
เนื้อข่าว
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เวียดนามจะเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านสำคัญของตลาดยานยนต์ ภายหลังกฎหมายภาษีสรรพสามิต (Special Consumption Tax: SCT) ฉบับปรับปรุงมีผลบังคับใช้ โดยกำหนดให้รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Vehicles) ทั้งแบบ HEV (Self-charging Hybrid) และ PHEV (Plug-in Hybrid) ชำระภาษีสรรพสามิตเพียงร้อยละ 70 ของอัตราที่บังคับใช้กับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีความจุกระบอกสูบเทียบเคียงกัน มาตรการดังกล่าวทำให้รถยนต์ที่ประกอบภายในประเทศมีความได้เปรียบด้านราคามากขึ้น พร้อมทั้งลดช่องว่างราคาจำหน่ายระหว่างรถยนต์ใช้น้ำมันเบนซินกับรถยนต์ไฮบริด โดยไม่กระทบต่ออัตราผลตอบแทนทางธุรกิจ และยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของอุปสงค์ในตลาดยานยนต์ที่ยังฟื้นตัวไม่สมบูรณ์จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

ด้านผลกระทบด้านราคา การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตทำให้ต้นทุนของรถยนต์ไฮบริดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยรถยนต์นำเข้ามูลค่าประมาณ 500 ล้านเวียดนามด่ง ซึ่งปัจจุบันเสียภาษีสรรพสามิตร้อยละ 45 (ประมาณ 225 ล้านเวียดนามด่ง) และมีราคาจำหน่ายหลังภาษีราว 797 ล้านเวียดนามด่ง จะได้รับผลประโยชน์อย่างชัดเจนเมื่ออัตราภาษีใหม่ลดลงเหลือประมาณ 157 ล้านเวียดนามด่งตั้งแต่ปี 2569 ทำให้ราคาจำหน่ายปรับลดลงเหลือราว 723 ล้านเวียดนามด่ง ลดลงมากกว่า 73 ล้านเวียดนามด่งต่อคัน ส่วนรถยนต์ในกลุ่มระดับกลางถึงพรีเมียมที่มีมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านเวียดนามด่ง ซึ่งปัจจุบันชำระภาษีสรรพสามิตราว 750 ล้านเวียดนามด่ง จะได้รับส่วนลดภาษีมากกว่า 225 ล้านเวียดนามด่ง ส่งผลต่อการเพิ่มแรงจูงใจและ
ความพร้อมของผู้บริโภคในการเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฮบริดอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ รถยนต์ไฮบริดที่สามารถเข้ารับสิทธิประโยชน์ภาษีได้ต้องผ่านเกณฑ์อัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินร้อยละ 70 ของรถยนต์ใช้น้ำมันชนิดเดียวกัน โดยเกณฑ์มาตรฐานด้านการสิ้นเปลืองพลังงานดังกล่าวจะประกาศเป็นประจำทุกปีโดยกระทรวงก่อสร้าง (Ministry of Construction) ตั้งแต่ปลายปี 2568 เป็นต้นไป มาตรการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ผู้ผลิตยกระดับเทคโนโลยีด้านประสิทธิภาพพลังงาน ตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณลักษณะการประหยัดพลังงานของรถยนต์ไฮบริดในตลาดเวียดนาม
ภายใต้สถานการณ์ที่ความต้องการใช้รถเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการเดินรถที่สูงขึ้น และท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมของสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EV) ผู้บริโภคจึงต้องเลือกระหว่างสามทางเลือกหลัก ได้แก่ การใช้รถยนต์เบนซินต่อไปภายใต้ภาระค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่แม้ไม่ปล่อยมลพิษแต่ยังมีความไม่ชัดเจนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จและราคาขายต่อ หรือการเลือกรถยนต์ไฮบริดซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า โดยเฉพาะในด้านความคุ้มค่าในระยะยาว อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา และความเหมาะสมกับสภาพการจราจรในเมืองที่หยุด–ออกตัวบ่อย
ซึ่งช่วยให้ระบบไฮบริดสามารถคืนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การเตรียมนำมาตรฐานการปล่อยไอเสียระดับ 3 – 4 (Tier 3–4) มาใช้ในเมืองใหญ่ จะทำให้ผู้ใช้รถยนต์เบนซินต้องเผชิญต้นทุนการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่สูงขึ้น ส่งผลให้รถยนต์ไฮบริดเป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงด้านนโยบายน้อยกว่าและมีเสถียรภาพมากกว่าในช่วงหลายปีข้างหน้า
ในเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรม ช่วงปี 2569–2573 ถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สำหรับภาคการผลิตยานยนต์เวียดนามในการปรับรูปแบบห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ (Localization Rate) และวางรากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตครั้งนี้สะท้อนแนวนโยบายอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ที่มุ่งสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและปล่อยคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการส่งเสริมเพิ่มเติม เช่น การลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสำหรับรถยนต์ประสิทธิภาพสูง ระบบกลไกการซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามปริมาณที่ได้รับอนุญาต (Carbon Credit) และมาตรการสนับสนุนที่เชื่อมโยงกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของยานยนต์ ซึ่งหากประกอบกันอย่างครบถ้วนอาจทำให้รถยนต์ไฮบริดก้าวสู่บทบาทการเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของตลาดยานยนต์เวียดนามในระยะกลาง
ภายใต้สถานการณ์ที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขยายตัวในอัตราที่จำกัดจากภาระต้นทุนตลอดวงจรการใช้งานของยานยนต์ที่ยังอยู่ในระดับสูงและข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ รถยนต์ไฮบริดจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างกำลังการผลิตที่มีอยู่กับความต้องการภายในประเทศ โดยหากยอดจำหน่ายยานยนต์หลังปี 2569 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 600,000–650,000 คันต่อปี และมีสัดส่วนรถไฮบริดร้อยละ 20–30 ผู้ผลิตจะมีแรงจูงใจด้านการลงทุนมากเพียงพอในการพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศ อาทิ มอเตอร์ไฟฟ้า ชุดอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ชุดควบคุมพลังงาน (Energy Controller) และโมดูลเฉพาะทาง ซึ่งจะช่วยลดภาระการนำเข้า เพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และเปิดทางให้อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุวิศวกรรม และซัพพลายเออร์ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ความต้องการของตลาดมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดจำหน่ายรถไฮบริดในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่มากกว่า 11,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 58 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนศักยภาพการขยายตัวของตลาดอย่างมีนัยสำคัญและเป็นแรงส่งเพิ่มเติมต่อการขยับฐานการผลิตของผู้ประกอบการภายในประเทศ
เมื่อกรอบนโยบายมีความชัดเจน ผู้ประกอบการได้เร่งปรับทิศทางเชิงกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว โดยบริษัท Toyota Vietnam อยู่ระหว่างดำเนินการจัดสรรเงินลงทุนมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ
เพื่อจัดตั้งสายการผลิตรถยนต์ไฮบริดในจังหวัดฟู้เถาะ (Phu Tho Province) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดหาชิ้นส่วนภายในประเทศและรองรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน
บริษัท Honda มีกำหนดย้ายการประกอบรถยนต์รุ่น CR-V e:HEV มาผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569 และเตรียมเพิ่มรุ่นราคาประหยัดเพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมกลุ่มผู้บริโภควงกว้างขึ้น
ขณะเดียวกัน สมรภูมิการแข่งขันในตลาดมีแนวโน้มคึกคักยิ่งขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลากหลายประเภท เช่น Lynk & Co 08 PHEV Hyundai Santa Fe Hybrid และ Kia Sorento Hybrid รุ่นปี 2569 ตลอดจนกลุ่มราคาที่เข้าถึงได้ เช่น Suzuki XL7 Hybrid ที่มีราคาต่ำกว่า 600 ล้านเวียดนามด่ง รวมไปถึงกลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมียมอย่าง Mercedes GLE 400e PHEV นอกจากนี้ ผู้ผลิตจีนหลายราย เช่น BYD Haval และ Omoda & Jaecoo ยังเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ไฮบริดเข้าสู่ตลาดเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการยกระดับการแข่งขันทั้งด้านเทคโนโลยี สมรรถนะ และโครงสร้างราคาในตลาดโดยรวม
