fb
กระแส K-Beauty มาแรง! KorinMi คว้าเงินลงทุนจาก Lotus Herbals เดินหน้าขยายสาขาทั่วอินเดีย

กระแส K-Beauty มาแรง! KorinMi คว้าเงินลงทุนจาก Lotus Herbals เดินหน้าขยายสาขาทั่วอินเดีย

โดย
Chalotorn
ลงเมื่อ 12 มิถุนายน 2569 14:00
สคต. ณ เมืองมุมไบ (อินเดีย) (TTC, Mumbai (India))
6

 KorinMi สตาร์ทอัพคลินิกความงามสไตล์เกาหลีในเมืองคุรุคราม (Gurugram) ระดมทุน 10 ล้านรูปี (ประมาณ 104,700 ดอลลาร์สหรัฐ) จากกองทุน Lotus Innovation Fund ของ Lotus Herbals ซึ่งมีกองทุนรวมมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการลงทุนในธุรกิจเสริมความงามและสุขภาพระยะเริ่มต้นในอินเดีย โดย KorinMi ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 ปัจจุบันมี 3 สาขาในเมืองคุรุคราม ให้บริการดูแลผิวและเส้นผมตามแนวทาง K-Beauty และได้ขยายสู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบบ D2C ที่ผลิตในเกาหลีใต้ ปัจจุบันมีลูกค้าแล้วกว่า 3,000 ราย และมีแผนเปิดสาขาใหม่ใน Mumbai, Bengaluru และ Hyderabad
กระแสความน่าสนใจ
         กระแส K-Beauty ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลกรวมถึงในอินเดีย โดยจุดเด่นอยู่ที่การดูแลสุขภาพผิวในระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขณะที่ตลาดความงามและสุขภาพของอินเดียกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทเครื่องสำอางรายใหญ่เริ่มลงทุนในธุรกิจรูปแบบใหม่มากขึ้น การลงทุนครั้งนี้นับเป็นการลงทุนลำดับที่ 3 ของ Lotus Innovation Fund นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2024 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ลงทุนเลือกลงทุนอย่างค่อนข้างระมัดระวังและมองเห็นถึงศักยภาพของโมเดลธุรกิจดังกล่าว        
         นอกจากนี้ การขยายตัวของ KorinMi ยังสอดคล้องกับแนวโน้มที่บริษัทข้ามชาติรายใหญ่กำลังให้ความสำคัญกับตลาดความงามและสุขภาพของอินเดียมากขึ้น โดยล่าสุด Unilever ประกาศว่าอินเดียจะเป็น “ตลาดที่สร้างโอกาสต่อการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่ใหญ่ที่สุดในทศวรรษหน้า” ซึ่งบริษัทเตรียมนำแบรนด์ความงามและเวลเนสระดับพรีเมียมเข้าสู่ตลาดอินเดียเพิ่มเติม ผ่านบริษัท Hindustan Unilever Limited (HUL) สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการระดับโลกต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางและกลุ่มรายได้สูงที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ผิวพรรณ และการชะลอวัยมากขึ้น ส่งผลให้ตลาด Beauty & Wellness ของอินเดียกำลังก้าวสู่ยุคของการบริโภคสินค้าพรีเมียม (Premiumisation) อย่างชัดเจน
        ขณะเดียวกัน การที่ทั้ง KorinMi และ Unilever เลือกลงทุนในกลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการด้านความงามมูลค่าสูง สะท้อนว่าผู้บริโภคอินเดียเริ่มมองหาประสบการณ์ด้านความงามแบบครบวงจร (Beauty Ecosystem) ที่ผสานทั้งบริการคลินิก ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว อาหารเสริม และเวลเนสเข้าด้วยกัน มากกว่าการซื้อเครื่องสำอางเพียงอย่างเดียว แนวโน้มดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเครื่องสำอาง สมุนไพร สปา และธุรกิจบริการ ซึ่งมีจุดแข็งด้านผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยสามารถต่อยอดกระแส K-Beauty ที่กำลังได้รับความนิยมในอินเดีย ผ่านการพัฒนาและนำเสนอแนวคิด “Thai Wellness & Beauty” เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและแสวงหาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพระดับพรีเมียม
ข้อมูลเพิ่มเติม
1.Unilever มีอินเดียเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 16% ของรายได้ทั้งหมด รองจากสหรัฐอเมริกาที่ 21% ในส่วนของ Hindustan Unilever (HUL) สินค้าระดับพรีเมียมคิดเป็น 1 ใน 3 ของยอดขาย โดยมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 50% และล่าสุดได้เปิด Unilever Fragrance Hub ณ วิทยาเขต IIT Bombay ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยน้ำหอมระดับโลกแห่งที่ 3 ต่อจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ภายใต้งบลงทุน 100 ล้านยูโรสำหรับโครงการน้ำหอมระดับโลก
ตารางที่ 1: KorinMi และ Unilever — สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณา 

