
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ได้มีการจัดกิจกรรม “Export to China” Thailand Session ณ เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้กรอบงาน China-ASEAN Expo ครั้งที่ 23 โดยมีสำนักพัฒนาการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จีน กรมพาณิชย์เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สำนักงานเลขาธิการ China-ASEAN Expo กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ไทย และหอการค้าไทย-จีน ร่วมกันจัดกิจกรรม โดยมีศูนย์เศรษฐกิจและการค้าจีน-อาเซียนเป็นหน่วยงานดำเนินการ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพ อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร เครื่องสำอาง และสินค้าอื่น ๆ เข้าสู่ตลาดจีน ตลอดจนส่งเสริมการเชื่อมโยงทางการค้าและสร้างโอกาสทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและจีน ทั้งนี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สมาคมการค้า และภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศเข้าร่วมกว่า 200 คน
ประเทศไทยได้รับการคัดเลือกให้เป็นประเทศหลักประจำปี 2569 ภายใต้กิจกรรม “Big Market for All: Export to China” ของกระทรวงพาณิชย์จีน โดยกิจกรรม “Export to China” Thailand Session ณ นครหนานหนิง ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญภายใต้ความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยและจีน ต่อเนื่องจากกิจกรรมที่จัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานครเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม China-ASEAN Expo ในการส่งเสริมสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีน และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะและเชื่อมโยงกับคู่ค้าจีนโดยตรง
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองหนานหนิง ในฐานะหน่วยงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่รับผิดชอบการส่งเสริมการค้าในพื้นที่จีนตอนใต้ ได้ร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างใกล้ชิด โดยประสานงานกับหน่วยงานผู้จัดฝ่ายจีน ตลอดจนประชาสัมพันธ์และประสานผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ไทยที่มีศักยภาพได้เข้าสู่ตลาดจีนและเชื่อมโยงกับผู้ซื้อและผู้จัดจำหน่ายที่มีศักยภาพอย่างตรงกลุ่ม
ในการนี้ นายนิติ ประทุมวงษ์ ผู้อำนวยการ สคต. ณ เมืองหนานหนิง ได้เข้าร่วมกิจกรรมและกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับจีน ซึ่งมีความใกล้ชิดและมีพลวัตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับจีนมีมูลค่ากว่า 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 สะท้อนถึงศักยภาพและความต่อเนื่องของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ขณะที่ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การค้าระหว่างประเทศของจีนมีมูลค่ารวมกว่า 30 ล้านล้านหยวน และการนำเข้าขยายตัวร้อยละ 22 สะท้อนให้เห็นถึงขนาดและโอกาสของตลาดจีนสำหรับผู้ประกอบการต่างประเทศ


นายนิติฯ ได้เสนอแนะแนวทางสำคัญแก่ผู้ประกอบการไทยที่ประสงค์เข้าสู่ตลาดจีน โดยเน้น 3 ประเด็น ได้แก่ (1) การยกระดับความเข้าใจตลาดจีน เนื่องจากจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายทั้งด้านพื้นที่ กลุ่มผู้บริโภค และพฤติกรรมการบริโภค ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม และประยุกต์ใช้ช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่ อาทิ Cross-border E-commerce, Social Commerce, Livestreaming และการตลาดผ่าน KOL/KOC ควบคู่กับการสร้างแบรนด์ การรักษามาตรฐานคุณภาพ และการสื่อสารเรื่องราวของสินค้าอย่างเหมาะสม (2) การใช้ประโยชน์จากกว่างซีและนครหนานหนิงในฐานะประตูการค้าสู่จีนตอนใต้ โดยกว่างซีและนครหนานหนิงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงจีนกับอาเซียน ทั้งด้านการค้า โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่งาน China-ASEAN Expo เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการและผู้ซื้อจากจีนและประเทศสมาชิกอาเซียน และสามารถใช้เป็นช่องทางในการสร้างการรับรู้และขยายตลาดสินค้าไทยในจีน และ (3) การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมการค้า ของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจากการซื้อขายสินค้าไปสู่ความร่วมมือในด้านการลงทุน เทคโนโลยี โลจิสติกส์ การวิจัยและพัฒนา และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว
ภายในงานมีผู้ประกอบการไทยขึ้นเวทีนำเสนอสินค้าและศักยภาพของบริษัท จำนวน 2 ราย ได้แก่ บริษัท Vidana (แบรนด์บ๊วยคืนชีพ) และบริษัท NaRaYa (แบรนด์กระเป๋าผ้านารายา) พร้อมทั้งมีการจัดแสดงสินค้าไทยและกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) โดยใช้รูปแบบการจับคู่ธุรกิจล่วงหน้าตามความสนใจและความต้องการของคู่ค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเจรจาและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะคู่ค้าหลายรายอย่างตรงกลุ่ม ทั้งนี้ มีการจัดเจรจาธุรกิจกว่า 90 คู่ ระหว่างผู้ประกอบการไทย 51 บริษัท และผู้ประกอบการจีน 45 บริษัท ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมมีความหลากหลาย ทั้งบริษัทขนาดใหญ่และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อาทิ บริษัท CP แบรนด์อาหารว่าง Vidana ผู้ประกอบการผลิตและแปรรูปกุ้งและสัตว์น้ำแช่แข็ง ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิ ผู้ประกอบการเครื่องสำอางและน้ำมันหอมระเหย ผู้ประกอบการสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม กระเป๋า ตลอดจนธุรกิจบริการดูแลและตกแต่งรถยนต์ ขณะที่ฝ่ายจีนประกอบด้วยผู้นำเข้า ห้างสรรพสินค้า แพลตฟอร์ม Cross-border E-commerce ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหาร ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระบบควบคุมอุณหภูมิ และสถาบันการเงินจากกว่างซี กวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ เจ้อเจียง เสฉวน และพื้นที่อื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจของตลาดจีนต่อสินค้าและบริการจากประเทศไทยในหลากหลายสาขา

นอกจากนี้ สถาบันการเงินของไทยและจีนได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อให้ข้อมูลและนำเสนอโซลูชันด้านการค้าระหว่างประเทศ อาทิ การชำระเงินข้ามพรมแดน การใช้ Letter of Credit และการจัดตั้งคลังสินค้าในต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งสองฝ่ายในการดำเนินธุรกิจและขยายตลาดระหว่างประเทศ
สคต. ณ เมืองหนานหนิง เห็นว่า กิจกรรม “Export to China” Thailand Session เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้เห็นแนวทางการเข้าสู่ตลาดจีนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างความรู้จักสินค้า การเจรจาธุรกิจ การนำเข้า การกระจายสินค้า ไปจนถึงการพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาว โดยมีนครหนานหนิงเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างไทยกับจีนตอนใต้ ก่อนขยายไปยังตลาดสำคัญอื่นๆ เช่น กวางโจว เซี่ยงไฮ้ และเฉิงตู
จากการหารือกับผู้ซื้อจีนภายในงาน พบว่าผู้ซื้อไม่ได้พิจารณาเฉพาะคุณภาพหรือชื่อเสียงของแบรนด์สินค้าไทยเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านอื่นๆ อาทิ ความสม่ำเสมอของแหล่งผลิตและปริมาณสินค้า ความสอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดของจีน ความเหมาะสมของบรรจุภัณฑ์สำหรับช่องทาง E-commerce ความสามารถในการบริหารจัดการระบบขนส่งและห่วงโซ่ความเย็น การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในจีน การจัดทำฉลากภาษาจีน ตลอดจนการให้บริการหลังการขาย ดังนั้น การเข้าสู่ตลาดจีนจึงควรดำเนินการอย่างเป็นระบบและคำนึงถึงความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในทุกขั้นตอน
ความคิดเห็นของ สคต. ณ เมืองหนานหนิง ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดจีน ดังนี้
1. ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้าและกฎระเบียบของจีน: ผู้ประกอบการควรศึกษาข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของตนเอง รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านเอกสาร การรับรองคุณภาพ ความปลอดภัย ฉลากสินค้า และข้อกำหนดในการนำเข้า โดยควรสื่อสารจุดเด่นของสินค้า อาทิ แหล่งผลิต คุณภาพ มาตรฐานการรับรอง และเอกลักษณ์ของสินค้าไทย ให้ผู้ซื้อจีนสามารถเข้าใจและนำไปสื่อสารต่อผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน
2. ใช้งานแสดงสินค้าและกิจกรรมเจรจาธุรกิจเป็นช่องทางทดสอบตลาด: ผู้ประกอบการสามารถใช้ทั้งงานแสดงสินค้า กิจกรรม Business Matching และช่องทางออนไลน์ เพื่อทดสอบการตอบรับของตลาด สร้างเครือข่ายกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายจีน ตลอดจนเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคเพื่อนำมาปรับปรุงสินค้าและกลยุทธ์การตลาด
3. เลือกตลาดเริ่มต้นให้สอดคล้องกับประเภทสินค้าและศักยภาพของธุรกิจ: ผู้ประกอบการควรศึกษาลักษณะตลาดและเลือกพื้นที่เริ่มต้นให้เหมาะสมกับสินค้าและรูปแบบธุรกิจ โดยกว่างซีและนครหนานหนิงสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่ตลาดจีนตอนใต้และเชื่อมโยงกับอาเซียน ขณะที่พื้นที่เขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊าและบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าแบรนด์และ E-commerce ส่วนตลาดจีนตะวันตกเฉียงใต้สามารถพิจารณาสำหรับสินค้าเกษตร ผลไม้ และสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภท ทั้งนี้ ควรพิจารณาตามลักษณะสินค้า กลุ่มผู้บริโภค และช่องทางการจำหน่ายเป็นสำคัญ
4. เปิดรับช่องทางการตลาดและการจำหน่ายรูปแบบใหม่: ผู้ประกอบการควรพิจารณาใช้ Cross-border E-commerce Social Commerce Livestreaming และการทำตลาดผ่าน KOL/KOC เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ โดยสามารถใช้หนานหนิงเป็นจุดเริ่มต้นในการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น การจัดกิจกรรมทดลองชิมสินค้า การอบรมตัวแทนจำหน่าย การทำ Livestreaming ข้ามพรมแดน และการพัฒนาระบบบริการหลังการขาย
5. พัฒนาความร่วมมือจากการซื้อขายสินค้าไปสู่การสร้างมูลค่าร่วมกัน: ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาความร่วมมือกับบริษัทจีนในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ การวิจัยและพัฒนาสินค้า การปรับสูตรหรือผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดจีน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ร่วมกัน การใช้วัตถุดิบไทยในการผลิตสินค้าในจีน ตลอดจนการสร้างแบรนด์และช่องทางการจำหน่ายร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาว
กิจกรรม “Export to China” Thailand Session จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดจีน โดยช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงคู่ค้าและผู้ซื้อจีนได้โดยตรง และเห็นภาพรวมของกระบวนการเข้าสู่ตลาดจีนตั้งแต่การเจรจาธุรกิจ การนำเข้า การกระจายสินค้า ไปจนถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านการลงทุน เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางการค้าและการขยายตลาดสินค้าไทยในจีนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่สนใจส่งออกสินค้าเข้าสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะการใช้เมืองหนานหนิงเป็นจุดเริ่มต้นในการทดสอบและขยายตลาดสามารถติดต่อขอข้อมูลและคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ thaitcnanning@ditp.go.th
--------------------------------------------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง
วันที่ 23 กันยายน 2569