
จับตาตลาดอาหารว่างจีนเทรนด์ใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม

ที่มาภาพ: https://static.foodtalks.cn/
อุตสาหกรรมอาหารว่างของจีนเป็นหนึ่งในตลาดสินค้าอาหารที่มีความหลากหลายและมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ ครอบคลุมทั้งถั่วและเมล็ดพืช ขนมขบเคี้ยว อาหารทอดและพอง ลูกอมและช็อกโกแลต เบเกอรี่ อาหารปรุงรส ตลอดจนผลไม้แปรรูป โดยการเติบโตของเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชนจีนยังคงสนับสนุนความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงจากการเลือกซื้อเพื่อความเพลิดเพลินเป็นหลัก ไปสู่การให้ความสำคัญกับ คุณภาพ สุขภาพ และความหลากหลาย มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างความแตกต่างเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด
ข้อมูลจากในปี 2568 ตลาดอาหารว่างของจีนมีมูลค่าประมาณ 1,180.4 พันล้านหยวน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,333.0 พันล้านหยวนภายในปี 2573 สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดในระยะข้างหน้า แม้การแข่งขันจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากจำนวนผู้ประกอบการและช่องทางจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะร้านจำหน่ายอาหารว่างแบบรวมสินค้าและช่องทางออนไลน์ ทั้งนี้ แนวโน้มการบริโภคเพื่อสุขภาพ การพัฒนาสินค้าเฉพาะกลุ่ม และการขยายตัวของช่องทางการจำหน่ายรูปแบบใหม่ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของตลาดอาหารว่างจีนในช่วงปี 2569–2573

ที่มาภาพ: https://img.iimedia.cn/
พฤติกรรมการบริโภคอาหารว่างของชาวจีนมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบที่มีความถี่ในการซื้อสม่ำเสมอและตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยผลในปี 2569 พบว่า ผู้บริโภคจีนร้อยละ 40.44 ซื้ออาหารว่างประมาณ 7–8 ครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุด รองลงมาคือการซื้อ 9–10 ครั้งต่อเดือน ร้อยละ 21.23 สะท้อนให้เห็นว่าอาหารว่างได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคจีนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเภทสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ขนมขบเคี้ยวประเภทพองและอาหารทอด ร้อยละ 43.46 รองลงมาคือ ขนมปัง เค้ก และผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ร้อยละ 43.36 และ ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองแปรรูป ร้อยละ 41.15 ขณะที่โอกาสในการบริโภคที่พบมาก ได้แก่ การพบปะสังสรรค์ การท่องเที่ยว และกิจกรรมยามว่าง เช่น การเล่นเกมและรับชมซีรีส์ สะท้อนว่าตลาดอาหารว่างจีนกำลังเข้าสู่ระยะที่ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลายและเฉพาะเจาะจงตามแต่ละสถานการณ์มากขึ้น
จุดที่น่าสนใจสำหรับเชื่อมไปยัง “โอกาสของสินค้าไทย” คือ พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่อง “รสชาติ” แต่ตลาดกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย ความสะดวก คุณภาพ สุขภาพ และรูปแบบการบริโภคที่หลากหลาย ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นส่วน “โอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย” ได้ค่อนข้างดีครับ
การเติบโตของตลาดอาหารว่างจีนได้รับแรงสนับสนุนจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับ คุณภาพและสุขภาพ มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารว่างที่มีน้ำตาลและไขมันต่ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสนใจกับสินค้าใหม่และรสชาติที่หลากหลาย ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
อีกปัจจัยสำคัญคือ การขยายตัวของช่องทางจำหน่ายรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ การจำหน่ายผ่านไลฟ์สตรีม และร้านจำหน่ายอาหารว่างแบบรวมสินค้า ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าและขยายฐานผู้บริโภค นอกจากนี้ กระแส “Guochao” หรือการนำวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของจีนมาผสมผสานกับสินค้า ยังช่วยส่งเสริมการเติบโตของแบรนด์อาหารว่างในประเทศ ขณะที่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและการรวมตัวของผู้ประกอบการเป็นคลัสเตอร์ในแต่ละพื้นที่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต การพัฒนาสินค้า และการขยายตลาด ส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารว่างจีนมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ตลาดที่เน้น สุขภาพ ความหลากหลาย นวัตกรรม และช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย มากขึ้น

ที่มาภาพ: https://img.iimedia.cn/
ตลาดอาหารว่างจีนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะกลาง โดยระบุว่า ตลาดอาหารว่างจีนมีมูลค่าประมาณ 1.18 ล้านล้านหยวนในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.33 ล้านล้านหยวนในปี 2573 แม้ตลาดจะเริ่มเข้าสู่ช่วงการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น แต่การฟื้นตัวของตลาดในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตในระยะต่อไป โดยการแข่งขันมีแนวโน้มเปลี่ยนจากการขยายตัวเชิงปริมาณไปสู่การเน้น ประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานและการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ร้านจำหน่ายอาหารว่างแบบรวมสินค้า (零食集合店) มีแนวโน้มเป็นช่องทางสำคัญของตลาด โดยในปี 2568 มีมูลค่า 123.9 พันล้านหยวน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 197.4 พันล้านหยวนในปี 2573 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 59% ภายใน 5 ปี สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของช่องทางจำหน่ายไปสู่รูปแบบที่เน้นความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ตลาดยังมีแนวโน้มมุ่งสู่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ การแบ่งกลุ่มสินค้าตามโอกาสในการบริโภค การผสมผสานวัฒนธรรมจีน การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการขยายช่องทางจำหน่ายแบบหลากหลาย ซึ่งจะเป็นทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
ตลาดอาหารว่างจีนยังมีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถตอบสนองแนวโน้ม การบริโภคเพื่อสุขภาพ คุณภาพ และความแตกต่างของสินค้า เนื่องจากผู้บริโภคจีนเริ่มให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการและผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงสามารถพัฒนาสินค้าที่มีจุดเด่นด้านวัตถุดิบ คุณภาพ และเอกลักษณ์ของไทย เช่น ผลไม้แปรรูป ถั่ว ขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ เพื่อสร้างความแตกต่างจากสินค้าท้องถิ่นจีน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางตลาดที่กำลังเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การเน้นคุณภาพและความแตกต่างของผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ ช่องทางออนไลน์และการจำหน่ายแบบหลายช่องทาง ถือเป็นอีกโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะ อีคอมเมิร์ซและการไลฟ์สตรีม ซึ่งช่วยให้สินค้าอาหารว่างจากต่างประเทศสามารถเข้าถึงผู้บริโภคจีนได้กว้างขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดอาหารว่างแบบรวมสินค้ามีมูลค่า 123.9 พันล้านหยวนในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 197.4 พันล้านหยวนในปี 2573 สะท้อนถึงการขยายตัวของช่องทางจำหน่ายที่เน้นความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาการทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกต่อการพกพาและบริโภค เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคจีนในกลุ่มต่าง ๆ
สำหรับผู้ประกอบการไทย ประเด็นที่ควรจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่
สินค้าอาหารว่างเพื่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการ
ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และแตกต่างจากสินค้าจีน
ผลไม้ไทยและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากวัตถุดิบไทย
บรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก พกพาง่าย และเปิดรับประทานสะดวก
การทำตลาดผ่าน E-commerce และ Livestreaming
การสร้างเรื่องราวของสินค้าและอัตลักษณ์ความเป็นไทยเพื่อสร้างความแตกต่าง
ทั้งนี้ ตลาดอาหารว่างจีนในระยะต่อไปจะมุ่งสู่ สุขภาพ การแบ่งกลุ่มตามสถานการณ์การบริโภค การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการกระจายช่องทางจำหน่าย ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการวางกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดจีนได้
ข้อคิดเห็นของ สคต.
ตลาดอาหารว่างของจีนยังมีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการไทย จากฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่และมูลค่าตลาดที่คาดว่าจะขยายตัวจากประมาณ 5.75 ล้านล้านบาทในปี 2568 เป็น 6.49 ล้านล้านบาทในปี 2573 อย่างไรก็ตาม ตลาดกำลังเข้าสู่ระยะการแข่งขันเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด ผู้ประกอบการไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างของสินค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กระแส สุขภาพ คุณภาพ และความสะดวกในการบริโภค ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางความต้องการของผู้บริโภคจีนในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรใช้ประโยชน์จาก ช่องทางการตลาดแบบหลากหลายช่องทาง Omnichannel ทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ การไลฟ์สตรีม และร้านจำหน่ายอาหารว่างแบบรวมสินค้า ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดร้านจำหน่ายอาหารว่างแบบรวมสินค้ามีมูลค่าประมาณ 603 พันล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 961 พันล้านบาทในปี 2573 ทั้งนี้ สินค้าไทยที่มีจุดเด่นด้านวัตถุดิบและอัตลักษณ์ของไทย เช่น ผลไม้แปรรูป ขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ มีโอกาสสร้างความแตกต่างในตลาดจีนได้ หากสามารถพัฒนาสินค้า บรรจุภัณฑ์ และกลยุทธ์การสื่อสารให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคจีน
แหล่งที่มา
https://www.iimedia.cn/c400/113170.html