
การปรับเปลี่ยนมาตรการนำเข้าล่าสุดของรัฐบาลได้ขยายขอบเขตสินค้าเกษตรและอาหารที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมการนำเข้าที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาคอขวดที่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นและจำกัดปริมาณอุปทาน ในขณะเดียวกัน ความต้องการสินค้าที่ต่ำกว่าคาดจากโครงการอาหารโภชนาการฟรี (MBG) ทำให้ผู้ผลิตต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งสองด้าน ได้แก่ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและความต้องการสินค้าที่จำกัด
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากกฎระเบียบกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซีย (Permendag) ฉบับที่ 11/2026 ซึ่งขยายรายการสินค้าเกษตรที่ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าจาก 7 ประเภทเป็น 11 ประเภท สินค้าที่ถูกเพิ่มเข้ามาได้แก่ กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี สำหรับทำอาหารสัตว์ ปลายข้าวสำหรับทำอาหารสัตว์ ถั่วเขียว และถั่วลิสง ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบทางการเกษตรที่เดิมมีกฎระเบียบควบคุมไม่มากนักเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบการอนุมัตินำเข้า ภายใต้ระบบที่ปรับปรุงใหม่นี้ ผู้นำเข้าสินค้าเหล่านี้ไม่สามารถพึ่งพากระบวนการขอใบอนุญาตนำเข้าแบบทั่วไปเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเพิ่มเติมก่อนที่จะได้รับการอนุมัติให้นำเข้า สำหรับสินค้าที่อยู่ภายใต้ระบบสมดุลสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำตาลและข้าวโพด รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดความต้องการนำเข้าและจัดสรรปริมาณการนำเข้า ส่วนสินค้าควบคุมประเภทอื่นๆ ผู้นำเข้าจะต้องขอคำแนะนำทางเทคนิคเพิ่มเติมจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะมีการออกใบอนุมัติการนำเข้า
ขั้นตอนการอนุมัติที่เพิ่มเข้ามาเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาคอขวดและส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการประเมินของรัฐบาลและการประสานงานระหว่างกระทรวงไม่สามารถดำเนินการได้ทันกับความต้องการวัตถุดิบของภาคธุรกิจ ปัญหาคอขวดเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ราคาอาหารสูงขึ้นในท้ายที่สุด ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย (BPS) ประจำเดือนสิงหาคมแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารอยู่ที่ร้อยละ 4.22 เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ร้อยละ 3.19 ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตอาหารกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งสองด้านของห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของราคาขายสินค้าที่ผลิตได้
ดัชนีราคาผู้ผลิตในภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 3.79 เมื่อเทียบปีต่อปีในไตรมาสที่สอง ในขณะที่รัฐบาลได้ออกโรงเตือนว่าอุปทานที่ตึงตัว ราคาโภคภัณฑ์โลกที่อยู่ในระดับสูง และสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อต้นทุนการผลิตและราคาอาหาร ผลกระทบดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบทางการเกษตรเป็นหลัก เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นสามารถบีบอัตรากำไรของผู้ผลิตได้อย่างรวดเร็ว การนำกากถั่วเหลืองและข้าวสาลีสำหรับทำอาหารสัตว์เข้ามาอยู่ภายใต้ระบบควบคุมการนำเข้านั้นเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของสินค้าเหล่านี้ในฐานะวัตถุดิบหลักสำหรับอาหารสัตว์ และการมีสินค้าทดแทนภายในประเทศที่จำกัด ภาคธุรกิจสัตว์ปีกเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ ในขณะที่อุตสาหกรรมนี้กำลังพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการผลิตภายในประเทศและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นอยู่แล้ว
สถานการณ์ความกดดันต่อเกษตรกรมาถึงจุดวิกฤตเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยในเดือนสิงหาคม เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกหลายพันคนในพื้นที่ชวากลาง ยอกยาการ์ตา และสุลาเวสีใต้ ได้รวมตัวประท้วงเนื่องจากราคาไข่ไก่ตกต่ำและต้นทุนอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น ที่เมืองเคนดัลในชวากลาง เกษตรกรรายงานว่าราคาไข่ไก่ลดลงเหลือเพียง 19,000–20,000 รูเปียห์ (1.08–1.14 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าระดับ 26,500 รูเปียห์ที่พวกเขาเห็นว่าเป็นระดับราคาที่คุ้มทุนอย่างมาก ในขณะเดียวกัน ราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับอาหารไก่ไข่ ก็ปรับตัวสูงขึ้นประมาณร้อยละ 25 ทั้งนี้ เนื่องจากต้นทุนอาหารสัตว์คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 70 ของต้นทุนการผลิตไก่ไข่ เกษตรกรจึงระบุว่าปัจจัยเหล่านี้บีบคั้นกำไรอย่างหนักและทำให้ผู้ผลิตบางรายเสี่ยงต่อการล้มละลาย
นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา กรมปศุสัตว์และสุขภาพสัตว์ภายใต้กระทรวงเกษตรได้เรียกร้องให้สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ (BGN) เพิ่มการใช้ไข่ไก่ในโครงการอาหารโภชนาการฟรี (MBG) เนื่องจากปริมาณการผลิตไข่ไก่เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าความต้องการของตลาด การเข้ามามีบทบาทของกระทรวงเกษตรในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาคเกษตรกรรมต้องพึ่งพาโครงการ MBG มากเพียงใดในการกระตุ้นความต้องการปลายทางและรองรับผลผลิตส่วนเกิน ในขณะที่เกษตรกรยังคงเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น หากปราศจากความต้องการที่เพียงพอในการรองรับผลผลิตภายในประเทศ ความพยายามในการขยายการผลิตสัตว์ปีกอาจทำให้เกษตรกรต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากระหว่างต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นกับราคาขายที่ต่ำเกินกว่าจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้
ผู้ประกอบการธุรกิจหลายรายได้ร้องเรียนเกี่ยวกับกลไกที่รัฐบาลกำหนดขึ้นสำหรับการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า โดยสินค้าที่เกี่ยวข้องรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการสมดุลสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำตาล เกลือ และข้าวโพด ผู้ประกอบการรายหนึ่งกล่าวว่าความไม่แน่นอนยังคงดำเนินมาตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากภาคธุรกิจไม่ได้รับหลักประกันว่าจะสามารถจัดหาวัตถุดิบนำเข้าได้ "เนื่องจากต้องรอการประชุมประสานงานที่ของสำนักงานรัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการอาหาร ซึ่งจัดขึ้นอย่างจำกัด" แหล่งข่าวระบุ ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สมาคมธุรกิจหลายแห่งได้ส่งหนังสือและจัดการประชุมแยกต่างหากกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานรัฐมนตรีประสานงานด้านอาหารและกระทรวงอุตสาหกรรม
แหล่งข่าวอธิบายว่าเจ้าหน้าที่ระดับกลางที่ได้ร่วมหารือกับตัวแทนภาคธุรกิจนั้นเข้าใจถึงข้อกังวลต่างๆ เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่าอำนาจในการพิจารณาใบอนุญาตนำเข้านั้นอยู่ที่การประชุมระดับรัฐมนตรี “ดังนั้นจึงมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย” แหล่งข่าวกล่าว เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สมาคมธุรกิจหลายแห่งได้นำเสนอข้อกังวลของตนต่อสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (DEN) เช่นกัน หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความไม่ชัดเจนว่า จะมีการจัดสรรโควตานำเข้าเมื่อใด และภาคธุรกิจจะได้รับโควตาในปริมาณเท่าใด
นักธุรกิจรายหนึ่งระบุว่า DEN รับปากว่าจะนำข้อกังวลเหล่านี้ไปถ่ายทอดและเป็นตัวแทนผลักดันกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกล่าวว่า ภาคธุรกิจเองก็เข้าใจดีว่าอำนาจของ DEN ในการกดดันรัฐบาลนั้นมีจำกัด แหล่งข่าวเสนอว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างการบรรลุเป้าหมายการพึ่งพาตนเองในบางภาคส่วน กับการสร้างความมั่นใจว่าจะมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับภาคอุตสาหกรรม
ตามที่นักธุรกิจรายดังกล่าวระบุ ภาคธุรกิจประสบปัญหาในการจัดหาเกลือ ข้าวโพด หรือน้ำตาลภายในประเทศ เนื่องจากคุณภาพไม่ได้ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม “นอกจากนี้ราคายังสูงกว่า ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ในแง่ของราคาขายให้ผู้บริโภค” แหล่งข่าวกล่าว
ความเห็นของสำนักงาน:
