
เนื้อข่าว
รัฐบาลเวียดนามได้ยืนยันจุดยืนในการเสริมสร้างการคุ้มครองและบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) อย่างต่อเนื่อง ภายหลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (United States Trade Representative: USTR) ประกาศเปิดการสอบสวนเวียดนามภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ปี 2517 เกี่ยวกับประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

ภาพ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (MoST) จัดการแถลงข่าวประจำเดือนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (ที่มาภาพ: สำนักข่าว Viet Nam News)
นาง Pham Thu Hang โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม กล่าวว่า การคุ้มครองและบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นนโยบายที่เวียดนามให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยรัฐบาลมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการลงทุนที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม และเอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน การเริ่มต้นกระบวนการสอบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) เป็นขั้นตอนที่ดำเนินการตามกฎหมายภายในของสหรัฐฯ และประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะยังคงได้รับการหารือผ่านช่องทางการเจรจาและการหารือระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามและสหรัฐฯ ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิดในประเด็นดังกล่าว และสหรัฐฯ ได้รับทราบถึงความพยายามของเวียดนามในการยกระดับมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
เวียดนามยังได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ประเมินผลการดำเนินงานของเวียดนามอย่างเป็นกลางและเป็นธรรม พร้อมคำนึงถึงความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจริง ภายใต้จิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและ
ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างเวียดนามและสหรัฐอเมริกา (Viet Nam–US Comprehensive Strategic Partnership) เพื่อประโยชน์ของภาคธุรกิจ ประชาชน และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมา เวียดนามได้เร่งปรับปรุงกรอบกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้า การฉ้อโกงทางการค้า สินค้าปลอม และการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยรัฐบาลได้ออกคำสั่งและโครงการระดับชาติจำนวนมากเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงคำสั่งนายกรัฐมนตรีเลขที่ 02/CT-TTg ลงวันที่ 30 มกราคม 2569และโครงการปราบปรามสินค้าปลอมและคุ้มครองผู้บริโภคในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกัน
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเวียดนามได้ออกหนังสือสั่งการเลขที่ 38/CĐ-TTg (Dispatch No. 38/CĐ-TTg) เพื่อเปิดปฏิบัติการเชิงรุกทั่วประเทศในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนามเปิดเผยว่า ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังการประกาศใช้คำสั่งดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐสามารถตรวจพบและดำเนินคดีกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้รวม 1,438 กรณี ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ในจำนวนนี้ 1,146 กรณีถูกดำเนินการด้วยมาตรการทางปกครอง ขณะที่อีก 28 กรณีถูกส่งต่อเพื่อดำเนินคดีอาญา ยอดค่าปรับรวมมีมูลค่ามากกว่า 12,600 ล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 480,000 เหรียญสหรัฐ ขณะที่สินค้าละเมิดที่ถูกยึดมีมูลค่ารวมประมาณ 35,700 ล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นาย Tran Le Hong รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (National Office of Intellectual Property) เปิดเผยว่า ภายในระยะเวลาเพียงสามสัปดาห์ จำนวนคดีที่ถูกดำเนินการทางปกครองเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3 เท่าของค่าเฉลี่ยรายเดือนตลอดปี 2568 ขณะที่จำนวนคดีอาญาที่ถูกส่งฟ้องคิดเป็นราวร้อยละ 60 ของจำนวนคดีทั้งหมดในปี 2568 นอกจากนี้ การดำเนินการบังคับใช้กฎหมายของกองกำลังบริหารจัดการตลาด (Market Surveillance Force) เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 210 เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568
ในด้านการพัฒนากลไกกำกับดูแล กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เสนอร่างกฤษฎีกาต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้อำนาจหน่วยงานรัฐสามารถสั่งปิดกั้นชื่อโดเมนที่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนต่างประเทศที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายในเวียดนาม และช่วยให้การดำเนินการกับเว็บไซต์ละเมิดสิทธิเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติยังได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงาน C03 สังกัดกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ซึ่งรับผิดชอบการสืบสวนคดีคอร์รัปชัน อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และการลักลอบนำเข้า รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลตลาดในนครเกิ่นเทอ เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตามคำสั่งเลขที่ 38 โดยได้ออกหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ 8 ฉบับ ครอบคลุมคดีต้องสงสัยละเมิดเครื่องหมายการค้า 37 กรณี
นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังมีแผนจัดตั้งฐานข้อมูลการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาระดับชาติภายในปีนี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลคดีและประวัติการดำเนินการจากหน่วยงานต่าง ๆ ไว้ในระบบเดียวกัน ช่วยให้การตรวจสอบ การวิเคราะห์แนวโน้มการละเมิด และการกำหนดนโยบายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความเข้มแข็งด้านทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ โดยในปี 2569 เวียดนามขยับขึ้น 5 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 50 ของโลกในดัชนีระบบนิเวศสตาร์ทอัพของ StartupBlink (StartupBlink's 2026 Global Startup Ecosystem Index) ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดที่ประเทศเคยได้รับ ปัจจุบันเวียดนามมีบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 963 แห่ง แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี 20 แห่ง และศูนย์นวัตกรรม 37 แห่ง กระจายอยู่ใน 26 จังหวัดและเมืองทั่วประเทศ
ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เวียดนามมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 14.02 ของ GDP ในปี 2568 หรือประมาณ 72,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 11 ของโลกด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม มีความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือเฉลี่ย 207.3 Mbps และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ประจำที่เฉลี่ย 287.33 Mbps
ในเวทีระหว่างประเทศ เวียดนามยังเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยนาย To Lam เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้เข้าร่วมการประชุมนวัตกรรมเวียดนาม–อินเดีย ณ กรุงนิวเดลี ขณะที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้หารือความร่วมมือกับศรีลังกาในด้านเทคโนโลยี 6G โดรน และดาวเทียม รวมถึงเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศด้านปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในสิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ไทย และฟิลิปปินส์
ในระยะยาว กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมุ่งผลักดันการดำเนินงานตามมติเลขที่ 57 (Resolution 57) ว่าด้วยการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โทรคมนาคม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ตลอดจนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ ปรับโครงสร้างโครงการวิจัยแห่งชาติ และจัดทำกรอบสถาปัตยกรรมดิจิทัลระดับชาติ (national digital architecture framework) เพื่อวางรากฐานสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลอย่างครอบคลุมและยั่งยืนในอนาคต
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ฉบับวันที่ 1 และ 2 มิถุนายน 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศจัดให้เวียดนามอยู่ในกลุ่มประเทศต่างชาติที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ (Priority Foreign Country: PFC) ด้านทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเปิดการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่า เวียดนามยังไม่สามารถแก้ไขข้อกังวลที่มีมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับการคุ้มครองและการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเพียงพอ การดำเนินการดังกล่าวได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับกรณีที่สหรัฐฯ เคยใช้มาตรา 301 ในช่วงวาระแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตรวจสอบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายโอนเทคโนโลยีของจีน ซึ่งท้ายที่สุดได้นำไปสู่การเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราสูงถึงร้อยละ 25 ครอบคลุมมูลค่าการค้าหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
การเคลื่อนไหวของ USTR ในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเวียดนามและสหรัฐฯ กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการส่งออกของเวียดนามไปยังตลาดสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับเวียดนามสูงถึง 54,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าการขาดดุลการค้ากับผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น จีนและเม็กซิโก ตามข้อมูลของทางการสหรัฐฯ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ภายใต้การจับตามองของนโยบายการค้าสหรัฐฯ มากขึ้น ทั้งในประเด็นด้านการค้า แหล่งกำเนิดสินค้า เศรษฐกิจดิจิทัล และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
ภายหลังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม PFC ซึ่งถือเป็นระดับรุนแรงที่สุดของการจัดอันดับและนับเป็นประเทศแรกในรอบ 13 ปีที่ถูกเพิ่มเข้าสู่สถานะดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามได้ออกมายืนยันว่าได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ประเมินความคืบหน้าและผลลัพธ์ของเวียดนามอย่างเป็นกลางและสมดุล
กระทรวงการต่างประเทศเวียดนามได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การสอบสวนครั้งนี้เป็นเพียงกระบวนการที่ดำเนินการตามกฎหมายภายในของสหรัฐฯ และประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องควรได้รับการแก้ไขผ่านกลไกการหารือและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยเวียดนามย้ำว่าสหรัฐฯ ได้รับทราบถึงความพยายามของเวียดนามในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามาโดยตลอด ดังนั้น การประเมินผลควรคำนึงถึงข้อเท็จจริงและพัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้านและเป็นธรรม
จุดยืนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เวียดนามมองประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เพียงเงื่อนไขทางการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ เวียดนามเคยดำเนินปฏิบัติการกวาดล้างสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในลักษณะเดียวกันมาแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์เคยเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามในอัตราสูงถึงร้อยละ 46 ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถเจรจาและลดระดับอัตราภาษีลงเหลือร้อยละ 10 ได้ในเวลาต่อมา ขณะที่ปัจจุบันเวียดนามยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาประเด็นทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
ภายใต้บริบทดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามจึงได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อปราบปรามการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทั่วประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้ออกหนังสือสั่งการเลขที่ 38/CĐ-TTg กำหนดให้ช่วงระหว่างวันที่ 7–30 พฤษภาคม 2569 เป็นช่วงปฏิบัติการเข้มข้นในการตรวจสอบ ป้องกัน และดำเนินคดีกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมมอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม
เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ออกคำสั่งเลขที่ 2309 เพื่อขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวในระดับปฏิบัติการ ขณะที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกคำสั่งเลขที่ 185 เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งระบบติดตามและรายงานผลการปราบปรามการละเมิดในระดับประเทศแบบรายวัน เพื่อให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีสามารถติดตามสถานการณ์และสั่งการได้อย่างทันท่วงที
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นสะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังของภาครัฐอย่างชัดเจน โดยสามารถตรวจพบและดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้มากกว่า 1,400 คดีภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามของเวียดนามในการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าและนักลงทุนต่างชาติ
ในภาพรวม การเร่งยกระดับการคุ้มครองและบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของเวียดนามในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อการสอบสวนของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศต่อบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในยุคที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจไม่ได้พิจารณาจากต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานทางกฎหมาย ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศในอนาคต
นำเสนอแนะต่อผู้ส่งออกไทย
การที่เวียดนามเร่งยกระดับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้น ภายใต้แรงกดดันจากการตรวจสอบของสหรัฐอเมริกาตามมาตรา 301 กำลังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในประเทศ จากเดิมที่เน้นการเติบโตผ่านต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ สู่การให้ความสำคัญกับมาตรฐานทางกฎหมาย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ เห็นว่าการยกระดับนโยบายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของเวียดนามอย่างจริงจัง มีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการไทย เนื่องจากที่ผ่านมา เวียดนามถูกมองว่ามีปัญหาสินค้าลอกเลียนแบบและมีการละเมิดลิขสิทธิ์ค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันเวียดนามกำลังเปลี่ยนผ่านจากการมีเพียงกรอบกฎหมาย ไปสู่การบังคับใช้เชิงรุก (Proactive enforcement) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช่องทางออนไลน์ E-Commerce และสินค้าผ่านแดน (Transit Goods) ดังนั้น สินค้าไทยจะมีโอกาสได้รับการคุ้มครองมากขึ้น จากการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแบรนด์สินค้าต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักประสบปัญหาการลอกเลียนแบบในตลาด
นอกจากนี้ เวียดนามมีแผนใช้ AI ตรวจจับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมทั้งการจัดทำฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาระดับประเทศ ทำให้การค้าผ่านออนไลน์จะถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้น ภายใต้บริบทนี้ยังสอดคล้องกับแนวโน้มที่เวียดนามกำลังพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และให้ความสำคัญกับคุณภาพและแบรนด์ ดังนั้น สินค้าไทยที่มีแบรนด์ชัดเจนจะได้เปรียบมากขึ้นในตลาดเวียดนาม และผู้ประกอบการไทยควรแข่งขันด้วยนวัตกรรม คุณภาพ การสร้างแบรนด์ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว และข้อเสนอแนะต่อผู้ส่งออกไทยประการสำคัญคือ ควรเร่งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในเวียดนามก่อนเข้าทำตลาด ไม่ควรรอให้เกิดปัญหาสินค้าปลอมแล้วจึงดำเนินการ ตลอดจนพิจารณาจดทะเบียนลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรหรือแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
โดยสรุป การเร่งปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเวียดนามในปี 2569 สะท้อนถึงทิศทางนโยบายที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิให้สอดคล้องกับพันธกรณีทางการค้าระหว่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ประกอบการไทยที่มีการสร้างแบรนด์และนวัตกรรม โดยผู้ส่งออกไทยควรเร่งจดทะเบียนและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในเวียดนามอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการคุ้มครองสิทธิที่เข้มแข็งมากขึ้นในอนาคตของเวียดนาม