ตัวชี้วัด

KorinMi / K-Beauty

Unilever India Strategy

เงินลงทุน / มูลค่า

1.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ก.พ. 2568: 0.35M; รวม 1.52M USD)

กองทุน Lotus Innovation Fund มูลค่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  | โครงการพัฒนาน้ำหอม Unilever งบลงทุน  100 ล้านยูโร

สัญญาณตลาด

ผู้บริโภคอินเดียพร้อมจ่ายพรีเมียมสำหรับ "Korean expertise" ในบริการคลินิก ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์

บรรษัทข้ามชาติระดับโลกต่างทุ่มลงทุนระยะยาวในอินเดีย — ตลาดสินค้าพรีเมียมกำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

ช่องว่างที่เปิด

Treatment + Product ผสมกัน; ความต้องการ Korean/Asian Beauty Expertise สูง

แบรนด์ระดับ Super-Premium จากสหรัฐฯ พร้อมเข้าสู่ตลาดอินเดียเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม — โอกาสการเจาะตลาดคาดอยู่ในช่วงปีงบประมาณ  2570–71

ข้อคิดสำหรับธุรกิจไทย

T-Beauty (Thai+Korean fusion) มีช่องว่างชัดเจน; Spa + Herbal Expertise ของไทยตรงกับ Demand

ผู้จัดหา Natural/Herbal Ingredients ไทยสามารถ Supply ให้ HUL/Unilever Research Hub ที่ IIT Bombay

  ที่มา: Economic Times, Financial Express 2569
ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจ
1. K-Beauty เปิดโอกาสสู่ T-Beauty: การที่ KorinMi ได้รับเงินลงทุนจาก Lotus Herbals ซึ่งเป็นผู้ประกอบการชั้นนำด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพรและความงามของอินเดีย สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคและนักลงทุนอินเดียมีความเปิดกว้างต่อองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านความงามจากประเทศในเอเชียมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการผลักดันแนวคิด “T-Beauty” ซึ่งเป็นการผสานนวัตกรรมความงามสมัยใหม่เข้ากับจุดแข็งด้านสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม อันจะช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดความงามและเวลเนสของอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
2.ศูนย์วิจัยน้ำหอมของ Unilever ในอินเดียเปิดโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระยะยาว: การที่ Unilever เลือกจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านน้ำหอม (Fragrance Hub) แห่งที่ 3 ของโลก ณ สถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดียบอมเบย์ (IIT Bombay) สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของอินเดียในฐานะศูนย์กลางการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมด้านความงามระดับโลก แนวโน้มดังกล่าวก่อให้เกิดโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบจากธรรมชาติ น้ำมันหอมระเหย สารสกัดสมุนไพร และส่วนผสมสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ที่สามารถพัฒนาความร่วมมือและก้าวสู่การเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบ (Ingredient Supplier) ให้แก่ศูนย์วิจัยและเครือข่ายการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทข้ามชาติในอินเดียได้ในอนาคต 
ข้อคิดเห็น
อุตสาหกรรมความงามและการดูแลส่วนบุคคลของอินเดียกำลังอยู่ในช่วงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 มีมูลค่าตลาดประมาณ 27–31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.1–10.8 ต่อปีในช่วงปี 2569–2578 ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) มีมูลค่า 2.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2575 หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 9.37 ต่อปี นอกจากนี้ ช่องทางจำหน่ายแบบดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยตลาด Direct-to-Consumer Beauty (D2C Beauty) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 36.4 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ขยายตัวเร็วที่สุดในภาคความงามของอินเดีย ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและออร์แกนิกมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่ม Organic/Natural Beauty ครองสัดส่วนร้อยละ 42 ของตลาด Beauty & Personal Care และทำให้อินเดียเป็นหนึ่งในตลาดผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของโลก ทั้งนี้ แนวโน้มการยกระดับการบริโภคสู่สินค้าพรีเมียม (Premiumisation) สะท้อนผ่านกลยุทธ์ของ Hindustan Unilever (HUL) ที่ปัจจุบันสินค้าพรีเมียมมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของยอดขาย และตั้งเป้าเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ในอนาคต ประกอบกับการเติบโตของแพลตฟอร์มความงามออนไลน์ชั้นนำอย่าง Nykaa และการที่เกาหลีใต้ครองตำแหน่งแหล่งนำเข้าเครื่องสำอางอันดับหนึ่งของอินเดียด้วยส่วนแบ่งตลาดราวร้อยละ 49 ล้วนสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดความงามอินเดียและความนิยมที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์และบริการด้านความงามระดับพรีเมียม โดยเฉพาะในกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจากกระแส K-Beauty และ Wellness Lifestyle


ที่มา: 1. https://www.pib.gov.in/PressReleasePage.aspx?PRID=2177755 
2.https://www.ibef.org/news/india-surpasses-china-in-smartphone-exports-to-united-states-us
 

Share :
Instagram