fb
ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งอิหร่าน ต่อสถานการณ์ตลาดปุ๋ยและความมั่นคงทางอาหารในอินเดีย ศรีลังกา และมัลดีฟส์

ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งอิหร่าน ต่อสถานการณ์ตลาดปุ๋ยและความมั่นคงทางอาหารในอินเดีย ศรีลังกา และมัลดีฟส์

โดย
Lawrence
ลงเมื่อ 25 มีนาคม 2569 17:46
สคต. ณ เมืองเจนไน (อินเดีย) (TTC, Chennai (India))
17

สถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อระบบการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการลำเลียงพลังงานและวัตถุดิบอุตสาหกรรมของโลก

ข้อมูลจากสำนักข่าวระหว่างประเทศ ณ ช่วงกลางถึงปลายเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 20 ของโลก และยังเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการค้าปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรียและแอมโมเนีย รวมถึงวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง เช่น กำมะถัน โดยประเทศผู้ส่งออกหลัก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน และอิหร่าน

จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และก่อให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งสินค้าในบางเส้นทาง โดยเฉพาะเส้นทางไปยังภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดนำเข้าปุ๋ยรายใหญ่ของโลก

ในด้านห่วงโซ่อุปทาน พบว่า การส่งออกปุ๋ยจากภูมิภาคตะวันออกกลางไปยังประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มชะลอตัวลง ขณะที่วัตถุดิบสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ (สำหรับการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน) และกำมะถัน (สำหรับปุ๋ยฟอสเฟต) มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ประกอบกับประเทศผู้ผลิตรายสำคัญบางประเทศมีแนวโน้มใช้นโยบายบริหารจัดการการส่งออกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกมีความตึงตัวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ช่วงเวลาดังกล่าวสอดคล้องกับฤดูเพาะปลูกสำคัญ (มีนาคม–เมษายน 2569) ในหลายภูมิภาค อาทิ อินเดีย จีนตอนเหนือ สหรัฐอเมริกา (เขต Corn Belt เช่น Iowa และ Illinois) และยุโรปบางส่วน ส่งผลให้ความต้องการใช้ปุ๋ยอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความสามารถในการปรับตัวของตลาดในระยะสั้นมีจำกัด

ด้านราคา พบว่าในช่วงกลางถึงปลายเดือนมีนาคม 2569 ราคาปุ๋ยในตลาดโลกมีความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น โดยในบางตลาด เช่น เอเชียใต้ แอฟริกาตะวันออก และลาตินอเมริกา ราคายูเรียปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงประมาณร้อยละ 20–40 ภายในระยะเวลาอันสั้น อันเป็นผลจากข้อจำกัดด้านอุปทานและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในหลายประเทศ โดยเกษตรกรบางส่วนมีแนวโน้มลดการใช้ปุ๋ยต่อหน่วยพื้นที่ ปรับเปลี่ยนชนิดพืช หรือชะลอการเพาะปลูก ซึ่งอาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรและเสถียรภาพของปริมาณอาหารในตลาดโลกในระยะถัดไป

ผลกระทบรายประเทศ

อินเดีย

อินเดียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากมีการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยในระดับสูง โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟต จากภูมิภาคตะวันออกกลาง

สถานการณ์ ณ เดือนมีนาคม 2569 พบว่า ต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยของอินเดียปรับตัวเพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือและค่าประกันภัย ส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในบางช่วง ขณะที่การส่งมอบสินค้าในบางท่าเรือ โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกของประเทศ มีความล่าช้า

อย่างไรก็ดี อินเดียยังคงมีระบบบริหารจัดการการนำเข้าและสำรองปุ๋ยผ่านระบบการจัดซื้อแบบประมูล (tender system) และการสำรองสินค้าในระดับหนึ่ง ซึ่งช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านอุปทานในระยะสั้นได้บางส่วน

ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียมีแนวโน้มต้องเพิ่มภาระงบประมาณในการอุดหนุนปุ๋ย เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศ ขณะที่ภาคเกษตรอาจเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต และมีความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อด้านอาหารในระยะถัดไป

ศรีลังกา

ศรีลังกาเป็นประเทศที่มีความเปราะบางสูง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเกือบทั้งหมด และยังมีข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศ

สถานการณ์ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 พบว่า ต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยของศรีลังกามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการขยายมาตรการอุดหนุนเพิ่มเติม ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยมีแนวโน้มลดปริมาณการใช้ปุ๋ย

ผลกระทบดังกล่าวอาจส่งผลต่อผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เช่น ข้าว ชา และยางพารา และอาจกระทบต่อรายได้จากการส่งออก รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารและเงินเฟ้อภายในประเทศ

มัลดีฟส์

แม้มัลดีฟส์จะไม่ได้เป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ได้รับผลกระทบทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าอาหารในสัดส่วนสูงกว่า 80–90

สถานการณ์ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 พบว่า ราคาสินค้าอาหารนำเข้า โดยเฉพาะผักและผลไม้ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการท่องเที่ยว (HORECA) เผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ ภาครัฐมัลดีฟส์อาจเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก

สรุปภาพรวมสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียใต้

ประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้มีการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยในระดับสูง และมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก ความตึงตัวของอุปทานปุ๋ยและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อภาคเกษตร การเพิ่มขึ้นของราคาอาหาร และความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารในวงกว้าง โดยเฉพาะในประเทศที่มีข้อจำกัดด้านการคลังและเงินตราต่างประเทศ

บทสรุป

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรของโลก โดยเฉพาะในส่วนของตลาดปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร

แม้ผลกระทบในปัจจุบันจะยังอยู่ในลักษณะของความเสี่ยงและแรงกดดันด้านต้นทุนเป็นหลัก แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบในเชิงโครงสร้างต่อการผลิตสินค้าเกษตร ปริมาณอาหารในตลาด และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศอินเดีย ศรีลังกา และมัลดีฟส์

แหล่งที่มา 

Reuters. (March 5101720, and 242026).

The Guardian. (March 2026).

Financial Times. (March 2026).

International Food Policy Research Institute (IFPRI).

Center for Strategic and International Studies (CSIS).

Rabobank. Global Fertilizer Market Analysis.

Fitch Solutions (BMI Research).

Weekly News Page 23-27 Mar 26.pdf
Share :
Instagram