หน้าหลัก
/
หน้าหลักสถานการณ์การค้าในต่างประเทศ
/
ประเด็นร้อน/เจาะลึกตลาดโลก
/
เจาะลึก Vicenzaoro 2026: งานแสดงสินค้าอัญมณีระดับโลกที่ SMEs ไทยไม่ควรพลาด หลังส่งออกพุ่งแรงเป็นอันดับ 1 ในอิตาลี
เจาะลึก Vicenzaoro 2026: งานแสดงสินค้าอัญมณีระดับโลกที่ SMEs ไทยไม่ควรพลาด หลังส่งออกพุ่งแรงเป็นอันดับ 1 ในอิตาลี
ยุโรป (Europe)
•
อัญมณีและเครื่องประดับ (Gems and Jewelry)
เจาะลึกตลาดโลก (Deep insight into the global market)
โดย
Suparat
•
ลงเมื่อ 30 มกราคม 2569 23:36
สคต. ณ เมืองมิลาน (อิตาลี) (TTC, Milan (Italy))
38
งาน
Vicenzaoro
เป็นงานแสดงสินค้าอัญมณีนานาชาติที่มีความสำคัญ
1
ใน
3
ของโลก
(
อันดับ
1
ในยุโรป
)
และมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมเครื่องประดับและอัญมณีของอิตาลีที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องประดับและอัญมณีทั่วโลกรู้จักและได้รับการยอมรับว่าเป็นเวทีสำคัญทางธุรกิจและศูนย์กลางนวัตกรรมในระดับสากลมานาน จัดโดยบริษัท
Italian Exhibition Group
(
IEG
)
ปีละ
2
ครั้ง บนพื้นที่กว่า
8
0
,000
ตารางเมตร ภายในงานจัดแสดงสินค้าทองรูปพรรณ อัญมณี พลอย มุก หินและเครื่องประดับ บรรจุภัณฑ์ นาฬิกา และเครื่องจักร โดยทุกๆ ปีจะมีผู้ซื้อจากทั่วโลกเดินทางมาเยี่ยมชมงานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเวทีที่รวมผู้ประกอบการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับตลอดห่วงโซ่การผลิตจากทั่วโลก จัดแสดงสินค้าตั้งแต่
High-end
แฟชั่น สินค้าแบรนด์น้องใหม่ที่มีศักยภาพ
วัตถุดิบ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รวมถึงนวัตกรรมเครื่องจักรล่าสุด
โดยงาน
Vicenzaoro 2026
ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่
1
6-
2
0 มกราคม 2569 ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมงานจากต่างประเทศกว่า 130 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วน 60% ของจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมงานทั้งหมด ซึ่งประเทศที่เข้าเยี่ยมชมงานมากที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา รองลงมา ได้แก่ สหราชอาณาจักร อินเดีย และเยอรมนี โดยในครั้งนี้ พบว่าจำนวนผู้ซื้อที่มีอัตราการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ อินเดีย (+40
%)
จีน (+
20%)
ฝรั่งเศส (+
23%)
สหราชอาณาจักร (+
12%)
ส่วนกลุ่มประเทศ เซอร์เบีย ลิทัวเนีย และคาซัคสถาน เติบโตขึ้นรวมกันถึง 60
%
นอกจากนี้ มีจำนวนผู้ซื้อจากทั่วโลก เข้าร่วมงานกว่า 560 ราย จาก 65 ประเทศ โดยมีสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน (ICE Agency) เป็นผู้ดูแลและเชิญชวนผู้ซื้อ โดยผู้จัดงานฯ เปิดเผยว่า ถึงแม้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของราคาโลหะมีค่าและความตึงเครียดในสถานการณ์การค้าโลก ไม่ได้ส่งผลต่อความสามารถในการคัดเลือกผู้ประกอบการทั้งจากอิตาลีและต่างประเทศ ตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเครื่องประดับเข้าร่วมงานแต่อย่างใด โดยมีจำนวนผู้ประกอบการเข้าร่วมแสดงสินค้ากว่า 1,300 แบรนด์ แบ่งเป็น จากอิตาลี คิดเป็นสัดส่วน 60% และจากต่างประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 40% อาทิ ไทย ตุรกี อินเดีย ฮ่องกง เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เป็นต้น
สำหรับแนวโน้มการออกแบบสินค้าอัญมณีภายในงานครั้งนี้ พบว่า มีความโดดเด่นด้วยการนำเสนอความโปร่งใสของ เพชรเจียระไนทรงกุหลาบ (
Rose-cut diamonds)
การประยุกต์ใช้ วัสดุไทเทเนียม และการใช้โทนสีที่หลากหลาย พร้อมกับการกลับมาของ ไข่มุก ล้อมเพชรอย่างประณีต งดงาม
โดยในส่วนของอาคาร
T.Gold
ซึ่งจัดขึ้นปีละครั้ง โดยจัดแสดงเครื่องจักรและเทคโนโลยีล้ำสมัยในห่วงโซ่อุปทานอัญมณีและเครื่องประดับ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ศึกษากระบวนการทำงานของเทคโนโลยีต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยมีบริษัทเข้าร่วมจัดแสดงสินค้า จำนวน
170
บริษัท จาก
16
ประเทศทั่วโลก อาทิ อิตาลี เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี อินเดีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ทั้งนี้ ในเดือนกันยายน 2569 หากอาคารแสดงสินค้าหลังใหม่เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ผู้จัดงานฯ มีแผนที่จะยกระดับในส่วนดังกล่าว ให้เป็น
Technology Agenda
โดยเพิ่มรอบการจัดงาน
T.Gold
เป็นปีละ
2
ครั้ง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านเนื้อหาทางวิชาการ การฝึกอบรมทักษะเฉพาะทาง และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในระดับสากล
สำหรับในส่วนของ
VO Vintage
เป็นพื้นที่จัดแสดง
เครื่องประดับอัญมณีและนาฬิกาวินเทจ
สำหรับนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบ
โดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซื้อขาย และพบปะกับผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบและประเมินมูลค่านาฬิกาและอัญมณีที่มีชื่อ
รวมทั้ง
เป็นแหล่งรวบรวมเครื่องประดับโบราณ และนาฬิกาหายาก
โดยงานในครั้งนี้ มีผู้ร่วมจัดแสดงสินค้า จำนวน
55
ราย
(+25%)
เมื่อเทียบกับงานเดือนกันยายน
2568
สมาคมบริษัทผู้ผลิตทองคำ เครื่องประดับ เครื่องเงิน และนาฬิกาของอิตาลี (Federpreziosi) รายงานว่า ปี 2568 มูลค่าการค้ารวมของธุรกิจเครื่องประดับอิตาลี อยู่ที่ 7.4 พันล้านยูโร ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2567 เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ในขณะที่ จำนวนผู้ประกอบการของภาคอุตสาหกรรมเครื่องประดับในอิตาลี มีจำนวน 11,842 บริษัท ลดลงจากปี 2567 ซึ่งไม่ได้เกิดจากความต้องการของตลาดที่ลดลง แต่เป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างและสร้างเสถียรภาพให้กับภูมิทัศน์ทางธุรกิจ ปรากฏการณ์เดียวกันนี้สะท้อนให้เห็นในด้านการจ้างงานเช่นกัน โดยจำนวนคนทำงานในภาคอุตสาหกรรมนี้ลดลงไปกว่า 30,600 คน
สคต. ณ เมืองมิลาน เข้าเยี่ยมชมงานฯ
Vicenzaoro
และพบปะกับผู้ประกอบการไทย
เมื่อวันที่
19
มกราคม
2569
นางสาวพิมลอมร สุรคุปต์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลาน ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมงาน
Vicenzaoro
ณ เมืองวิเชนซ่า ประเทศอิตาลี โดยมีนาย
Andrea Marcon
เจ้าของและผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าเครื่องประดับและอัญมณี
PALAKISS
และดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ ประจำเมืองเวนิสให้การต้อนรับและให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับงานแสดงสินค้า
Vicenzaoro
และสถานการณ์ตลาดสินค้า
เครื่องประดับในอิตาลี โดยนาย
Andrea Marcon
ได้นำคณะชมงานและแนะนำกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมแสดงสินค้า ซึ่งในครั้งนี้มีบริษัทไทยเข้าร่วม
รวมทั้งสิ้น
78
บริษัท แบ่งเป็น
1)
ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในพื้นที่จัดงาน
Vicenzaoro
จำนวน
66
บริษัท
เป็นผู้ประกอบการในโครงการ
SMEs Pro-Active 1
ราย และ
2)
ผู้ประกอบการที่ เข้าร่วมงานในพื้นที่อาคาร
PALAKISS
หรือ
Hall 11
ซึ่งเป็นโซนพิเศษสำหรับการซื้อขายแบบ
Cash & Carry
จำนวน
12
บริษัท เป็นผู้ประกอบการในโครงการ
SMEs Pro-Active
2
ราย
ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานดังกล่าว แสดงความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก ซึ่งงานดังกล่าวถือเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร
(
One-stop Service)
ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ซื้อจากสหภาพยุโรปที่มีกำลังซื้อสูงและเข้าเยี่ยมชมงานอย่างต่อเนื่องทุกปี
โดยผู้ประกอบการได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย
ควรปรับกลยุทธ์เชิงรุก ผ่านการสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่มีศักยภาพในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งงาน
Vicenzaoro
ถือเป็นงานแสดงสินค้าที่มีศักยภาพสูงสุดในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ และขยายฐานคู่ค้าในระดับสากล
ตั้งแต่ปี
2567
อาคาร
PALAKISS (Hall 11)
ได้รวมเข้ากับงาน
Vicenzaoro
อย่างเป็นทางการ โดยทำหน้าที่
เป็นศูนย์กลางการค้าส่งที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างพลวัตทางธุรกิจให้แก่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่มีศักยภาพ ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กระจายสินค้าเชิงรุก
ในอิตาลี เนื่องจากมีการจัดงานครอบคลุมตลอดทั้งปีถึง
4
ครั้งตามฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน
ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการเจรจาธุรกิจ
สคต
.
