
การขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการดำเนินธุรกิจนำเข้าของธุรกิจขนาดเล็ก เนื่องจาก
1. ธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจจำกัดไม่สามารถรับค่าใช้จ่ายในการนำเข้าที่เพิ่มสูงอย่างมาก ที่นอกจากการเสียภาษีนำเข้าเพิ่มแล้วศุลกากรสหรัฐฯยังขึ้นอัตรา customs bonds หรือ ตราสารหนี้ที่เป็นหลักประกันว่าบริษัทจะชำระภาษีนำเข้า ภาษีอื่นๆและค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าให้แก่รัฐบาล
2. ขาดบุคคลากรเชี่ยวชาญที่จะช่วยให้บริษัทสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆที่รัฐบาลกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกฎระเบียบต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยมากและตลอดเวลา
3. การทำงานของศุลกากรสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะล่าช้ามากยิ่งขึ้น เพราะศุลกากรเองก็ต้องปรับการทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายที่เปลี่ยนแปลง
4. การทำธุรกิจถูกขัดจังหวะจากความไม่แน่นอนของมาตรการด้านการค้าที่สร้างความเสี่ยงใหม่ๆให้แก่การทำธุรกิจตลอดเวลา
U.S. Chamber of Commerce อ้างข้อมูลจาก U.S. Census Bureau ว่า สหรัฐฯ มีธุรกิจผู้นำเข้าขนาดเล็กประมาณ 236,000 ราย ธุรกิจเหล่านี้มีจำนวนลูกจ้างต่ำกว่า 500 คน ในปี 2023 มูลค่าสินค้าที่บริษัทนำเข้ามากกว่า 868 พันล้านเหรียญฯ ก่อนหน้าที่การขึ้นภาษีของประธานาธิบดี Donald Trump จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ประมาณการณ์ว่าบริษัทผู้นำเข้าขนาดเล็กเสียภาษีนำเข้ารวมกัน 202 พันล้านเหรียญฯ หรือเฉลี่ยประมาณ 856,000 เหรียญฯต่อบริษัทต่อปี
การวิเคราะห์ล่าสุดของ Goldman Sachs พบว่า ผู้ที่รับภาระค่าใช้จ่ายที่มาการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ในเบื้องต้น เกินกว่าครึ่งของค่าใช้จ่ายเป็นภาระของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ที่เหลือตกเป็นภาระของผู้ส่งออกในต่างประเทศและผู้บริโภคในสหรัฐฯ ในเดือนต่อๆ ไปที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้ ผู้ที่รับภาระค่าใช้จ่ายจะย้ายจากผู้นำเข้า เป็นผู้บริโภคที่จะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 67
National Retail Federation ระบุว่า ภาคธุรกิจสหรัฐฯ หลายรายวิตกกังวลว่าจะไม่สามารถรับมือกับนโยบายของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ต้องการเปลี่ยนระบบการค้าโลกโดยใช้มาตรการสร้างข้อกีดกันทางการค้าด้วยภาษีนำเข้า และวิตกกังวลว่าจะไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ National Retail Federation และ Hackett Associates คาดการณ์การนำเข้าในครึ่งหลังของปี 2025 เริ่มต้นในเดือนกันยายนเป็นต้นไป จะลดลงอย่างมาก ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงใดๆของการนำเข้าขึ้นอยู่กับการตัดสินใจใดๆของประธานาธิบดี Trump

ที่มา:
1. Bloomberg “Small US Firms Paying Trump Tariffs Face a $202 Billion Hit”, by Brendan Murray”, August 11, 2025
2. US Chamber of Commerce: “Latest Tariffs Spell $200 Billion Annual Tax for Small Businesses” by Neil Bradley, August 1, 2025
ข้อมูลเพิ่มเติมและข้อคิดเห็น สคต. ลอสแอนเจลิส
1. U.S. Census Bureau https://www.census.gov/foreign-trade/Press-Release/edb/edbrel2023.pdf ระบุว่า จำนวนธุรกิจสหรัฐฯ ที่นำเข้าจากประเทศไทย ในปี 2023 ประมาณ 10,367 บริษัท
(1) ไม่ทราบจำนวนพนักงาน 2,421 บริษัท
(2) มีพนักงาน 1 - 19 คน จำนวน 3,000 บริษัท
(3) มีพนักงาน 20 – 49 คน จำนวน 1,138 บริษัท
(4) มีพนักงาน 50 – 99 คน จำนวน 940 บริษัท
(5) มีพนักงาน 100 – 249 คน จำนวน 886 บริษัท
(6) มีพนักงาน 250 – 499 คน จำนวน 510 บริษัท
(7) มีพนักงาน 500 คนขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทใหญ่ จำนวน 1,666 บริษัท

2. จากตัวเลขของ U.S. Census Bureau ในปี 2023 พบว่า ธุรกิจขนาดเล็กที่มีการนำเข้าจากประเทศไทยมีไม่ต่ำกว่า 8,701 ราย มูลค่านำเข้าประมาณ 20,349 ล้านเหรียญฯ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่า
(1) บริษัทเหล่านี้อาจจะมีการต่อรองและหรือการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปยังผู้ส่งออกไทย มากขึ้น
(2) หากบริษัทเหล่านี้พบปัญหาการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการนำเข้ามากขึ้นจนถึงปิดกิจการ อาจจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าจากประเทศไทยของธุรกิจเหล่านี้