
เนื้อข่าว
มูลค่าการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบ (computers, electronic products and components) ของเวียดนาม มีแนวโน้มขยายตัวจนเข้าใกล้ระดับ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่มีการจัดเก็บสถิติ และมีขนาดมากกว่ามูลค่าการส่งออกของกลุ่มสินค้าอื่นทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ตามการประมาณการของกรมศุลกากรเวียดนาม (Customs Department) คาดว่า ณ สิ้นปี 2568 มูลค่าการนำเข้าของกลุ่มสินค้าข้างต้นจะอยู่ที่ประมาณ 149,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ 42,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 สะท้อนการขยายตัวในอัตราที่สูงมาก และถือเป็นสถิติสูงสุดของมูลค่าการนำเข้าที่เกิดขึ้นกับกลุ่มสินค้าเดี่ยว (single product group) ของเวียดนาม

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับมูลค่าการส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 106,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 พบว่าเวียดนามยังคงมีดุลการค้าขาดดุล (trade deficit) ในกลุ่มสินค้าดังกล่าวในระดับสูง โดยมีมูลค่าการขาดดุลประมาณ 43,400 ล้านเหรียญสหรัฐ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนหลักและเทคโนโลยีหลัก (core components and technologies) จากต่างประเทศในสัดส่วนมาก แม้ว่าเวียดนามจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในห่วงโซ่การผลิตและการประกอบอุปกรณ์เทคโนโลยีในระดับโลก
ในภาพรวมของกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งรวมถึง เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รวมถึงเครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล คาดว่ามูลค่าการนำเข้ารวมของเวียดนามในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 221,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเกือบร้อยละ 49 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งประเทศ และเพิ่มขึ้นประมาณ 54,300 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปีก่อนหน้า หรือคิดเป็นราวร้อยละ 80 ของการขยายตัวของมูลค่าการนำเข้ารวมของระบบเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน มูลค่าการส่งออกรวมของกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งสามประเภทดังกล่าวในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 222,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 47 ของมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศ เพิ่มขึ้นประมาณ 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2567 และมีส่วนสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกโดยรวมในสัดส่วนสูง อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาดุลการค้าโดยรวมของกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง พบว่าเกินดุลเพียงประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนว่ามูลค่าเพิ่มสุทธิที่คงอยู่ภายในประเทศยังอยู่ในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับขนาดการค้าโดยรวม
ในด้านโครงสร้างตลาดนำเข้า เวียดนามยังคงพึ่งพาประเทศคู่ค้าในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก โดยจีนเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญอันดับหนึ่ง มีมูลค่าการค้าประมาณ 183,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 คิดเป็นประมาณร้อยละ 41 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด รองลงมาคือเกาหลีใต้ ด้วยมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่แหล่งนำเข้าอื่นที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ กลุ่มประเทศอาเซียน ไต้หวัน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ตามลำดับ
ทั้งนี้ กรมศุลกากรเวียดนามประเมินว่า มูลค่าการค้ารวมของเวียดนามในปี 2568 อาจแตะระดับประมาณ 920,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.9 จากปีก่อนหน้า โดยมูลค่าการนำเข้าคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 449,410 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 และมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 470,590 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9 แม้ว่าดุลการค้าโดยรวมยังคงอยู่ในสถานะเกินดุล แต่โครงสร้างการนำเข้าและการส่งออกสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดของสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงในฐานะกลุ่มสินค้าหลักของการค้าระหว่างประเทศของเวียดนาม
การที่มูลค่าการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบของเวียดนามปรับเพิ่มขึ้นเข้าใกล้ระดับ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก สะท้อนถึงขนาดของการค้าและระดับความเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างของเวียดนามกับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างลึกซึ้ง ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวยังตอกย้ำความจำเป็นในการเฝ้าติดตามความเสี่ยงด้านดุลการค้าในกลุ่มสินค้าดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ตลอดจนความสำคัญของการผลักดันการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในระยะต่อไป ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการยกระดับมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี ภายใต้กรอบนโยบายอุตสาหกรรมและกฎหมายเศรษฐกิจของเวียดนามที่มุ่งเสริมความเข้มแข็งของโครงสร้างการผลิตในประเทศอย่างยั่งยืน
(แหล่งที่มา https://thesaigontimes.vn/ ฉบับวันที่ 28 ธันวาคม 2568)
ราะห์ผลกระทบ
การที่มูลค่าการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบของเวียดนามปรับเพิ่มขึ้นเข้าใกล้ระดับ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของประเทศอย่างชัดเจน ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการจัดเก็บสถิติ แต่ยังมีมูลค่าสูงกว่าขนาดของอุตสาหกรรมส่งออกหลักทุกกลุ่มในปีเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งตอกย้ำบทบาทของเวียดนามในฐานะฐานการผลิตและการประกอบสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทานโลก
ในขณะเดียวกัน โครงสร้างการส่งออกของเวียดนามได้พัฒนาไปในทิศทางที่มีความหลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามระบุว่า จำนวนกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นจากเพียง 10 รายการในปี 2550 เป็น 36 รายการในปี 2568 สะท้อนถึงการยกระดับเชิงโครงสร้างของระบบการผลิตและการส่งออกที่มีความหลากหลายและมีการพัฒนาในเชิงลำดับขั้นอย่างเป็นรูปธรรม ความเข้มแข็งดังกล่าวยังสะท้อนผ่านสถานะดุลการค้า โดยเวียดนามสามารถรักษาการเกินดุลการค้าได้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน ในปี 2568 มีมูลค่าเกินดุลประมาณ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค สนับสนุนดุลบัญชีเดินสะพัด และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติ
ข้อมูลจากกรมศุลกากรเวียดนามชี้ว่า มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามในปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภาคการส่งออก ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของเดือนธันวาคมมีมูลค่าเกือบ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้มูลค่าส่งออกสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่กว่า 451,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว กลุ่มสินค้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบยังคงเป็นกลุ่มสินค้าหลักที่มีบทบาทโดดเด่น ทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่า โดยมูลค่าส่งออกตั้งแต่ต้นปีทะลุระดับ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของภาคการค้าระหว่างประเทศของเวียดนาม
อย่างไรก็ดี การขยายตัวดังกล่าวยังสะท้อนโครงสร้างการพึ่งพาภาคธุรกิจที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (foreign direct investment: FDI) ในระดับสูง โดยภาค FDI ครองสัดส่วนถึงประมาณร้อยละ 96 ของมูลค่าส่งออกในกลุ่มสินค้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบ การลงทุนอย่างต่อเนื่องของบรรษัทข้ามชาติรายใหญ่ เช่น Samsung, LG, Intel, Canon, Panasonic และ Foxconn มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงเวียดนามเข้ากับห่วงโซ่การผลิตระดับโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง
ในด้านตลาดส่งออก เวียดนามยังคงพึ่งพาตลาดหลักที่มีขนาดใหญ่และมีมาตรฐานสูง อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านเทคนิค กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และข้อกำหนดด้านการค้าอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การที่ภาค FDI ครองบทบาทหลักในห่วงโซ่คุณค่า ขณะที่ผู้ประกอบการภายในประเทศยังมีส่วนร่วมในระดับจำกัด ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างในการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (domestic value added) และการยกระดับอุตสาหกรรมสนับสนุนในระยะยาว
การที่เวียดนามสามารถพัฒนากลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงให้มีมูลค่าการค้าในระดับมากกว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐได้เป็นครั้งแรก ตอกย้ำสถานะของประเทศในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของภูมิภาคและของโลก ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนความจำเป็นเชิงนโยบายในการมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถของภาคการผลิตภายในประเทศ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และการลดการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนและเทคโนโลยีหลักจากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ สมดุล และสอดคล้องกับกรอบกฎหมายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามในระยะยาว
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบของเวียดนาม สะท้อนถึงอุปสงค์ต่อชิ้นส่วน วัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ระดับการแข่งขันในตลาดชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคทวีความเข้มข้นมากขึ้น ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วน อุปกรณ์ไฟฟ้า วัสดุอุตสาหกรรม และเคมีภัณฑ์สำหรับการผลิต มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านราคา มาตรฐานทางเทคนิค และข้อกำหนดด้านคุณภาพที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ดี โครงสร้างการค้าของเวียดนามที่ยังพึ่งพาการนำเข้าในระดับสูงก็สะท้อนถึงช่องว่างด้านอุปทานภายในประเทศ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถกำหนดบทบาทของตนในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคได้อย่างเหมาะสม
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เชิงรุก โดยเร่งยกระดับขีดความสามารถด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบทางการค้าและศุลกากรของเวียดนามอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการทางเทคนิค และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบรรษัทข้ามชาติที่ดำเนินกิจการในเวียดนาม ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือเชิงอุตสาหกรรม การพัฒนาบทบาทในฐานะผู้จัดหาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนสนับสนุน และการใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการค้าและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดเวียดนาม
นอกจากนี้ โครงสร้างการนำเข้าและการส่งออกของเวียดนามที่มีสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นแกนหลัก ยังเอื้อให้ผู้ประกอบการไทยขยายบทบาทจากการส่งออกสินค้าไปสู่การลงทุนร่วม การจัดตั้งฐานการผลิต หรือการให้บริการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ วิศวกรรม และบริการหลังการขายในเวียดนามมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มเชิงนโยบายของเวียดนามที่มุ่งเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและยกระดับอุตสาหกรรมสนับสนุน ยิ่งสอดคล้องกับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในภูมิภาค ซึ่งจะเอื้อให้เกิดการขยายตัวทางการค้าและการลงทุนที่มีเสถียรภาพ สมดุล และยั่งยืนในระยะยาว