เมื่อมาตรการภาษีถูกบังคับใช้ในลักษณะที่เท่าเทียมกัน ทิศทางการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตจากญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมนี และจีน จะขยับจากประเด็นด้านราคาไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และคุณค่าการใช้งานจริงเป็นสำคัญ ในช่วงที่รถยนต์ไฟฟ้ายังมีข้อจำกัดเรื่องเครือข่ายสถานีชาร์จ รถยนต์ไฮบริดสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้ดีกว่า ทั้งในด้านความคุ้มค่าในสภาพการขับขี่ในเมือง ความสะดวกจากการไม่ต้องพึ่งพาสถานีชาร์จ ต้นทุนการใช้งานที่ต่ำกว่า และการปล่อยมลพิษที่ลดลงจากการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในช่วงความเร็วต่ำ สอดคล้องกับทิศทางการคมนาคมคาร์บอนต่ำของเวียดนาม นอกจากนี้ การประกอบรถยนต์ไฮบริดภายในประเทศคาดว่าจะช่วยลดราคาจำหน่ายลงประมาณ 80–150 ล้านเวียดนามด่งเมื่อเทียบกับรถยนต์นำเข้า และหากรัฐบาลขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสำหรับรถยนต์ประหยัดพลังงาน ต้นทุนตลอดวงจรการใช้งานของยานยนต์ (Total Cost of Ownership) ของรถไฮบริดในกลุ่ม B หรือ C จะใกล้เคียงรถใช้น้ำมัน หรือสูงกว่าเพียงร้อยละ 5–8 แต่ให้ความได้เปรียบด้านค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งานลดลงถึงร้อยละ 20–40
ด้วยเหตุนี้ ปี 2569 จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของตลาดยานยนต์เวียดนาม ทั้งจากมุมมองผู้บริโภคที่สามารถเข้าถึงรถยนต์ไฮบริดได้ง่ายขึ้นพร้อมระดับความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีที่ต่ำ และจากมุมของผู้ผลิตที่เร่งขยายการผลิตในประเทศและปรับโครงสร้างกระบวนการประกอบรถยนต์ หากมาตรการสนับสนุนได้รับการดำเนินการครบถ้วนควบคู่กับการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน รถยนต์ไฮบริดจะไม่เพียงเป็นตัวเลือกของผู้บริโภค แต่ยังทำหน้าที่เป็นแรงผลักสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์เวียดนามให้ก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาค
(แหล่งที่มา https://thesaigontimes.vn/ ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ
ตลาดยานยนต์เวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะกลางถึงระยะยาว โดยเฉพาะภายใต้กรอบกฎหมายภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งกำหนดให้รถยนต์ไฮบริดชำระภาษีเพียงร้อยละ 70 ของอัตราที่กำหนดสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในในระดับเทียบเท่า การปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าวเป็นมาตรการเชิงนโยบายที่มีเป้าหมายทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งลดภาระต้นทุนให้ผู้บริโภค สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเร่งปรับฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาคาร์บอนต่ำของเวียดนามในระยะยาว
ในมิติด้านตลาด การลดภาษีสรรพสามิตทำให้ราคาจำหน่ายรถยนต์ไฮบริดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ช่องว่างราคากับรถยนต์เบนซินลดลงจนผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แม้ว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะยังขยายตัว แต่ยังประสบข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ ความสะดวกในการใช้งาน และค่าใช้จ่ายรวมตลอดวงจรการใช้ ทำให้รถยนต์ไฮบริดกลายเป็นทางเลือกสมดุลที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความประหยัดพลังงาน ประสิทธิภาพการใช้งาน และความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีในระยะยาว ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ผันผวนและกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ภายหลังเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ความทนทานของแบตเตอรี่ ต้นทุนซ่อมบำรุง และมูลค่าขายต่อมากกว่าราคาเริ่มต้นเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้รถไฮบริดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สถิติจาก Auto Insider Vietnam สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยร้อยละ 63 เชื่อมั่นรถยนต์นำเข้า ร้อยละ 54 มีแผนซื้อรถไฟฟ้าหรือรถไฮบริดภายในสองปี และร้อยละ 48 ให้ความสำคัญด้านการรับประกันและบริการหลังการขาย ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่ากลไกตลาดกำลังก้าวจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพสินค้า สมรรถนะ เทคโนโลยี และบริการครบวงจรในระดับที่สูงขึ้น
