
รายงานตลาดสินค้าขนมขบเคี้ยวในกลุ่มประเทศนอร์ดิก
ตลาดขนมขบเคี้ยวในกลุ่มประเทศนอร์ดิก (เดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์ และฟินแลนด์)[1] ในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตในเชิงมูลค่าอย่างต่อเนื่อง แม้ภาพรวมจะเป็นตลาดที่ค่อนข้างอิ่มตัวด้านปริมาณการบริโภค โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการปรับขึ้นราคาต่อหน่วย (unit price increases) การพัฒนาสินค้าพรีเมียม และการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมสินค้าใหม่ ขณะที่ปริมาณการขาย (volume) ในหลายประเทศเติบโตเพียงเล็กน้อยหรือทรงตัว สะท้อนถึงการแข่งขันที่เข้มข้นและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกสินค้ามากขึ้น
เดนมาร์ก ความต้องการบริโภคยังคงมีเสถียรภาพ โดยผู้บริโภคยังคงมองขนมขบเคี้ยวเป็น “ความสุขเล็ก ๆ ที่เข้าถึงได้” แม้ในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน สินค้าที่มีรสชาติโดดเด่น แปลกใหม่ หรือวางตำแหน่งพรีเมียมสามารถกระตุ้นยอดขายได้ดี
สวีเดน การเติบโตเชิงมูลค่ามาจากราคาที่สูงขึ้นและการยกระดับคุณภาพสินค้า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความคุ้มค่า และคุณประโยชน์เพิ่มเติม เช่น สุขภาพหรือประสบการณ์รสชาติที่เหนือกว่า
นอร์เวย์ ตลาดเติบโตในระดับปานกลาง โดยมีแนวโน้มพรีเมียมไลเซชันและนวัตกรรมรสชาติเป็นแรงผลักดันสำคัญ แม้ราคาสินค้าหลายประเภท โดยเฉพาะช็อกโกแลต จะยังอยู่ในระดับสูงจากต้นทุนวัตถุดิบ แต่ความต้องการยังแข็งแกร่ง เนื่องจากผู้บริโภคมองการกินขนมเป็นการให้รางวัลตนเองในโอกาสพิเศษหรือช่วงสุดสัปดาห์
ฟินแลนด์มีการเติบโตเชิงมูลค่าค่อนข้างชัดเจนจากการปรับราคาสินค้าและการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม โดยเห็นแนวโน้มการแบ่งขั้วของผู้บริโภค ระหว่างกลุ่มที่เน้นประหยัดและกลุ่มที่เลือกบริโภคสินค้าพรีเมียมมากขึ้น
กล่าวโดยสรุป ตลาดขนมขบเคี้ยวในกลุ่มประเทศนอร์ดิกยังมีศักยภาพเติบโตในเชิงมูลค่า ท่ามกลางการแข่งขันสูงและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า คุณภาพ และประสบการณ์การบริโภคที่แตกต่าง มากกว่าการเพิ่มปริมาณการบริโภคโดยรวม
2. แนวโน้มตลาดขนมขบเคี้ยวในกลุ่มประเทศนอร์ดิก
ขนมขบเคี้ยวในฐานะ “ความสุขที่เข้าถึงได้” (Accessible Indulgence) ผู้บริโภคในกลุ่มประเทศนอร์ดิกยังคงบริโภคขนมขบเคี้ยวเพื่อความเพลิดเพลินทางอารมณ์ แม้ในช่วง ที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในเดนมาร์กและนอร์เวย์ ขนมถูกมองเป็นรางวัลเล็กๆ ให้ตนเอง (intentional indulgence) มากกว่าการบริโภคเพื่อความอิ่มหรือสุขภาพเพียง อย่างเดียว ส่งผลให้สินค้ากลุ่มรสชาติเข้มข้น เนื้อสัมผัสพิเศษ และแบรนด์ที่มีเรื่องราวหรือความทรงจำในอดีต (nostalgia-driven) ยังคงเติบโตได้ดี รวมถึงการออกสินค้าแบบ limited edition และ seasonal launch ที่กระตุ้นการซื้อแบบฉับพลัน
นวัตกรรมรสชาติและประสบการณ์หลายประสาทสัมผัส ทั้งสวีเดน ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงด้านนวัตกรรมรสชาติ ผู้บริโภคคาดหวังประสบการณ์ที่มากกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงรสชาติ แต่รวมถึงกลิ่น เนื้อสัมผัส รูปลักษณ์ และความแปลกใหม่ สินค้าใหม่จำนวนมากในปี 2568 มุ่งสร้าง multisensory experience ผ่านรสชาติแปลกใหม่ การผสมผสานวัตถุดิบที่คาดไม่ถึง หรือการนำแรงบันดาลใจจากอาหารนานาชาติมาผสานกับรสนิยมท้องถิ่น เช่น รสเผ็ด รสชีส หรือรสเค็มหวานแบบพรีเมียม
สุขภาพและความสมดุล: “ดีต่อสุขภาพ แต่ต้องอร่อย” แนวโน้มสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (health & wellness) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในทุกประเทศ แต่มีเงื่อนไขชัดเจนว่า ต้องไม่ลดทอนความอร่อย ขนมที่มีไฟเบอร์หรือโปรตีนสูง น้ำตาลต่ำ หรือปราศจากน้ำตาล กลูเตน และแลคโตส ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น คนเมือง และกลุ่ม active lifestyle อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคไม่ยอมรับสินค้าที่ “ดีต่อสุขภาพแต่ไม่ตอบโจทย์ความอยาก” ทำให้แบรนด์ต้องพัฒนาสูตรที่สมดุลระหว่างคุณค่าทางโภชนาการและประสบการณ์การกิน
ความยั่งยืน ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม สวีเดนและฟินแลนด์มีผู้บริโภคที่ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมสูง โดยให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การรับรองมาตรฐาน การใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล และการลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ แบรนด์ที่สื่อสารความโปร่งใสของซัพพลายเชนและการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีจริยธรรมจะได้เปรียบทางการแข่งขัน นอกจากนี้ ฟินแลนด์ยังเริ่มเห็นนวัตกรรมที่ลดการพึ่งพาโกโก้ หรือทดลองขนมช็อกโกแลต แบบไม่ใช้โกโก้ เพื่อตอบโจทย์ทั้งต้นทุนและความยั่งยืน
บทบาทของสื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดียในการสร้างการรับรู้ โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการทำตลาดขนมขบเคี้ยว โดยเฉพาะในเดนมาร์กและนอร์เวย์ แบรนด์ใช้ influencer marketing บรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น และแคมเปญที่เชื่อมโยงกับดนตรี วัฒนธรรมป๊อป หรือฤดูกาล เพื่อสร้างกระแสและการมีส่วนร่วมออนไลน์ ความสวยงาม การถ่ายรูปขึ้น และความเป็น limited edition กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อในกลุ่มสินค้าที่ขับเคลื่อนด้วยความแปลกใหม่
คุณค่าของแบรนด์ท้องถิ่นและอัตลักษณ์ แม้จะเปิดรับรสชาติและแรงบันดาลใจ จากต่างประเทศ ผู้บริโภคในนอร์ดิกยังให้คุณค่ากับแบรนด์ที่มีรากฐานท้องถิ่น งานฝีมือ ความเป็นดั้งเดิม และเรื่องราวของแบรนด์ แบรนด์ใหญ่และผู้ผลิตรายย่อยต่างใช้การเล่าเรื่อง (brand storytelling) เพื่อสื่อสารความเป็นเอกลักษณ์ ความเชี่ยวชาญ และความผูกพันกับชุมชน ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างในตลาดที่อิ่มตัวและมีการแข่งขันรุนแรง
3. สภาพการแข่งขันตลาดขนมขบเคี้ยวในกลุ่มประเทศนอร์ดิก
ตลาดพัฒนาเต็มที่และการแข่งขันสูงจากผู้เล่นรายใหญ่ ตลาดขนมขบเคี้ยวในกลุ่มประเทศ นอร์ดิกถือเป็นตลาดที่พัฒนาแล้ว (mature market) มีการแข่งขันสูง และถูกครอบครองโดย ผู้เล่นรายใหญ่ที่มีพอร์ตโฟลิโอหลากหลายและแบรนด์แข็งแกร่ง ในสวีเดน นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ตลาดมีลักษณะค่อนข้างกระจุกตัว โดยบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Mondelez, Orkla และ Fazer ครองการรับรู้ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เดนมาร์กมีลักษณะการแข่งขันแบบกระจายตัวมากกว่า โดยผู้ค้าปลีกมีบทบาทสำคัญในการกำหนดโครงสร้างตลาด
บทบาทของผู้ผลิตและแบรนด์ท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง ผู้บริโภคในประเทศนอร์ดิกให้ความสำคัญ กับแหล่งกำเนิดสินค้าและการสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศอย่างชัดเจน ส่งผลให้ผู้ผลิตท้องถิ่นมีความได้เปรียบในการแข่งขัน สวีเดนมีแบรนด์ที่เน้นการผลิตภายในประเทศและวัตถุดิบท้องถิ่น ขณะที่นอร์เวย์และฟินแลนด์ ผู้บริโภคมีความภักดีต่อแบรนด์ดั้งเดิมที่มีประวัติยาวนาน เช่น Freia, Nidar และ Karl Fazer ในฟินแลนด์ การสื่อสารเรื่อง “ผลิตในประเทศ” และการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นกลายเป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างและความน่าเชื่อถือ ของแบรนด์
ความเป็นผู้นำของบริษัทขนาดใหญ่และพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย บริษัทผู้นำตลาดในแต่ละประเทศมีจุดแข็งจากการถือครองหลายแบรนด์ในหลายหมวดสินค้า เดนมาร์กมี Coop Danmark เป็นผู้นำจากเครือข่ายค้าปลีกและ private label ที่แข็งแรง ขณะที่สวีเดน Mondelez ครองตำแหน่งผู้นำด้วย Marabou ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของช็อกโกแลตสวีเดน นอร์เวย์ Orkla ยังคงเป็นผู้นำภาพรวมจากพอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมทั้งขนมหวานและขนมขบเคี้ยว ส่วนฟินแลนด์ Fazer ครองตลาดจากแบรนด์ไอคอนิกและความสามารถด้านนวัตกรรมสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
Private label กับการแข่งขันด้านราคาและพื้นที่วางขาย Private label มีบทบาทแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยเดนมาร์กเป็นตลาดที่ private label แข็งแกร่งที่สุด คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของยอดขาย โดยเฉพาะในกลุ่มขนมขบเคี้ยวรสเค็ม เช่น มันฝรั่งทอด ถั่ว และสแน็กสำหรับบริโภคประจำวัน จุดแข็งของ private label มาจากราคาที่แข่งขันได้ การวางสินค้าบนชั้นขาย และการสนับสนุนจากผู้ค้าปลีก อย่างไรก็ตาม ในตลาดที่ผู้บริโภคมีความภักดีต่อแบรนด์สูง เช่น นอร์เวย์ private label ยังมีบทบาทจำกัดในกลุ่มขนมที่เน้นความพรีเมียมและอารมณ์ความรู้สึก
ผู้เล่นพรีเมียมและแบรนด์เฉพาะกลุ่ม แม้ผู้เล่นรายใหญ่จะครอบครองตลาด แต่ยังมีโอกาสให้แบรนด์พรีเมียมและแบรนด์เฉพาะกลุ่มเติบโต โดยเฉพาะสินค้าที่เน้นงานฝีมือ ความแตกต่างด้านรสชาติ หรือภาพลักษณ์สุขภาพ เช่น LAKRIDS by Johan Bülow ในเดนมาร์ก หรือ Lejos ในฟินแลนด์ที่ประสบความสำเร็จจากขนมผลไม้แปรรูปและการสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย ผู้เล่นกลุ่มนี้มักมีปริมาณขายไม่สูง แต่สร้างมูลค่าเพิ่มและความคึกคักให้ตลาด
ความตระหนักด้านภาพลักษณ์แบรนด์และแหล่งที่มา การแข่งขันในตลาดนอร์ดิกไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้าและราคา แต่ขยายไปถึงภาพลักษณ์ ความเป็นเจ้าของแบรนด์ และแหล่งผลิต กรณีของ Freia ในประเทศนอร์เวย์สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความเป็นท้องถิ่นและจริยธรรมของบริษัทมากขึ้น แม้ผลกระทบด้านยอดขายจะจำกัด แต่ความตระหนักดังกล่าวส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ ต้องบริหารความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์และการสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างรอบคอบมากขึ้น
4. การนำเข้าขนมขบเคี้ยวของกลุ่มประเทศนอร์ดิก