รัฐบาลอินโดนีเซียได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ โดยเฉพาะตาม Permendag No. 11/2026 ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 และขยายรายการสินค้าเกษตรที่อยู่ภายใต้การควบคุมการนำเข้า โดยรวมถึง ข้าวสาลีสำหรับอาหารสัตว์ กากถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิสง ขณะที่สินค้าอย่างน้ำตาลและข้าวโพดอยู่ภายใต้ระบบ Commodity Balance ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้กำหนดความต้องการและจัดสรรปริมาณนำเข้า ส่งผลให้ผู้นำเข้าต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติและขอคำแนะนำทางเทคนิคจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และเกิดความล่าช้าในการนำเข้าวัตถุดิบ ภาคธุรกิจเห็นว่ากระบวนการดังกล่าวทำให้เกิด คอขวดด้านอุปทานและเพิ่มต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์ ซึ่งพึ่งพากากถั่วเหลืองและข้าวโพดในระดับสูง ขณะเดียวกัน ความต้องการสินค้าเกษตรจากโครงการอาหารโภชนาการฟรี (MBG) ยังเพิ่มขึ้นไม่เร็วเท่าที่ภาคธุรกิจคาด ทำให้เกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงไก่ไข่ ต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตกลับลดลง ในเดือนสิงหาคม เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในชวากลาง ยอกยาการ์ตา และสุลาเวสีใต้ได้ออกมาประท้วง โดยเกษตรกรในเมืองเคนดัลรายงานว่าราคาไข่ไก่อยู่ที่ประมาณ 19,000–20,000 รูเปียห์/กก. ขณะที่ต้นทุนที่เกษตรกรมองว่าเหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 26,500 รูเปียห์/กก. และราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหารสัตว์ เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 25 ทั้งนี้ ค่าอาหารสัตว์คิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของต้นทุนการผลิตไก่ไข่ แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาอาหารยังมีแนวโน้มสูง โดยข้อมูล BPS ระบุว่าเงินเฟ้อทั่วไปของอินโดนีเซียในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ร้อยละ 3.19 ขณะที่หมวดอาหารผันผวน (volatile food) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.06 เมื่อเทียบกับปีก่อน และดัชนีราคาผู้ผลิตภาคเกษตร ป่าไม้ และประมงในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.79 เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังแสดงความกังวลว่าไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างชัดเจนว่าจะได้รับอนุมัติโควตานำเข้าเมื่อใดและในปริมาณเท่าใด โดยเฉพาะน้ำตาล เกลือ และข้าวโพด ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนเห็นว่าผลผลิตภายในประเทศยังมีข้อจำกัดทั้งด้าน ปริมาณ คุณภาพ และราคา ทำให้ไม่สามารถทดแทนวัตถุดิบนำเข้าได้อย่างสมบูรณ์ การปรับมาตรการนำเข้าดังกล่าวสะท้อนทิศทางของรัฐบาลอินโดนีเซียที่ต้องการเพิ่มการควบคุมสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร และส่งเสริมการพึ่งพาผลผลิตภายในประเทศ อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น การเพิ่มขั้นตอนการอนุมัติและการกำหนดโควตานำเข้าอาจสร้างความไม่แน่นอนให้แก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสินค้าที่อินโดนีเซียยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอหรือมีข้อจำกัดด้านคุณภาพ เช่น วัตถุดิบอาหารสัตว์ หากการอนุมัตินำเข้าไม่สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้ทันเวลา อาจทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นและส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอาหารในที่สุด
สำหรับประเทศไทย ประเด็นดังกล่าวควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการควบคุมการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบต่อโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบอาหารของไทยมายังอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในกรณีที่มีสินค้าไทยอยู่ในกลุ่มที่ต้องขอใบอนุญาตหรืออยู่ภายใต้ระบบการจัดสรรโควตา ทั้งนี้ ผลกระทบจะไม่ได้เกิดเฉพาะต่อปริมาณการส่งออก แต่ยังรวมถึง ความแน่นอนของคำสั่งซื้อ ระยะเวลาในการนำเข้า ต้นทุนของผู้นำเข้า และความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ของสินค้าไทยด้วย แต่ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวอาจเปิด โอกาสสำหรับสินค้าไทยในกลุ่มวัตถุดิบและสินค้าที่มีคุณภาพสูง หากผู้ประกอบการอินโดนีเซียยังไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบภายในประเทศได้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องติดตามเงื่อนไขการออกใบอนุญาตและการจัดสรรโควตาอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถตอบสนองตลาดได้ทันเมื่อมีการเปิดหรือจัดสรรโควตานำเข้า