ณ เมืองมิลาน จึงถือโอกาสดังกล่าวในการหารือร่วมกับนาย
Andrea Marcon
เพื่อขยายโอกาสทางการค้า
ร่วมกัน เช่น การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน
Vicenzaoro
เพิ่มขึ้น เพื่อต่อยอดการขยายตลาด
สินค้า
เครื่องประดับและอัญมณีของไทยในตลาดอิตาลี สร้างการรับรู้ศักยภาพของผู้ผลิตไทยในเวทีโลก สนับสนุนผู้ซื้อ
/
ผู้นำเข้
า
ในอิตาลีเดินทางเข้าร่วมเจรจาการค้าในงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ
Bangkok Gems & Jewelry fair
เป็นต้น
ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สคต
.
ณ เมืองมิลาน
1. ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์เชิงรุก
ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่มีศักยภาพในต่างประเทศเพิ่มขึ้น
โดยงาน
Vicenzaoro
ถือเป็นงานแสดงสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยควรใช้ให้เต็มศักยภาพเพื่อขยายตลาด และพบปะกับกลุ่มผู้นำเข้าที่มีศักยภาพจากตลาดยุโรป ซึ่งในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเดินทางไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในโซนทวีป
เอเชียลดลง ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรเข้าร่วมงาน
Bangkok Gems & Jewelry Fair
ที่จัดขึ้นในประเทศไทย
อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ และเปิดโอกาสในการเชื่อมโยงสู่ผู้นำเข้าจากต่างประเทศ
2. ตลาดอิตาลีมีแนวโน้มการเติบโตของ
New Fine Jewelry
หรือเครื่องประดับคุณภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้
(transformable jewelry)
อาทิ
Nail rings
ที่มีชิ้นส่วนถอดได้
/
แหวนที่สามารถเพิ่ม
–
ถอดองค์ประกอบได้ แหวนซ้อน
(
stackable rings)
รวมถึงชาร์ม
(charms)
หรือจี้ประดับ สร้อยคอและต่างหูที่สามารถปรับหรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ปรับแต่งตามความต้องการ และเพิ่มโอกาสในการซื้อซ้ำ โลหะหลายสี
(
mixed metals)
เครื่องประดับที่ทำจากเงิน
(silver)
หินสี
(stone)
และทองเหลือง
(brass)
เครื่องประดับทองน้ำหนักเบา โซ่เส้นบาง ทั้งนี้ สำหรับผู้ผลิตอิตาลี เทรนด์นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสไตล์ แต่เป็นกลยุทธ์เชิงพาณิชย์ที่ช่วยเพิ่มความถี่ในการซื้อ
(
repeat purchase)
และมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจากลูกค้า
(
Customer Lifetime Value)
ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรศึกษาและอัปเดตเทรนด์ข้างต้น และนำข้อมูลไปพิจารณาในการปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในตลาดยุโรป
3. สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอันดับต้น ๆ มายังอิตาลี
โดยปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับมายังอิตาลีเป็นอันดับ 1 มีมูลค่า 298.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.27
%
คิดเป็นสัดส่วน 13.64
%
ของสินค้าที่ไทยส่งมายังอิตาลีทั้งหมด
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในตลาดอิตาลียังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา
:
1.
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือกับกรมศุลกากร
2.
เว็บไซต์งานแสดงสินค้า
www.vicenzaoro.com
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลาน
30 มกราคม 2569
FINAL ข่าวเด่นประจำเดือนมกราคม 69 ข่าวที่ 2 ส่งสพต.pdf
ดาวน์โหลด
Share :