ด้านโครงสร้างการค้าและการนำเข้า เวียดนามนำเข้ารถยนต์ 16,343 คันในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงร้อยละ 5.5 จากเดือนก่อนหน้า แต่ยอดนำเข้าในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 แตะ 171,364 คัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 และมีมูลค่าเกือบ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสามปี ขณะเดียวกัน ยอดขายรถไฮบริดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 73 ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของตลาดไปสู่ยานยนต์ประสิทธิภาพสูงในวงกว้าง
ในเชิงคาดการณ์ ตลาดยานยนต์เวียดนามมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 6–8 ในช่วงปี 2568–2573 และรถยนต์ไฟฟ้ารวมถึงรถไฮบริดคาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึงร้อยละ 40–45 ภายในปี 2573 ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้ค่ายรถต่างชาติขยายการลงทุนและย้ายฐานการผลิตเข้าสู่เวียดนาม ขณะที่ผู้ผลิตภายในประเทศจะเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่สายการประกอบ มอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์ ไปจนถึงเทคโนโลยีการจัดการพลังงาน ทั้งนี้ ความเข้มข้นของการแข่งขันทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์ไปสู่การสร้างแบรนด์ การยกระดับบริการ และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร
เมื่อประเมินภาพรวม ปี 2568 นับเป็นช่วงวางรากฐานด้านนโยบายและการขยายเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ปี 2569 จะเป็นปีที่ตลาดรถยนต์ไฮบริดเริ่มขยายตัวอย่างชัดเจน จากแรงขับเคลื่อนของมาตรการรัฐ การพัฒนาทางเทคโนโลยี และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น หากการดำเนินนโยบายภาษีและมาตรการส่งเสริมพลังงานสะอาดมีความต่อเนื่อง เวียดนามจะสามารถขยับขยายอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ระบบการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและมีขีดความสามารถแข่งขันในระดับภูมิภาค ตลอดจนปูพื้นฐานให้การพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศก้าวหน้าอย่างมั่นคง
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
มาตรการภาษีของเวียดนามมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างการแข่งขันในตลาดยานยนต์ เนื่องจากการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฮบริดทำให้ความได้เปรียบเชิงต้นทุนของรถนำเข้าลดลงและเร่งการย้ายฐานการประกอบเข้าสู่การผลิตภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่เน้นการส่งออกชิ้นส่วนสำเร็จรูปต้องเผชิญแรงกดดันด้านราคาขายและส่วนต่างกำไรในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีหรือสามารถปรับสายผลิตภัณฑ์ไปสู่รุ่นไฮบริดได้จะได้รับประโยชน์จากความต้องการที่ขยายตัวในเวียดนาม โดยเฉพาะตลาดระดับกลาง–พรีเมียม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงเชิงนโยบาย ต้นทุนการปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ และการแข่งขันจากผู้ผลิตต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดและกรอบนโยบายใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตในเวียดนามผ่านการร่วมทุนหรือข้อตกลงจัดหาระยะยาว เพื่อใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีและลดภาระด้านโลจิสติกส์ การยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับเกณฑ์การสิ้นเปลืองพลังงานและมาตรฐานมลพิษที่เข้มงวดขึ้น การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านภาษี และการประสานเชิงนโยบายกับหน่วยงานรัฐและสมาคมการค้าเพื่อให้ได้รับข้อมูลกฎระเบียบและมาตรการสนับสนุนล่าสุด อาทิ มาตรการทางภาษีหรือเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยลดต้นทุนการลงทุน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถแสวงหาโอกาสในการเป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนหลักในระบบขับเคลื่อนไฮบริดและไฟฟ้า เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และชุดควบคุมพลังงาน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงการขยายบริการหลังการขาย การพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงเฉพาะทาง และการจัดทำแพ็กเกจทางการเงินเพื่อเสริมความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค