
แรงกดดันด้านต้นทุนกำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรมอาหารของเกาหลีใต้ซึ่งต้องพาการนำเข้า เนื่องจากค่าเงินวอนยังคงอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ และอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงซบเซา
ท่ามกลางการต่อต้านการปรับขึ้นราคาของรัฐบาลเกาหลีใต้ ผู้ผลิตถูกบีบให้เผชิญระหว่างภาวะกำไรลดน้อยลงและทางเลือกที่มีจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นราคา หรือการลดขนาดสินค้า
บริษัทอาหารเกาหลีส่วนใหญ่ป้องกันความผันผวนของค่าเงินด้วยการกักตุนวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าหลายเดือน แต่วิธีดังกล่าวได้ถูกทำลายลงหลังจากที่ดอลลาร์แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ค่าเงินวอนอ่อนค่าลงจากระดับ 1,400 วอนต้นๆ ในช่วงต้นเดือนกันยายน มาอยู่ที่ประมาณ 1,460 วอนต่อเหรียญสหรัฐฯ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
บริษัทที่เน้นการส่งออกสามารถลดผลกระทบจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ด้วยการแปลงรายได้จากต่างประเทศกลับมาเป็นเงินวอน แต่บริษัทที่มุ่งเน้นตลาดภายในประเทศต้องแบกรับภาระต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นอย่างเต็มที่
ตามรายงานประจำเดือนกุมภาพันธ์ของบริษัท Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corp. ระบุว่า ในปี 2566 ผู้ผลิตอาหารเกาหลีใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพียงร้อยละ 31.9 เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเกือบร้อยละ 70 ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ในขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงซบเซา โดยดัชนีธนาคารกลางเกาหลีใต้ลดลง 0.3 จุดในเดือนตุลาคม มาอยู่ที่ 109.8 บ่งชี้ถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ
ความตึงเครียดยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดี อี-แจมยอง กำลังกำชับมาตรการควบคุมราคา โดยกระตุ้นให้ผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตตรึงราคาไว้ พร้อมประกาศว่าจะปราบปราม "ภาวะเงินเฟ้อหดตัว" (Shrinkflation) หรือการลดขนาดสินค้าโดยไม่ปรับราคา
บริษัทหลายแห่งจึงปรับลดงบการตลาดและปรับโครงสร้างการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ แต่ผู้วิจารณ์มองว่ามาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาผลกระทบได้จำกัด หากดอลลาร์ยังคงแข็งค่าอยู่
เจ้าหน้าที่ในอุตสาหกรรมอาหารกล่าวว่า “บริษัทอาหารเริ่มเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในการขึ้นราคา โดยสินค้าราคาถูกและปริมาณมากกำลังได้รับความนิยม และรัฐบาลก็กำชับกับเรื่องควบคุมราคา ในตอนนี้ บริษัทหลายแห่งกำลังรอดูสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม หากแนวโน้มดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่อง แรงกดดันก็จะกระจาย ไปยังราคาผู้บริโภคในที่สุด”
เพื่อบรรเทาผลกระทบ บางบริษัทหันไปพึ่งพาการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมากขึ้น โดยอาศัยความ นิยมของ วัฒนธรรมเกาหลี (K-culture) อย่างเช่น บริษัท Samyang Foods ที่มีกำไรเพิ่มขึ้นจากการส่งออกสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป Buldak ซึ่งยอดขายร้อยละ 81 มาจากการส่งออก และ บริษัท Nongshim ซึ่งมีผลกำไรเพิ่มขึ้น จากการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ShinRamyun โดยเฉพาะสินค้าบรรจุภัณฑ์พิเศษจากภาพยนตร์แอนิเมชัน “KPop Demon Hunters”
ที่มา : The Korea Times ฉบับวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568
บทวิเคราะห์
ค่าเงินวอนอ่อนค่าทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบอาหารของเกาหลีใต้สูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทผลิตอาหารส่วนใหญ่ที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศต้องเผชิญกับภาวะกำไรลดลง เนื่องจากไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าหรือลดปริมาณสินค้าได้ตามต้องการ เพราะรัฐบาลมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าอย่างเข้มงวด ส่งผลให้หลายบริษัทเริ่มปรับกลยุทธ์โดยเน้นการขยายตลาดส่งออกมากขึ้น เพื่อชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกหลักของเกาหลีใต้นั้น สินค้าที่มีการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ น้ำตาล อาหารทะเล แป้งมันสำปะหลัง ผลไม้ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูปพร้อมทาน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอาจทำให้ผู้นำเข้าลดปริมาณการสั่งซื้อสินค้าจากไทยในบางหมวดหมู่ แต่สำหรับวัตถุดิบที่เกาหลีไม่สามารถผลิตเองได้ เช่น น้ำตาล อาหารทะเล และพืชผัก ยังคงมีความต้องการสูงต่อเนื่อง
ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยควบคุมต้นทุนการผลิตและบริหาร ความเสี่ยงอย่างรัดกุม เช่น การกักตุนวัตถุดิบล่วงหน้าและจัดการคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบ จากความผันผวนของราคาและอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ควรลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ปรับกระบวนการผลิตให้มี ประสิทธิภาพ และพิจารณาผลิตสินค้าในหลากหลายขนาด เพื่อให้ตอบสนองทั้งกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสินค้า ราคาประหยัดและกลุ่มพรีเมียม รวมถึงเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ
***************************************
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล