
มาตรการภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังสร้างผลลัพธ์ที่สวนทางกันในภาคการผลิตของสหรัฐอเมริกา โดยในขณะที่โรงงานเหล็กบางแห่งเริ่มกลับมาจ้างงานเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตจำนวนมากที่ใช้เหล็กเป็นวัตถุดิบกลับต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น การส่งออกที่ชะลอตัว และความเสี่ยงต่อการจ้างงาน
ข่าวการกลับมาเดินเครื่องเตาหลอมของโรงงานเหล็กในเมืองแกรนิตซิตี รัฐอิลลินอยส์ ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกของการฟื้นตัวภาคอุตสาหกรรมอเมริกัน โรงงานดังกล่าวซึ่งเป็นของบริษัท U.S. Steel ประกาศรับพนักงานสหภาพแรงงานเพิ่มราว 400 คน หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีที่เข้มงวดเพื่อลดการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศและกระตุ้นการผลิตในประเทศ คนงานในพื้นที่จำนวนหนึ่งมองว่าภาษีเหล่านี้มีส่วนช่วยให้โรงงานกลับมาดำเนินการอีกครั้ง และสะท้อนถึงความพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมเหล็กของรัฐบาลกลาง
อย่างไรก็ตาม ภาพอีกด้านหนึ่งของนโยบายดังกล่าวปรากฏชัดในภาคการผลิตอื่น ๆ ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องพึ่งพาเหล็กและอะลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบ เอริก ฮอว์กินส์ ผู้บริหารบริษัท Park Tool ในรัฐมินนิโซตา ซึ่งผลิตอุปกรณ์ซ่อมจักรยานและส่งออกไปทั่วโลก ระบุว่าภาษีดังกล่าวทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนบริษัทจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นราว 10% ส่งผลให้การเติบโตของยอดขายชะลอลง ผู้ประกอบการจำนวนมากสะท้อนปัญหาคล้ายกัน โดยชี้ว่าต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ได้จูงใจให้ย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ แต่กลับสร้างภาระให้กับโรงงานที่ยังคงดำเนินการอยู่ในประเทศ
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นหลังจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่ามาตรการ “ภาษีตอบโต้” ที่รัฐบาลทรัมป์เรียกเก็บจากหลายประเทศพร้อมกันนั้น เกินขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าเพิ่มเติม แม้รัฐบาลจะรีบออกมาตรการภาษีทั่วโลกอัตราใหม่ 15% ภายใต้กลไกทางกฎหมายอื่นในทันที ขณะที่ภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดีศาล ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายการค้า โดยรัฐบาลย้ำว่ามาตรการดังกล่าวมีความจำเป็นต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าเตือนว่า แม้มาตรการคุ้มครองอุตสาหกรรมเหล็กจะช่วยเพิ่มการจ้างงานในบางพื้นที่ แต่ผลกระทบโดยรวมต่อภาคการผลิตกลับเป็นลบ เนื่องจากอุตสาหกรรมที่ใช้เหล็กเป็นวัตถุดิบมีขนาดใหญ่กว่ามาก งานวิจัยระบุว่า สำหรับแรงงานในโรงงานเหล็ก 1 คน จะมีแรงงานถึง 80 คนที่ทำงานอยู่ในโรงงานผลิตสินค้าอื่นซึ่งต้องซื้อเหล็กมาใช้
ข้อมูลยังชี้ว่า แม้การนำเข้าเหล็กจะลดลงหลังการใช้มาตรการภาษี แต่ปริมาณการผลิตเหล็กภายในประเทศกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ราคาเหล็กในสหรัฐฯ สูงกว่าหลายภูมิภาคของโลก ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตอเมริกันในตลาดโลก ในขณะที่เมืองอุตสาหกรรมอย่างแกรนิตซิตีกลับมามีความหวังจากการเปิดเตาหลอมอีกครั้ง โรงงานจำนวนมากทั่วประเทศยังต้องรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เอกสารศุลกากรที่ซับซ้อน และความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ผู้ประกอบการบางรายตั้งข้อสังเกตว่า แม้แนวคิด “ฟื้นฟูการผลิตในประเทศ” จะฟังดูน่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติ ห่วงโซ่อุปทานที่ใช้เวลาสร้างมานานหลายทศวรรษไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย และความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการเติบโตในระยะยาว
ข้อเสนอแนะจากสคต. นิวยอร์ก
จากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐฯ สคต. นิวยอร์ก แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยติดตามมาตรการภาษีและกฎระเบียบของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการประเมินโครงสร้างต้นทุนและปรับกลยุทธ์ด้านราคาอย่างเหมาะสม โดยควรมุ่งพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มหรือสินค้าเฉพาะทางเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า พร้อมทั้งกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศและภูมิภาคอื่นเพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและการปฏิบัติตามกฎศุลกากรอย่างเคร่งครัด และใช้ประโยชน์จากข้อมูลและคำปรึกษาของ สคต. นิวยอร์ก เพื่อประเมินผลกระทบและหาโอกาสทางการค้าใหม่ในตลาดสหรัฐอเมริกา
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก