
ที่มา : สำนักข่าว Utusan Malaysia
รัฐบาลมาเลเซียเตรียมดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ระยะที่ 6 (Large Scale Solar: LSS6) เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศและเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
กระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านทรัพยากรน้ำ (Ministry of Energy Transition and Water Transformation: PETRA) เปิดเผยว่า โครงการ LSS6 จะเปิดประมูลกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์รวม 2,650 เมกะวัตต์ (MW) ประกอบด้วยโครงการพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) รวม 2,500 เมกะวัตต์ และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เฉพาะสำหรับผู้ประกอบการชาวภูมิบุตร (Bumiputera) อีก 150 เมกะวัตต์
โครงการดังกล่าวเป็นการสานต่อความสำเร็จของโครงการ LSS ในระยะที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนสำคัญ
ในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของมาเลเซีย และช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าผ่านระบบการประมูลที่โปร่งใสและอิงกลไกตลาด
โดยโครงการ LSS6 จะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 แพ็กเกจ ได้แก่
แพ็กเกจที่ 1 เปิดประมูลทั่วไปสำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบ BESS กำลังการผลิต 2,200 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงาน 1,100 เมกะวัตต์
แพ็กเกจที่ 2 เปิดประมูลเฉพาะผู้ประกอบการ Bumiputera สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบ BESS กำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงาน 150 เมกะวัตต์
แพ็กเกจที่ 3 เป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เฉพาะผู้ประกอบการ Bumiputera โดยไม่ติดตั้งระบบ BESS กำลังการผลิต 150 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการขนาด 10–30 เมกะวัตต์ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการรายย่อย
ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การประมูลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยกำหนดขนาดโครงการที่ผู้ประมูลสามารถเสนอได้ รวมถึงกำหนดให้ผู้เข้าร่วมประมูลต้องมีประสบการณ์
ในการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ขณะที่ประสบการณ์ด้านระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ไม่ถือเป็นข้อบังคับ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการใช้แผงโซลาร์เซลล์ที่ผลิตภายในประเทศ และมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการ
ในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ของคาบสมุทรมาเลเซีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบผลิตและส่งไฟฟ้า
โครงการ LSS6 มีกำหนดเริ่มทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ และตั้งเป้าให้ทุกโครงการแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2572 โดย PETRA คาดว่า โครงการดังกล่าวจะสามารถดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนได้ประมาณ 13,000 – 15,000 ล้านริงกิต และสร้างการจ้างงานประมาณ 15,000–20,000 ตำแหน่ง
ตลอดช่วงการพัฒนาและก่อสร้างโครงการ
ในด้านสิ่งแวดล้อม คาดว่า โครงการ LSS6 จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ประมาณ 2.6 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะสนับสนุนเป้าหมายของมาเลเซียในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
สำหรับโครงการเฉพาะผู้ประกอบการ Bumiputera ภายใต้แพ็กเกจที่ 3 คาดว่า จะสร้างโอกาส
การลงทุนมูลค่าประมาณ 500 ล้านริงกิต และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ Bumiputera ขนาดกลางและขนาดย่อม เข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น
ในการนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานของมาเลเซีย (Energy Commission) จะเปิดจำหน่ายเอกสารคำขอเสนอราคา (Request for Proposal: RFP) สำหรับโครงการ LSS6 และโครงการ Solar Bumiputera ระหว่างเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2569 โดยผู้สนใจสามารถจัดซื้อเอกสารได้ที่สำนักงานใหญ่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ณ กรุงปุตราจายา
PETRA ระบุว่า การดำเนินโครงการ LSS6 เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Malaysia MADANI ที่มุ่งเสริมสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน ผ่านการพัฒนาพลังงานสะอาด การส่งเสริมการแข่งขันที่โปร่งใส และการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้แก่ประเทศในระยะยาว
ความเห็น สคต.
สคต. เห็นว่า โครงการ LSS6 เป็นหนึ่งในโครงการด้านพลังงานที่สำคัญของมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนถึงทิศทาง
การเร่งลงทุนเพื่อพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ โดยการลงทุนมูลค่าสูงและการเปิดประมูลโครงการ
ขนาดใหญ่ในครั้งนี้ จะส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้า เทคโนโลยี และบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในด้านอุปกรณ์ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง ระบบวิศวกรรม และบริการที่เกี่ยวเนื่องในการขยายความร่วมมือหรือเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของโครงการฯ ในมาเลเซีย
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามรายละเอียดการเปิดประมูลและนโยบายด้านพลังงานของมาเลเซียอย่างใกล้ชิด เพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนในอนาคต
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์