
สถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อระบบการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการลำเลียงพลังงานและวัตถุดิบอุตสาหกรรมของโลก
ข้อมูลจากสำนักข่าวระหว่างประเทศ ณ ช่วงกลางถึงปลายเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 20 ของโลก และยังเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการค้าปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรียและแอมโมเนีย รวมถึงวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง เช่น กำมะถัน โดยประเทศผู้ส่งออกหลัก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน และอิหร่าน
จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และก่อให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งสินค้าในบางเส้นทาง โดยเฉพาะเส้นทางไปยังภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดนำเข้าปุ๋ยรายใหญ่ของโลก
ในด้านห่วงโซ่อุปทาน พบว่า การส่งออกปุ๋ยจากภูมิภาคตะวันออกกลางไปยังประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มชะลอตัวลง ขณะที่วัตถุดิบสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ (สำหรับการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน) และกำมะถัน (สำหรับปุ๋ยฟอสเฟต) มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ประกอบกับประเทศผู้ผลิตรายสำคัญบางประเทศมีแนวโน้มใช้นโยบายบริหารจัดการการส่งออกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกมีความตึงตัวเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ช่วงเวลาดังกล่าวสอดคล้องกับฤดูเพาะปลูกสำคัญ (มีนาคม–เมษายน 2569) ในหลายภูมิภาค อาทิ อินเดีย จีนตอนเหนือ สหรัฐอเมริกา (เขต Corn Belt เช่น Iowa และ Illinois) และยุโรปบางส่วน ส่งผลให้ความต้องการใช้ปุ๋ยอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความสามารถในการปรับตัวของตลาดในระยะสั้นมีจำกัด
ด้านราคา พบว่าในช่วงกลางถึงปลายเดือนมีนาคม 2569 ราคาปุ๋ยในตลาดโลกมีความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น โดยในบางตลาด เช่น เอเชียใต้ แอฟริกาตะวันออก และลาตินอเมริกา ราคายูเรียปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงประมาณร้อยละ 20–40 ภายในระยะเวลาอันสั้น อันเป็นผลจากข้อจำกัดด้านอุปทานและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในหลายประเทศ โดยเกษตรกรบางส่วนมีแนวโน้มลดการใช้ปุ๋ยต่อหน่วยพื้นที่ ปรับเปลี่ยนชนิดพืช หรือชะลอการเพาะปลูก ซึ่งอาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรและเสถียรภาพของปริมาณอาหารในตลาดโลกในระยะถัดไป
ผลกระทบรายประเทศ
อินเดีย
อินเดียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากมีการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยในระดับสูง โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟต จากภูมิภาคตะวันออกกลาง
สถานการณ์ ณ เดือนมีนาคม 2569 พบว่า ต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยของอินเดียปรับตัวเพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือและค่าประกันภัย ส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในบางช่วง ขณะที่การส่งมอบสินค้าในบางท่าเรือ โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกของประเทศ มีความล่าช้า
อย่างไรก็ดี อินเดียยังคงมีระบบบริหารจัดการการนำเข้าและสำรองปุ๋ยผ่านระบบการจัดซื้อแบบประมูล (tender system) และการสำรองสินค้าในระดับหนึ่ง ซึ่งช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านอุปทานในระยะสั้นได้บางส่วน
ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียมีแนวโน้มต้องเพิ่มภาระงบประมาณในการอุดหนุนปุ๋ย เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศ ขณะที่ภาคเกษตรอาจเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต และมีความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อด้านอาหารในระยะถัดไป
ศรีลังกา
ศรีลังกาเป็นประเทศที่มีความเปราะบางสูง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเกือบทั้งหมด และยังมีข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศ
สถานการณ์ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 พบว่า ต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยของศรีลังกามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการขยายมาตรการอุดหนุนเพิ่มเติม ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยมีแนวโน้มลดปริมาณการใช้ปุ๋ย
ผลกระทบดังกล่าวอาจส่งผลต่อผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เช่น ข้าว ชา และยางพารา และอาจกระทบต่อรายได้จากการส่งออก รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารและเงินเฟ้อภายในประเทศ
มัลดีฟส์
แม้มัลดีฟส์จะไม่ได้เป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ได้รับผลกระทบทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าอาหารในสัดส่วนสูงกว่า 80–90
สถานการณ์ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 พบว่า ราคาสินค้าอาหารนำเข้า โดยเฉพาะผักและผลไม้ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการท่องเที่ยว (HORECA) เผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ ภาครัฐมัลดีฟส์อาจเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก
สรุปภาพรวมสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียใต้
ประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้มีการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยในระดับสูง และมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก ความตึงตัวของอุปทานปุ๋ยและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อภาคเกษตร การเพิ่มขึ้นของราคาอาหาร และความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารในวงกว้าง โดยเฉพาะในประเทศที่มีข้อจำกัดด้านการคลังและเงินตราต่างประเทศ
บทสรุป
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรของโลก โดยเฉพาะในส่วนของตลาดปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร
แม้ผลกระทบในปัจจุบันจะยังอยู่ในลักษณะของความเสี่ยงและแรงกดดันด้านต้นทุนเป็นหลัก แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบในเชิงโครงสร้างต่อการผลิตสินค้าเกษตร ปริมาณอาหารในตลาด และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศอินเดีย ศรีลังกา และมัลดีฟส์
แหล่งที่มา
- Reuters. (March 5, 10, 17, 20, and 24, 2026).
- The Guardian. (March 2026).
- Financial Times. (March 2026).
- International Food Policy Research Institute (IFPRI).
- Center for Strategic and International Studies (CSIS).
- Rabobank. Global Fertilizer Market Analysis.
- Fitch Solutions (BMI Research).