
ในเดือนพฤษภาคมยอดขายปลีกของฮ่องกงขยายตัวร้อยละ 7.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้การเติบโตขยายต่อเนื่องติอต่อกันเป็นเดือนที่ 13 โดยภาคการค้าปลีกได้รับแรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดแรงงาน “Golden Week” ของจีนแผ่นดินใหญ่ จึงทำให้มูลค่าการขายปลีกเดือนดังกล่าวอยู่ที่ 33.8 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (หรือประมาณ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจาก 31.3 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงในเดือนพฤษภาคม 2569 ตามตัวเลขเบื้องต้นที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติฮ่องกง Census and Statistics Department เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ยอดขายปลีก ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2569 รวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและการเติบโตของรายได้แรงงานในฮ่องกง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวขาเข้าจะยังคงเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจค้าปลีก อย่างไรก็ตามรัฐบาลฮ่องกงจะติดตามผลกระทบจากความไม่แน่นอนภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการบริโภคภายในอย่างใกล้ชิดต่อไป
ในช่วงวันหยุดแรงงานห้าวันตั้งแต่วันที่ 1–5 พฤษภาคม 2569 ฮ่องกงต้อนรับนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่จำนวนมากกว่า 1.01 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อน และสูงกว่าจำนวนที่เคยคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตามผู้นำอุตสาหกรรมระบุว่ารูปแบบการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงไม่สม่ำเสมอในแต่ละภาคส่วนธุรกิจ หมวดสินค้าที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ เครื่องประดับ นาฬิกา และของขวัญมีค่า ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.8 เมื่อเทียบรายปี สินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ที่ไม่จัดหมวดหมู่เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าทนทานเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 ห้างสรรพสินค้าและร้านแว่นตาก็มีการเติบโตร้อยละ 9.2 และ 10.3 ตามลำดับ ในทางกลับกันยอดขายยาจีนและสมุนไพรมีการเติบโตลดลงร้อยละ 9.5 ขณะที่เชื้อเพลิงลดลงถึงร้อยละ 12.2 ส่วนยอดขายอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบมีการลดลงเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.3 ส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในเดือนเมษายนที่ผู้บริโภคเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนสิ้นสุดมาตรการลดภาษี ในเดือนพฤษภาคมนี้จึงปรับตัวขึ้นเพียงร้อยละ 1.7 เมื่อเทียบกับปีก่อน

สมาคมการจัดการค้าปลีกฮ่องกง (The Hong Kong Retail Management Association) ชี้ว่าการเติบโตในหมวดนี้ชะลอตัวลงอย่างมาก หลังจากที่ยอดขายพุ่งขึ้นกว่าร้อยละ 80 ในเดือนมีนาคม และร้อยละ 46 ในเดือนเมษายน Ms. Annie Tse Yau On-yee ประธานสมาคมกล่าวว่า แม้วันสิ้นสุดมาตรการลดภาษีคือวันที่ 31 มีนาคม 2569 แต่การส่งมอบรถยนต์ที่ล่าช้าทำให้ตัวเลขในเดือนเมษายนมีการขยับสูงขึ้นด้วย ทั้งนี้จำนวนหมวดสินค้าที่มีการเติบโตยังคงมีมากกว่าหมวดที่ลดลง ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ ยอดขายเครื่องประดับยังได้รับแรงหนุนจากราคาทองคำที่สูงขึ้นกว่าร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดแรงงาน การเติบโตอาจชะลอตัวหากราคาทองคำทรงตัวหรือปรับลดลง สำหรับเดือนมิถุนายนคาดว่าจะเป็นเดือนที่ยอดขายปลีกโดยรวมลดลง เนื่องจากสภาพอากาศที่ฝนตกต่อเนื่อง การเดินทางข้ามพรมแดนของชาวฮ่องกงในช่วงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง (Tuen Ng Festival) และช่วงสอบของนักเรียนในฮ่องกงจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การบริโภคภายในลดลง
Mr. Gary Ng Cheuk-yan นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Natixis Corporate and Investment Bank ระบุว่าการฟื้นตัวของภาคค้าปลีกยังคงเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฏจักรมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยการเติบโตยังคงพึ่งพาการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ขณะที่ผู้บริโภคฮ่องกงยังคงมีการระมัดระวัง ในการใช้จ่าย โดยระดับยอดขายปลีกปัจจุบันยังคงต่ำกว่ายอดขายปลีกที่สูงสุดในปี 2561 ทั้งนี้ยอดขายปลีกของสินค้าประเภทเครื่องประดับยังคงอัตราการเติบโตที่ดีสะท้อนถึงแนวโน้มโลกที่การใช้จ่ายสินค้าหรูหรากำลังขยายการเติบโต ด้วยสถานะปลอดภาษีของฮ่องกงจึงยังคงทำให้เมืองฮ่องกงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจ แม้จะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตามก็ได้มีการคาดการณ์ว่ายอดขายปลีกจะชะลอตัวในครึ่งปีหลัง เนื่องจากฐานการเปรียบเทียบสูงขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังคง อยู่ในระดับสูง ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของค่าจ้างที่ไม่มากนัก และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังไม่สร้างงานจะยังคงกดดันการใช้จ่ายในครัวเรือน ในทางกลับกันการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการท่องเที่ยวของฮ่องกงอาจช่วยสนับสนุนการเติบโตของยอดขายปลีกฮ่องกงโดยรวมในระยะยาว แม้การเติบโตของจีนแผ่นดินใหญ่จะชะลอตัวลงก็ตาม
ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง
จาการที่ยอดขายปลีกฮ่องกง เดือนพฤษภาคม 2569 มีอัตราการเติบโตร้อยละ 7.9 มีมูลค่า 3.38 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง และเติบโตขยายต่อเนื่องติอต่อกันเป็นเดือนที่ 13 ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกสินค้าอาหาร ผลไม้ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้น พร้อมใช้ประโยชน์จากการที่ฮ่องกงเป็นเมืองท่าระดับโลกเป็นประตูสู่ตลาดการค้าจีนแผ่นดินใหญ่และทั่วโลกด้วยจุดเด่นด้านการเชื่อมต่อการค้าการลงทุนมีการขยายความร่วมมือกับเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA), เขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (Yangtze River Delta: YRD) และแผนพัฒนาภูมิภาคปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย (Beijing-Tianjin-Hebei cluster) ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะทำให้นักลงทุนไทยหรือผู้ประกอบการไทย ทำการขยายตลาดได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการกระจายสินค้าในฮ่องกงจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ไทยได้เป็นอย่างดี
กลุ่มนักธุรกิจไทยควรจับตาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฏจักรนี้และปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้อง รวมทั้งควรเฝ้าระวังผลกระทบต่างๆ เช่น ราคาทองคำ ราคาน้ำมันที่ผันผวน ค่าเช่าและค่าครองชีพที่สูงขึ้นซึ่งอาจเป็นภาระต่อธุรกิจค้าปลีกและบริการ นักธุรกิจไทยที่ลงทุนในฮ่องกงควรบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ และพิจารณาใช้โมเดลธุรกิจที่เน้นคุณค่าและคุณภาพมากกว่าการแข่งขันด้านราคา