
ที่ผ่านมาหลายสิบปีที่ทางภาคใต้ของเยอรมนีครอบคลุมพื้นที่รัฐ Bayern และ Baden-Württemberg เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ในขณะที่ พื้นที่ด้านภาคตะวันตกพยายามปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมจากการผลิตถ่านหินและเหล็กกล้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และพื้นที่ภาคตะวันออกก็มีปัญหาของตัวเองที่ต้องบริหารจัดการหลายอย่าง ภายหลังจากที่มีการรวมประเทศ และภาคเหนือซึ่งมีจำนวนประชากรเบาบางและไม่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจมากนัก ซึ่งเมื่อพิจารณาเพียงผิวเผิน ก็จะรู้สึกว่าจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ด้านนาย Markus Söder ผู้ว่าการรัฐ Bayern ได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของตนเองอยู่เสมอ กล่าวคือ เมื่อกันยายนที่ผ่านมา ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์กับกลุ่ม สส. ของพรรคสหภาพสังคมนิยมคริสต์เตียนแห่งนครรัฐบาวาเรีย (CSU - Christlich-Soziale Union in Bayern) ในรัฐสภา Bayern นาย Söder กล่าวว่า “พวกเราชาวบาวาเรียมีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ” แต่นาย Söder ได้มองข้ามและไม่กล่าวถึงปัญหาสำคัญที่กำลังเผชิญอยู่นั่นก็คือ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ ออกมาแก้ไขปัญหานี้ได้เลย โดยตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจบางตัวได้ชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตรัฐต่าง ๆ ทางใต้ของประเทศอาจประสบภาวะถดถอย แต่ในทางตรงกันข้ามกับรัฐทางภาคเหนือที่อาจกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจ จนหลายฝ่ายตั้งเป็นประเด็นข้อสงสัย กล่าวคือ
นักเรียนตัวปัญหา – ใช้เวลาเดินเพียงไม่กี่นาทีจากทะเลสาบ Binnenalster ที่ตั้งอยู่ในเมือง Hamburg ก็จะถึงสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ (HWWI - Das Hamburgische WeltwirtschaftsInstitut) โดยวิวจากห้องทำงานของนาย Michael Berlemann ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ของ HWWI สามารถมองเห็นคลอง Mönkedamfleet ซึ่งเดิมเป็นคลองที่ขุดขึ้นมาเพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า ซึ่ง Berlemann อธิบายถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า นอกเหนือจากเยอรมนีตอนใต้แล้ว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ ของประเทศได้ส่งผลกระทบกับภูมิภาคอื่นเป็นหลัก กล่าวคือ “อุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมักตั้งอยู่ในพื้นที่นอกเขตภาคใต้ของประเทศ” อาทิ อุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินและอุตสาหกรรมเหล็กกล้าในภาคตะวันตกของประเทศ ในทางตรงกันข้ามอุตสาหกรรมที่ทำให้ภาคใต้ของประเทศแข็งแกร่งอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เน้นการส่งออกเป็นหลักกลับเฟื่องฟูติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังประสบปัญหาใหญ่ เนื่องจากการปรับตัวไปสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และการแข่งขันสินค้าของจีน นอกจากนี้ ยังมีความตึงเครียดทางการค้าที่เกิดจากนโยบายด้านภาษีของนาย Donald Trump อีก ซึ่ง Berlemann กล่าวว่า “นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ภูมิภาคอื่น ๆ เคยประสบเป็นมาก่อน” ซึ่งปัญหารอบนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อภาคเหนือของประเทศ ยกเว้นบริษัท Volkswagen เพียงบริษัทเดียวเท่านั้น แม้ใน “Dynamics Ranking” ซึ่งจัดทำขึ้น โดยสถาบันเศรษฐศาสตร์เยอรมนี (IW - das Institut der deutschen Wirtschaft) ในปี 2024 ที่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดอันดับระดับภูมิภาคแสดงให้เห็นว่า ภาคใต้ก็ยังตามหลังด้านการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอยู่มาก การจัดอันดับนี้ประเมินความสำเร็จของภูมิภาคโดยพิจารณาจากพัฒนาการในปัจจุบัน แม้ว่า “Levels Ranking” ซึ่งแสดงถึงสถานการณ์ปัจจุบันจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ Dynamics Ranking อาจแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยมีข้อยกเว้นเพียงเล็กน้อย โดยมีบริษัทดาวรุ่งพุ่งแรงตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐ Baden-Württemberg และรัฐ Bayern เพียงเล็กน้อย แต่บริษัทส่วนใหญ่ที่มี Dynamics Ranking ดีจะตั้งอยู่ในภูมิภาคชายฝั่งทะเลเหนือ และทะเลบอลติก เป็นหลัก สถาบัน IW ให้ “คะแนนผลการเรียนของนักเรียนรัฐทางใต้” ที่กำลังพัฒนากลายเป็นนักเรียนที่มีปัญหาว่า “การพัฒนาด้าน Dynamics ที่อ่อนแอกำลังกลายเป็นเรื่องปกติในพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐ Baden-Württemberg และรัฐ Bayern ในเวลานี้ ภาคใต้ก็ยังต้องต่อสู้กับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนาที่เกิดขึ้นอยู่ ไม่สามารถก้าวข้ามผลที่เกิดขึ้นในอดีตได้สักที เนื่องจากการขาดแคลนที่จำเป็นในการผลักดันด้าน Dynamics พื้นที่ส่วนใหญ่ของทั้งสองรัฐจึงถูกจัดให้กลายเป็นภูมิภาคถดถอย ปัจจุบันการที่ภูมิภาคเหล่านี้ดำรงอยู่ได้นั้นเพราะมีความสำเร็จในอดีตเป็นแรงผลักดันหลัก” ขณะที่ภาคใต้กำลังพยายามอย่างมากในการแสวงหา Dynamics ใหม่ ๆ ภาคเหนือดูเหมือนจะได้รับประโยชน์จาก “Timing” นี้ โดย IW เขียนไว้ว่า การขยายตัวของแหล่งพลังงานหมุนเวียนเป็นปัจจัยสำคัญด้านทำเลที่ตั้งและความได้เปรียบในการแข่งขัน ด้วยการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรม ภูมิภาคที่ตั้งอยู่ห่างจากศูนย์กลางในภาคใต้อาจต้องกำหนดตำแหน่งที่ตั้งใหม่
ศูนย์พลังงาน – บนพื้นที่ราบรอบแม่น้ำ Elbe ซึ่งไหลลงสู่ทะเลเหนือ ด้านนาย Frank Schnabel กรรมการผู้จัดการของ Brunsbütteler Hafens และกลุ่มบริษัท Schramm Group กล่าวว่า เมื่อมองดูธุรกิจทางทะเล ฝูงแกะ กังหันลม เครน ตู้คอนเทนเนอร์ สายเคเบิลใต้น้ำ เรือ และท่าเทียบเรือใหม่ที่กำลังก่อสร้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เมื่อหลายปีก่อนได้เปลี่ยนสถานที่ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ในเมือง Brunsbüttel ให้เป็นศูนย์กลางการนำเข้าพลังงาน โดยได้รับความช่วยเหลือจากสถานีปลายทางสำหรับก๊าซธรรมชาติเหลว ในการกระจายต่อทั่วทั้งเยอรมนี โดยนาย Schnabel เชื่อมั่นในศักยภาพของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นี้อยู่แล้ว ในขณะที่ ในเวลานั้นแทบไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร นาย Schnabel เล่าว่า ความเห็นในช่วงเวลานั้น เช่นจากนาย Sigmar Gabriel รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ ของรัฐบาลกลางสังกัดพรรคสังคมนิยมเพื่อประชาธิปไตยเยอรมนี (SPD - Sozialdemokratische Partei Deutschlands) ก็คือ “เราไม่ต้องการมัน เรามีก๊าซจากรัสเซียมากพอแล้ว” แต่ต่อมาหลังจากที่เกิดสงครามยูเครน - รัสเซีย และการสุนทรพจน์ “Zeitenwende (จุดเปลี่ยน)” อันโด่งดังของนาย Olaf Scholz นายกรัฐมนตรีในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ได้ประกาศถึงการก่อสร้างสถานีขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว 2 แห่ง ในเมือง Brunsbüttel และ Wilhelmshaven สู่สาธารณชน ซึ่งทุกวันนี้ ผ่านมามากว่า 3 ปีแล้ว โครงสร้างสถานี LNG ชั่วคราวแบบลอยน้ำเดิมกำลังถูกแปลงโฉมเป็นท่าเทียบเรือถาวรสำหรับขนถ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว โดยนาย Schnabel กล่าวว่าเป็นเรื่อง “น่าละอาย” ที่กว่าวิสัยทัศน์ของเขาจะกลายเป็นจริงก็ต้องมีสงครามเกิดขึ้นเสียก่อน ซึ่ง “ผมเองก็เจ็บปวดเหมือนกัน” กับสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ดี นาย Schnabel ก็รู้สึกยินดีที่ภาคเหนือของประเทศได้รับประโยชน์มากมายในปัจจุบัน และกล่าวว่า "เรากำลังเข้ามาแทนที่รัฐ Bayern และรัฐ Baden-Württemberg” รัฐในภาคเหนือของเยอรมนีกำลังก้าวเข้ามารับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับรัฐ Bayern และรัฐ Baden-Württemberg เมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งการพัฒนานี้ขับเคลื่อนด้วยปัญหาพลังงาน และทำเลที่ตั้งชายฝั่งที่ช่วยเอื้ออำนวยเป็นพิเศษ นาย Schnabel มั่นใจว่า “ภาคเหนือจะกลายเป็นภาคใต้ในตอนนี้” นาย Schnabel ในฐานะผู้จัดการท่าเรือกำลังการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะบนที่ดินในเขตอุตสาหกรรมของเขา จากพื้นที่เขตอุตสาหกรรมกว่า 2,000 เฮกตาร์ ปัจจุบันมีเพียงประมาณ 400 เฮกตาร์ เท่านั้นที่ยังว่างอยู่ นาย Schnabel กล่าวว่า “ตอนนี้ที่ดินทั้งหมดถูกจองไว้ รือวางแผนไว้สำหรับโครงการต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว” โดยเฉพาะบริษัทที่ใช้พลังงานสูงรวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจนสีเขียว และการส่งออกคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งต่างก็เป็นโครงการที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ใครก็ตามที่ขับรถจากเมือง Brunsbüttel ไปยังเมือง Hamburg ก็จะเห็นกังหันลมผลิตไฟฟ้าตั้งอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ซึ่งต่างจากรัฐ Bayern และรัฐ Baden-Württemberg ที่ต่อต้านการขยายตัวของธุรกิจพลังงานลม ในทางกลับกันรัฐ Schleswig-Holstein ไม่มีปัญหากับกังหันลมผลิตไฟฟ้าทั้งแบบติดตั้งบนบก และในทะเล ซึ่งหากต้องการให้มีสิ่งนี้เปลี่ยนให้เป็นข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งอย่างแท้จริง จากมุมมองของชาวเยอรมันตอนเหนือจำเป็นต้องกำจัดเรื่องรำคาญใจที่สำคัญของพวกเขา นั่นก็คือ อัตราราคาไฟฟ้าทั่วประเทศที่เท่ากัน นาย Schnabel กล่าวว่า “มันเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเพราะราคาไฟฟ้านี้มันไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง” ในขณะที่รัฐทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล แต่รัฐทางตอนเหนือกลับผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าและถูกกว่า อย่างไรก็ตาม การขยายโครงข่ายไฟฟ้าที่เป็นไปล่าช้า ทำให้ไฟฟ้าไม่ได้ถูกส่งจากเหนือลงใต้ในปริมาณที่เพียงพอ ในขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนกำลังทำให้ปัญหานี้ที่กล่าวมานี้รุนแรงขึ้นไปอีก ปัจจุบันการผลิตพลังงานหมุนเวียนมีความผันผวนสูง และขาดแคลนกำลังความจุในการกักเก็บพลังงานดังกล่าว แต่ตอนนี้ราคาไฟฟ้าในตลาดไฟฟ้าในระดับเดียวกันยังคงเป็นเรื่องที่ใช้บังคับกับผู้ผลิต และผู้บริโภคทุกรายทั่วประเทศเยอรมนี รัฐทางตอนเหนือของประเทศจึงออกมาเสนอแนวคิดให้มีการสร้างเขตประมูลราคาไฟฟ้าที่แตกต่างกันไปตามแต่ภูมิภาคเพื่อลดราคาพลังงาน อย่างไรก็ตามรัฐทางฝั่งใต้คัดค้านแนวคิดนี้อย่างหนัก
กระจายความเสี่ยงแทนการพึ่งพา - การค้าทางทะเลที่มีมายาวนานหลายศตวรรษกำลังเฟื่องฟูเช่นกัน ในช่วงเวลาที่มีสัญญาณกีดกันทางการค้ามากกว่าการค้าเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ข่าวนี้ดูน่าประหลาดใจ ท่าเรือเมือง Hamburg มีอัตราการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ในท่าเรือที่ใหญ่อันดับสามของยุโรปเติบโตขึ้น 9.3% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าคู่แข่งในยุโรปที่มีขนาดใหญ่กว่าอย่างท่าเรือเมือง Rotterdam และท่าเรือ Antwerpen-Brügge อย่างมาก โดยนาย Jens Meier ผู้บริหารท่าเรือเมือง Hamburg และองค์การท่าเรือระหว่างประเทศ (IAPH - The International Association of Ports and Harbors) เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน เปิดเผยว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เนื่องจากท่าเรือเมือง Hamburg ได้รับประโยชน์หลักจากธุรกิจที่กำลังเติบโตในทวีปเอเชีย นอกจากนี้ ธุรกิจดังกล่าวยังสามารถชดเชยภาวะตกต่ำของธุรกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ที่หดตัวลงกว่า 19.3% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ได้อีกด้วย นาย Meier กล่าวก่อนจะตอบคำถามสั้น ๆ จากเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่กำลังสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพในซาอุดีอาระเบียว่า “ปัจจัยความสำเร็จของเราตลอด 800 ปีที่ผ่านมา คือ เราไม่ได้พึ่งพาภูมิภาค หรือพันธมิตรใดภูมิภาคหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งมั่นที่จะสร้างความหลากหลายอยู่เสมอ” ในอนาคตไฮโดรเจนสีเขียวจะถูกผลิตในทะเลทรายของประเทศซาอุดีอาระเบียโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเยอรมนีสามารถนำเข้าไฮโดรเจนสีเขียวมาในรูปของแอมโมเนียได้ โดยเมือง Brunsbüttel และเมือง Hamburg ต้องการเป็นจุดติดต่อจุดแรกสำหรับพลังงานรูปแบบใหม่นี้ นาย Meier กำลังพัฒนาโครงการ HH-WIN ซึ่งย่อมาจาก Hamburg และ “เครือข่ายอุตสาหกรรมไฮโดรเจน (Wasserstoffindustrienetz)” โดยเครือข่ายท่อส่งก๊าซนี้กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง 40 กิโลเมตรแรก จากทั้งหมด 60 กิโลเมตร มีกำหนดเปิดใช้งานในปี 2026 นาย Meier อธิบายว่า “จากนั้นเราจะสามารถรับเชื้อเพลิงสีเขียว แปลงรูป และป้อนเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าโดยตรงได้” ซึ่งจะทำให้บริษัทขนาดใหญ่ เช่น บริษัทแอร์บัส (Airbus) ผู้ผลิตเครื่องบิน และบริษัท ออรูบิส (Aurubis) ผู้ผลิตทองแดงได้รับประโยชน์โดยตรงจากพื้นที่บริษัทที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน
Zeitenwende (จุดเปลี่ยน) – ใครก็ตามที่ใช้บริการ S-Bahn รถไฟรอบเมือง Hamburg เดินทางไปเมือง Wedel จะเห็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทางตอนเหนือของเยอรมนี นั่นก็คือ บริษัท Vincorion บริษัทที่สร้างรายได้จากการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนให้กับกองทัพ และการบินพลเรือน จะมีเพียงสวนผักเล็ก ๆ ที่กั้นระหว่างบริษัทที่ตั้งอยู่ในรัฐ Schleswig-Holstein กับชายแดนนครรัฐ Hamburg โดยบริษัท Vincorion นั้นเป็นผู้ผลิตระบบพลังงาน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง ระบบรักษาเสถียรภาพ และระบบยก ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในภาคการทหาร กองทัพเยอรมัน (Bundeswehr) เองก็ใช้ระบบเหล่านี้ในรถถังของพวกเขา เป็นเวลากว่า 24 ปี ที่บริษัท Vincorion อยู่ภายใต้บริษัท Jenoptik ในเมือง Jenaer ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2022 บริษัท Jenoptik ก็ได้ขายแผนกธุรกิจป้องกันประเทศให้กับบริษัท Star Capital บริษัทลงทุนสัญชาติอังกฤษ ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่เป็นพิเศษสำในประวิติศาสตร์ของบริษัท แต่สงครามยูเครน และการจัดตั้งกองทุนพิเศษสำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์ของเยอรมนีทำให้บริษัท Vincorion ต้องตอบสนองความต้องการสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก นาย Dieter Holst ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินอธิบายว่า ระหว่างปี 2022 - 2024 ยอดขายสุทธิต่อปีเติบโตขึ้นเฉลี่ย 29% และล่าสุดบริษัทมีรายได้มากกว่า 200 ล้านยูโร ในโรงงานที่ตั้งในเมือง Wedel ยังคงมีลักษณะเหมือนโรงงานผลิตแบบดั้งเดิม พนักงานนั่งทำงานตามโต๊ะทำงานจำนวนมาก ผลิตชิ้นส่วนแต่ละชิ้นด้วยแรงงานคนจำนวนมาก แต่ปัจจุบันมีการปรับปรุง และออกแบบใหม่ อีกทั้งมีแผนที่จะย้ายโรงงานไปสู่การผลิตแบบต่อเนื่องเชิงอุตสาหกรรมในเร็ว ๆ นี้ โดยพื้นที่ในโรงงานสำหรับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กำลังไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า หรือเป็นไปได้ที่จะมีการสร้างโรงงานผลิตทั้งหมดขึ้นใหม่เลยก็ได้ นาย Marco Lienau หัวหน้าทีมประกอบอุปกรณ์ ซึ่งทำงานกับบริษัทมา 28 ปีอธิบายว่า “เมื่อก่อนเราพึ่งพาคำสั่งซื้อจำนวนมากจากลูกค้าเพียงไม่กี่รายการ แต่ปัจจุบันมีความต้องการสินค้าจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง แน่นอนที่บางครั้งที่เราสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในลำดับต่อไป” จากนั้นจุดเปลี่ยนก็มาถึงปัจจุบันบริษัทจ้างพนักงานใหม่ปีละ 70 - 100 คน โดยพนักงานที่จะเข้ามาทำงาน คาดว่า ส่วนใหญ่มาจากพนักงานที่เคยทำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหลัก อย่างไรก็ดี นาย Berlemann ผู้อำนวยการฯ HWWI มองว่า ไม่มีช่องว่างระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ในกระแสการเฟื่องฟูธุรกิจด้านอาวุธแบบเป็นนัยยะสำคัญ แต่กลับมองว่า “มีช่องว่างความแตกต่างระหว่างภาคตะวันออกกับภาคตะวันตกที่มากกว่า” บางครั้งในภาคตะวันออกก็มีการออกมาต่อต้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธอย่างรุนแรง อย่างล่าสุดในเมือง Großenhain และ Görlitz ของรัฐ Sachsen ประชาชนออกมาประท้วงการสร้างโรงงานผลิตกระสุน และโรงงานผลิตรถถัง เป็นต้น นาย Berlemann กล่าวว่า “ประเด็นนี้มีความคล้ายกับประเด็นที่ถูกถกเถียงเรื่องกังหันลมผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ของประเทศ โดยทุกคนมีความสุข และต้องการที่จะสามารถใช้พลังงานอย่างมั่นคง แต่พวกเขากลับบอกว่า สร้างอะไรที่ไหนก็ได้แต่ต้องไม่ใช่หลังบ้านฉัน (Not in my backyard)” นาย Berlemann ผู้อำนวยการฯ HWWI ยังไม่พร้อมที่จะให้คำมั่นว่า ภาคเหนือจะกลายเป็นภาคใต้แห่งใหม่ได้หรือไม่ เขากล่าวว่า “ยังต้องรอดูกันต่อไปว่าโอกาสในปัจจุบันจะถูกคว้าไว้หรือไม่” เขามองเห็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจนในด้านทำเลที่ตั้งสำหรับบริษัทที่ต้องการแหล่งพลังงานที่มั่นคง ภาคเหนือเป็น “ทำเลที่มีความยืดหยุ่น” สำหรับเรื่องนี้นาย Berlemann สรุปว่า โดยรวมแล้วภาคเหนือของเยอรมนียังคงมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับเยอรมนีที่จะเติบโตร่วมกันอีกด้วย นาย Meier ผู้บริหารท่าเรือเมือง Hamburg ก็กำลังคิดถึงประเทศในภาครวมเช่นกัน เขากล่าวว่า “เราไม่ได้ประโยชน์จากการสูญเสียงาน และกำลังซื้อในภาคใต้” ภูมิภาคต่าง ๆ ควรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เขาอดไม่ได้ที่จะแอบพูดโฆษณาสั้น ๆ ว่า “พวกเราทางเหนือไม่ใช้คนพูดมาก เราแค่ทำงานให้สำเร็จเท่านั้น”
จาก Handelsblatt 7 พฤศจิกายน 2568