fb
อินเดียกับบทบาทผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีทำความเย็นอย่างยั่งยืนโดยไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า

อินเดียกับบทบาทผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีทำความเย็นอย่างยั่งยืนโดยไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า

โดย
Chalotorn
ลงเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568 12:00
สคต. ณ เมืองมุมไบ (อินเดีย) (TTC, Mumbai (India))
70

          ปัจจุบัน อินเดียกำลังยืนอยู่บนจุดสำคัญที่ “การเข้าถึงระบบทำความเย็น” กำลังเปลี่ยนจากสิ่งฟุ่มเฟือยไปสู่ความจำเป็นขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นจากหลายปัจจัย อาทิ ภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ความหนาแน่นของประชากรในเขตเมืองที่เพิ่มขึ้น และรายได้ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้ได้นำมาซึ่งปัญหาที่ร้ายแรง  เนื่องจากระบบปรับอากาศใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาล ขณะที่อินเดียยังคงพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นหลัก ซึ่งหมายความว่า ทุกครั้งที่มีจำนวนการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้น เพิ่มความกดดันต่อระบบวงจรไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อน ตลอดจนทำให้ค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากอินเดียยังคงเดินหน้าด้วยแนวทางการทำความเย็นแบบเดิม ประเทศอาจเผชิญกับอุปสรรคในการบรรลุพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศ และอาจเกิดภาวะขาดแคลนพลังงานบ่อยครั้ง ดังนั้น อินเดียจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาแนวทางการทำความเย็นแบบทางเลือก ที่สามารถบรรเทาความร้อนได้ โดยไม่ซ้ำเติมปัญหาสภาพภูมิอากาศหรือสร้างแรงกดดันต่อระบบพลังงานของประเทศ
       “การทำความเย็นแบบไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า” (Electricity-Free Cooling) กำลังกลายเป็นหนึ่งในสาขานวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียวที่น่าจับตามองมากที่สุดของอินเดีย แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมถึงวัสดุและการออกแบบที่สามารถระบายความร้อนได้ตามธรรมชาติ เช่น สีสะท้อนแสงที่ช่วยลดอุณหภูมิหลังคา ระบบระบายอากาศแบบพาสซีฟที่เพิ่มการไหลเวียนของอากาศ เทคโนโลยีระบายความร้อนแบบแผ่รังสี (Radiative Cooling) ที่สามารถปลดปล่อยความร้อนกลับสู่บรรยากาศ และห้องเก็บผลผลิตแบบไม่ใช้พลังงาน (Zero-Energy Cooling Chambers) ที่สามารถเก็บรักษาผลไม้และผักสดได้หลายวันโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า นักวิจัย สตาร์ตอัพ และนักลงทุนต่างมองว่า นี้คือโอกาศของธุรกิจเศรษฐกิจสีเขียวที่มีศักยภาพในอนาคต  ซึ่งอาจเติบโตสู่ตลาดมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศ ขณะเดียวกัน ยังสามารถมอบความเย็นสบายและปกป้องจากรังสีความร้อน

electricity -2.jpg.png


         รัฐบาลอินเดียให้ความสนใจต่อเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีการทำความเย็นแบบไม่ใช้ไฟฟ้านั้น จะสอดคล้องกับเป้าหมายระดับชาติด้านลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน  เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ซึ่งหากอินเดียสามารถขยายการใช้เทคโนโลยีนี้ได้อย่างเป็นระบบ จะไม่เพียงแต่ช่วยลดการพึ่งพาระบบปรับอากาศที่ใช้พลังงานสูงเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างการจ้างงานรูปแบบใหม่ กระตุ้นนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมวัสดุ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงระบบทำความเย็นในราคาย่อมเยาสำหรับกลุ่มรายได้น้อย และเสริมบทบาทของอินเดียให้เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ
ข้อมูลเพิ่มเติม 
         1.   แผนปฏิบัติการทำความเย็นแห่งชาติของอินเดีย (India Cooling Action Plan: ICAP) ได้กำหนดเป้าหมายหลักสามประการภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2580–2581 (ค.ศ. 2037–2038) ได้แก่ (1) ลดความต้องการการทำความเย็นในทุกภาคส่วนลงร้อยละ 20–25 (2) ลดความต้องการสารทำความเย็น (Refrigerant) ลงร้อยละ 25–30 และ (3) ลดความต้องการใช้พลังงานเพื่อการทำความเย็นลงร้อยละ 25–40 

electricity -3.jpg.png


         2.  ระหว่างปีพ.ศ. 2562 ถึง 2565 การใช้ไฟฟ้าเพื่อการทำความเย็นในอาคาร (Space Cooling) ของอินเดียเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 21 และในปัจจุบันความต้องการใช้ไฟฟ้าประมาณร้อยละ 10 ของประเทศมาจากการทำความเย็นดังกล่าว
          3. ความต้องการการทำความเย็นของอินเดียในทุกภาคส่วน มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นประมาณแปดเท่า ภายในปี พ.ศ. 2580–2581 เมื่อเทียบกับระดับฐานปี พ.ศ. 2560–2561 
          4.  การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิภายนอกทุก 1 °C (จากระดับอ้างอิงประมาณ 24°C) แปรผันกับความต้องการเพิ่มขึ้นในการใช้ไฟฟ้าของประเทศประมาณร้อยละ 2 ตัวอย่างเช่น ในวันที่อุณหภูมิสูงในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2566 ซึ่งมีอุณหภูมิเกิน 36°C ความต้องการใช้ไฟฟ้ารายชั่วโมงเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับวันในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า 
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย 
          1.    การลดการใช้พลังงานไฟฟ้า: การประยุกต์ใช้วิธีการทำความเย็นแบบพาสซีฟ (Passive Cooling Methods) มีส่วนช่วยลดการพึ่งพาระบบปรับอากาศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้านั้น ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการใช้พลังงานสูงสุด (Peak Load Periods) ซึ่งไม่เพียงช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อระบบวงจรไฟฟ้า แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานโดยตรงอีกด้วย
           2.    การเติบโตของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสีเขียว: แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมในประเทศ ทั้งในด้านการผลิตวัสดุเคลือบสะท้อนความร้อน (Reflective Coatings) วัสดุอัจฉริยะ บริการปรับปรุงอาคารให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน (Retrofit Services) และการติดตั้งระบบทำความเย็นแบบพาสซีฟ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างงานและยกระดับทักษะแรงงานเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมสีเขียวภายในประเทศอย่างยั่งยืน
           3.    การบูรณาการเข้ากับอาคารที่มีอยู่เดิม: การปรับปรุงอาคารเก่าให้สามารถรองรับระบบทำความเย็นแบบพาสซีฟ (Retrofitting) เป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนและมีต้นทุนสูงกว่าการติดตั้งในอาคารใหม่ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการทำความเย็นที่มีอยู่เดิม รวมถึงลักษณะของเปลือกอาคาร (Building Envelope) เช่น ผนัง หลังคา และวัสดุปิดผิว อาจจำกัดประสิทธิภาพของระบบพาสซีฟในการระบายความร้อนหรือควบคุมอุณหภูมิ ส่งผลให้ประสิทธิผลของการบูรณาการเทคโนโลยีดังกล่าวอาจลดลงเมื่อเทียบกับการออกแบบอาคารใหม่ที่คำนึงถึงหลักการประหยัดพลังงานตั้งแต่ต้น
ข้อคิดเห็น
              อินเดียกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่เพิ่มขึ้นและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าในเครื่องปรับอากาศที่ติดตั้งอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งแนวคิด “การทำความเย็นแบบไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า” (electricity-free cooling) ได้รับความสนใจจากภาคอุตสาหกรรม ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การเคลือบด้วยสีสะท้อนแสง (reflective coatings) เพื่อสะท้อนความร้อนและลดอุณหภูมิโดยไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ระบบระบายอากาศแบบพาสซีฟที่เพิ่มการไหลเวียนของอากาศ และเทคโนโลยีระบายความร้อนแบบแผ่รังสี (Radiative Cooling) ทั้งนี้ สำหรับตลาดเทคโนโลยีสีเขียวข้างต้น พบว่าสินค้ากลุ่มนี้ประเทศไทยเริ่มขยายการผลิต เช่น สีเคลือบหลังคาและผิวเคลือบเซรามิกที่ใช้เทคโนโลยีสะท้อนรังสีอินฟราเรดและรังสีแสงอาทิตย์ สามารถลดอุณหภูมิพื้นผิวหลังคาได้ 5–14 องศาเซลเซียส ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจำหน่ายทั้งในระดับอุตสาหกรรมและสำหรับที่อยู่อาศัย นอกจากนั้น ในช่วงปี 2567–2568 สินค้ากลุ่มนี้มีแนวโน้มการเติบโตแบบต่อเนื่อง โดยความต้องการและนวัตกรรมด้านเคมีสีเคลือบสะท้อนรังสีอาทิตย์เพิ่มขึ้น รองรับตลาดสากลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน มีแบรนด์ไทย เช่น "Sunproof" และ "BegerCool Roof" ที่ได้รับการพัฒนาจนสามารถแข่งขันและสร้างชื่อเสียงในระดับภูมิภาค แต่ปริมาณการส่งออกโดยรวมยังคงอยู่ค่อนข้างจำกัด ผู้ประกอบการไทยที่สนใจในตลาดเทคโนโลยสีเขียวข้างต้น อาจพิจารณาศึกษความต้องการของตลาดอินเดียเพื่อให้สามารถพัฒนาการบริการเชิงนวัตกรรมควบคู่ไปกับการสำรวจตลาดและนำเสนอบริการครบวงจร ตั้งแต่การประเมินพื้นที่ ติดตั้งไปจนถึงการบำรุงรักษา จะช่วยสร้างความแตกต่างและความน่าเชื่อถือแก่ผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ การสร้างพันธมิตรกับบริษัทก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ หรือผู้ผลิตวัสดุในอินเดีย จะช่วยให้เข้าถึงตลาดได้รวดเร็วขึ้น เข้าใจข้อกำหนดทางกฎหมายและระบบโลจิสติกส์ในพื้นที่มากขึ้น ตลอดจนลดความเสี่ยงทางธุรกิจจากการดำเนินงานในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา:1. https://economictimes.indiatimes.com/industry/renewables/how-electricity-free-cooling-could-power-indias-next-green-tech-revolution/articleshow/124900723.cms
2.https://www.seforall.org/data-stories/lessons-learned-from-developing-the-india-cooling-action-plan?utm 
 

 

19410-6136 สรุปข่าวเด่นรายสัปดาห์ -สคต.มุมไบ- วันที่ 10-14 พ.ย.68-2.pdf
Share :
Instagram