fb
“ภาษีน้ำตาล” ในเยอรมนีควรถูกเก็บหรือไม่
โดย
Theeraporn
ลงเมื่อ 30 มีนาคม 2569 20:41
สคต. ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) (TTC, Frankfurt (Germany))
4

ขณะนี้ในเยอรมนีกำลังมีการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการเก็บ “ภาษีน้ำตาล” สำหรับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม และ เครื่องดื่มชูกำลัง เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้มีปริมาณน้ำตาลสูง โดยส่วนใหญ่มีน้ำตาลมากกว่า กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร และบางชนิดสูงถึง 13% อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าน้ำผลไม้ ทำให้ยังคงได้รับความนิยมสูงในหมู่ผู้บริโภค

ฝ่ายอุตสาหกรรมอาหาร โดย German Food Federation ออกมาคัดค้านมาตรการดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่าภาษีน้ำตาลไม่ได้ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้นโดยตรง เพราะการเพิ่มน้ำหนักขึ้นอยู่กับปริมาณแคลอรี่รวม ไม่ใช่อาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง และยังชี้ว่าอุตสาหกรรมได้เข้าร่วมโครงการลดปริมาณน้ำตาลโดยสมัครใจของรัฐบาลตั้งแต่ปี 2019 แล้ว

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายที่สนับสนุน เช่น German Medical Association และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคอย่าง Foodwatch มองว่าการเก็บภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล โดยข้อมูลระบุว่าเยอรมนีเป็นประเทศที่บริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงที่สุดในยุโรปตะวันตก โดยเฉลี่ยประมาณ 125 ลิตรต่อคนต่อปี จึงเสนอให้เริ่มเก็บภาษีจากเครื่องดื่มประเภทนี้ก่อน

ผลการศึกษาของ Scientific Institute of the Association of Private Health Insurance Companies (WIP) ระบุว่า การเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสามารถลดการบริโภคในเยอรมนีได้ และอาจช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับโภชนาการในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรงยังมีจำกัด และผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับรูปแบบของภาษีที่นำมาใช้เป็นสำคัญ

ปัจจุบันมีการเสนอรูปแบบภาษี แนวทาง แนวทางแรกคือการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ราคาน้ำอัดลมเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคจ่ายแพงขึ้น แต่ผู้ผลิตอาจไม่ได้ลดปริมาณน้ำตาลในสินค้า แนวทางที่สองคือการเก็บภาษีตามปริมาณน้ำตาล ยิ่งน้ำตาลมากยิ่งเสียภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ใช้ในสหราชอาณาจักร โดยนักวิจัยมองว่าวิธีนี้มีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะทำให้ผู้ผลิตต้องปรับสูตรเพื่อลดน้ำตาล

ด้านสาธารณสุข World Health Organization ระบุว่า เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคอ้วน เบาหวาน และฟันผุ และยังเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว ทำให้หลายประเทศนำภาษีลักษณะนี้มาใช้แล้ว ปัจจุบันมีมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกที่เก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และโปแลนด์

ขณะนี้เยอรมนีกำลังผลักดันมาตรการนี้อย่างจริงจัง โดยมีการเสนอให้เก็บภาษีเครื่องดื่มหวานและห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังแก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปี ข้อเสนอดังกล่าวจะถูกนำไปลงมติในสภาผู้แทนรัฐ (Bundesrat) ในวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 นี้ ซึ่งการสนับสนุนจากประชาชนและพรรคการเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับมาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อลดโรคอ้วนและโรคที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอจะนำไปสู่การพิจารณาของ Bundesrat และจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการออกกฎหมาย มาตรการนี้ไม่ได้ระบุรายละเอียดของรูปแบบภาษี แต่เสนอให้รายได้จากภาษีถูกนำไปใช้สำหรับโครงการด้านสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม ภาษีน้ำตาลในเยอรมนียังอยู่ในขั้นตอนการหารือทางการเมือง โดยพรรค CDU ต้องการผลักดันเรื่องนี้ผ่าน Bundesrat ในช่วงปลายเดือนมีนาคม หากมีการผ่านกฎหมาย เยอรมนีอาจกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศในยุโรปที่ใช้มาตรการภาษีเพื่อลดการบริโภคน้ำตาลและแก้ปัญหาสุขภาพของประชาชนในระยะยาว โดยสรุป ภาษีน้ำตาลในเยอรมนียังไม่ได้ถูกบังคับใช้ แต่กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และการเมือง และมีแนวโน้มว่าจะเป็นนโยบายที่ถูกถกเถียงต่อไปในอนาคต

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของ สคต. 

1.ตลาดจะเปลี่ยนไปสู่เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น หากมีการจัดเก็บภาษีน้ำตาล ราคาของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปเลือกเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น เช่น เครื่องดื่มน้ำตาลต่ำ (Low sugar) เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล (No sugar) เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและเครื่องดื่มจากธรรมชาติ แนวโน้มนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในเยอรมนีและยุโรปที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2.เยอรมนีอาจออกภาษีน้ำตาลในช่วงเวลาข้างหน้า ปัจจุบันข้อเสนอเรื่องภาษีน้ำตาลยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาทางการเมือง หากผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ เยอรมนีอาจเริ่มใช้ภาษีดังกล่าวในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างราคาสินค้าเครื่องดื่ม และอาจทำให้ผู้ผลิตต้องปรับสูตรสินค้าเพื่อลดปริมาณน้ำตาล

3.โอกาสของสินค้าเพื่อสุขภาพและการปรับตัวของผู้ส่งออก การเปลี่ยนแปลงนโยบายจะเปิดโอกาสให้สินค้าเพื่อสุขภาพเติบโต เช่น เครื่องดื่ม Low sugar / No sugar เครื่องดื่มสมุนไพร เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ น้ำมะพร้าว ชาไม่หวาน และเครื่องดื่มวิตามิน ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกควรเตรียมปรับฉลากโภชนาการและมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของสหภาพยุโรป รวมทั้งพัฒนาสินค้า Low sugar / No sugar เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดเยอรมนีในระยะยาว

4.ผู้ประกอบการควรเตรียมปรับฉลากโภชนาการและมาตรฐานสินค้า หากมีการออกมาตรการภาษีน้ำตาล อาจมีการใช้มาตรการด้านข้อมูลโภชนาการควบคู่ เช่น การแสดงปริมาณน้ำตาลอย่างชัดเจน หรือระบบ Nutri-Score ของสหภาพยุโรป ดังนั้น ผู้ส่งออกควรเตรียมปรับฉลากโภชนาการ สูตรสินค้า และเอกสารมาตรฐานสินค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนดของเยอรมนีและสหภาพยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้าในอนาคต.

*******************************************************************

ที่มา:

https://www.reuters.com

https://www.tagesschau.de

Photo by Elena Leya on Unsplash

Share :
Instagram