภาคธุรกิจ
รายงานทางเศรษฐกิจและสถิติการค้าในปี 2569 บ่งชี้ว่า รากฐานความเชื่อมั่นที่เคยทำให้ USMCA เป็นความตกลงไร้รอยต่อ ได้ถูกทำลายลงและแทนที่ด้วยระบบการค้าที่เน้นความมั่นคงของชาติ (Security-driven trade) การเจรจา USMCA ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการต่ออายุทางสัญญาตามกำหนดการ แต่เป็นการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ท่ามกลางนโยบายทางการค้าของสหรัฐที่มุ่งเน้นปกป้องทางการค้าภายในประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นโจทย์ทางยุทธศาสตร์ที่แคนาดาต้องบริหารจัดการไปอีกอย่างน้อยอีกหลายปี เพื่อรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลัก ให้คงอยู่ในระเบียบการค้าโลกใหม่ที่ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดอาเซียนที่แคนาดาให้ความสำคัญในการเร่งขยายความสัมพันธ์ทางการค้า กระจายความเสี่ยงทางการค้า การสร้างห่วงโซ่อุปทานและตลาดใหม่ ซึ่งการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-แคนาดาจะมีความสำคัญอย่างมาก
โปรดติดตามความเคลื่อนไหวในการค้าระหว่างประเทศผ่าน ช่องทางต่างๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ www.ditp.go.th และ www.thaitrade.com หรือโทรปรึกษาเรื่องการค้าระหว่างประเทศที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 (หากโทรจากต่างประเทศ โปรดติดต่อที่ โทร. +66 2792 6900)
*****************************************