
ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ได้อนุมัติแผนลำดับความสำคัญด้านการลงทุนเชิงกลยุทธ์ประจำปี 2569 (Strategic Investment Priority Plan: SIPP 2026) โดยกำหนดอุตสาหกรรมหลักและเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่จะได้รับการส่งเสริมผ่านมาตรการจูงใจจากภาครัฐและการส่งเสริมการลงทุน ภายใต้คำสั่งฝ่ายบริหาร (Memorandum Order) ฉบับที่ 47 ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีได้ให้ความเห็นชอบต่อแผน SIPP 2026 ฉบับล่าสุดที่จัดทำโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investments: BOI) และคณะกรรมการพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Fiscal Incentives Review Board: FIRB) ทั้งนี้ ในคำสั่งดังกล่าวได้ระบุว่า แผน SIPP 2026 สอดคล้องกับกรอบนโยบายการพัฒนาระยะยาวของรัฐบาล ได้แก่ Ambisyon Natin 2040 (วิสัยทัศน์ประเทศ 2040) Agtangna 2050 (วิสัยทัศน์ 2593) Trabaho Para sa Bayan Plan (แผนสร้างงานเพื่อประชาชน) และ Philippine Development Plan 2023–2028 (แผนพัฒนาฟิลิปปินส์ 2566–2571) โดย SIPP ทำหน้าที่เป็นแผนแม่บทของรัฐบาลสำหรับกำหนดอุตสาหกรรมและโครงการที่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้กฎหมาย Corporate Recovery and Tax Incentives for Enterprises (CREATE) Act.
ด้านปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และเทคโนโลยีควอนตัม
กลุ่มอุตสาหกรรมนวัตกรรมที่มีความสำคัญสูง (กลุ่มระดับที่ 3: Tier III) ประกอบด้วย ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และวิทยาการข้อมูล (Data Science) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technologies) การผลิตด้านอากาศยาน พลังงานไฮโดรเจน พลังงานนิวเคลียร์ การผลิตเวเฟอร์ (Wafer fabrication) และเทคโนโลยีการผลิตแบบเพิ่มเนื้อวัสดุ (Additive Manufacturing technologies) นอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 และ 5.0 ได้แก่ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) ระบบดูแลและบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์และการผลิตที่ใช้ AI เป็นตัวช่วย รวมถึงการลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งครอบคลุมเทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล ความยืดหยุ่นทางดิจิทัล และการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน
แผน SIPP 2026 ยังครอบคลุมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ยาและเภสัชภัณฑ์ การต่อเรือ เหล็กและเหล็กกล้า โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ท่าเรือ สนามบิน ระบบขนส่งสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสำคัญ นอกจากนี้ ยังรวมถึงโครงการพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน สถานีรับ–ส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) รวมถึงการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงาน โดยรัฐบาลยังส่งเสริมการลงทุนเป็นพิเศษในกิจกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เชื้อเพลิงอากาศยานอย่างยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) การแปรรูปแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ครอบคลุมเศรษฐกิจดิจิทัลและภาคสาธารณสุข
กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการบริการด้านการจัดการกระบวนการทางธุรกิจด้านไอที (IT-Business Process Management Services) ยังคงเป็นหนึ่งในสาขาที่ได้รับการส่งเสริมโดยครอบคลุมผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์แบบให้บริการ (Software-as-a-Service: SaaS) อุตสาหกรรมแอนิเมชัน การพัฒนาเกม และงานออกแบบทางวิศวกรรม ทั้งนี้ โครงการด้านสาธารณสุขที่อยู่ภายใต้แผนดังกล่าว ยังรวมถึงโรงพยาบาล โครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ศูนย์บำบัดยาเสพติด สถานกักกันโรค และบริการด้านสุขภาพเคลื่อนที่ นอกจากนี้ แผน SIPP 2026 ยังครอบคลุมกิจกรรมการผลิตและบริการที่มุ่งเน้นการส่งออก โดยต้องมีสัดส่วนการส่งออกไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของผลผลิตทั้งหมด
เขตปกครองตนเองบังซาโมโรในมินดาเนา (BARMM) และการท่องเที่ยวฮาลาล
แผนดังกล่าวยังได้กำหนดลำดับความสำคัญของการลงทุนในเชิงพื้นที่ โดยครอบคลุมการท่องเที่ยวฮาลาลและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการธนาคารอิสลามในเขตปกครองตนเองบังซาโมโรในมินดาเนา (Bangsamoro Autonomous Region in Muslim Mindanao: BARMM)
ทั้งนี้ ภายใต้คำสั่งดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตามแผน SIPP 2026 อย่างบูรณาการ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกแก่โครงการลงทุนผ่านการประสานงานและกระบวนการอนุญาตที่มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
ที่มา: หนังสือพิมพ์ Manila Bulletin
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ StartupBlink ระบุว่า ฟิลิปปินส์กำลังเร่งพัฒนากำลังก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในระบบนิเวศสตาร์ทอัพของภูมิภาค โดยประเทศมีข้อได้เปรียบจากกำลังแรงงานที่มีทักษะสูงและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของศักยภาพดังกล่าวคือ บริษัท Mynt (หรือ Globe Fintech Innovations, Inc.) ซึ่งบริษัทฟินเทคชั้นนำของฟิลิปปินส์ และเป็นบริษัทแม่ของ G Cash แอปพลิเคชันทางการเงิน (Finance Superapp) และกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ใหญ่และได้รับความนิยมที่สุดในประเทศ ถือเป็นยูนิคอร์นรายแรกของประเทศ ที่สามารถระดมทุนได้ในมูลค่าสูงและมีมูลค่ากิจการมากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของฟิลิปปินส์ยังมีความแข็งแกร่งจากการมีอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อาทิ ฟินเทค อีคอมเมิร์ซ เฮลท์เทค เอ็ดเทค และแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์แบบให้บริการ (Software-as-a-Service: SaaS) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากฐานผู้บริโภคดิจิทัลขนาดใหญ่และความต้องการที่เพิ่มขึ้นในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาฟินเทคและอีคอมเมิร์ซที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมาขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์ยังประสบความสำเร็จอย่างมากในการพัฒนาอุตสาหกรรมการให้บริการกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process Outsourcing: BPO) จนก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางระดับโลก สามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศในมูลค่าสูงอย่างต่อเนื่องโดยมีจุดแข็งจากแรงงานที่มีศักยภาพสูงและมีทักษะด้านภาษาอังกฤษที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก พัฒนาการดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของภาครัฐภายใต้แผน SIPP 2026 ที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนในสาขายุทธศาสตร์ต่าง ๆ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมให้ทันท่วงทีต่อการแข่งขันหรือควรร่วมมือต่อไปในอนาคต