การนำเข้าจากทั่วโลก ในปี 2568 การนำเข้าสินค้าขนมขบเคี้ยวของกลุ่มประเทศนอร์ดิก (รหัสศุลกากร 200520, 200811, 200819, 190410, 190531, 190590, 1806, 1704 และ 0813 ) มีมูลค่ารวม 5,652 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ เยอรมนี สวีเดน และเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้ ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 27 มูลค่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 15% คิดเป็นสัดส่วน 0.27% ของการนำเข้าทั้งหมด โดยสินค้าที่มีอัตราการขยายตัวสูง คือ ช็อกโกแลตและอาหารปรุงแต่งอื่นๆ ที่มีโกโก้
ช็อกโกแลตและอาหารปรุงแต่งที่มีส่วนผสมของโกโก้ (รหัสศุลกากร 1806) มูลค่า 7.1 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญ คือ เยอรมนี สวีเดน และเบลเยียม ทั้งนี้ การนำเข้าโดยรวมขยายตัว 15% โดยการนำเข้าจากแหล่งนำเข้าสำคัญเยอรมนี และสวีเดนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขยายตัว 9% และ 8% ตามลำดับ และการนำเข้าจากไทยขยายตัว 201% เช่นเดียวกัน
ขนมผลไม้อบแห้ง (รหัสศุลกากร 0813) มูลค่า 2.9 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญ คือ ชิลี เยอรมนี และตุรกี ทั้งนี้ การนำเข้าโดยรวมขยายตัว 3% โดยการนำเข้าจากชิลี เยอรมนี และตุรกี ขยายตัว 42%, 8% และ 6% ตามลำดับ ในขณะที่การนำเข้าจากไทย หดตัว 36%
ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่อื่น ๆ (เช่น ขนมปังอบกรอบ แครกเกอร์ เวเฟอร์ แป้งพายสำเร็จรูป หรือขนมอบที่ไม่ได้ระบุไว้ในรายการเฉพาะ) (รหัสศุลกากร 190590) มูลค่า 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญ คือ เยอรมนี สวีเดน และเบลเยียม ทั้งนี้ การนำเข้าโดยรวมขยายตัว 3% โดยการนำเข้าจากแหล่งนำเข้าสำคัญสวีเดน และเบลเยียม เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขยายตัว 3% และ 5% ตามลำดับ ในขณะที่การนำเข้าจากเยอรมนี และไทยหดตัว -5% และ 18%
5. ช่องทางกระจายสินค้าตลาดขนมขบเคี้ยวในกลุ่มประเทศนอร์ดิก
ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นช่องทางหลักของตลาด ในทุกประเทศกลุ่มนอร์ดิก ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ โดยเฉพาะซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต ยังคงเป็นช่องทางหลักในการกระจายสินค้าขนมขบเคี้ยว เนื่องจากความสะดวกในการเข้าถึง ทำเลที่ตั้งใกล้ชุมชน และความหลากหลายของสินค้า เดนมาร์กและสวีเดนมีซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นจุดขายสำคัญสำหรับการซื้อแบบฉับพลัน (impulse purchase) ขณะที่ฟินแลนด์ ไฮเปอร์มาร์เก็ตมีบทบาทโดดเด่นจากการเป็นจุดซื้อสินค้ารายสัปดาห์ที่มีสินค้าครบทุกระดับราคาและเป็นแหล่งพบสินค้าใหม่และโปรโมชัน
ร้านสะดวกซื้อและช่องทาง on-the-go ในบางตลาด ในนอร์เวย์ ร้านสะดวกซื้อและร้านในสถานีบริการน้ำมันยังมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับสินค้าขนมแบบรับประทานทันที เช่น หมากฝรั่ง ไอศกรีมแบบแท่ง และขนมขนาดพกพา ช่องทางนี้ตอบโจทย์พฤติกรรมการบริโภคระหว่างเดินทางและการซื้อเร่งด่วน แม้สัดส่วนยอดขายโดยรวมจะไม่สูงเท่าซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ยังคงมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์สำหรับสินค้า impulse และ single-serve
อีคอมเมิร์ซ: ช่องทางเสริมที่เติบโต แต่ยังไม่ใช่แกนหลัก แม้อีคอมเมิร์ซในตลาดขนมขบเคี้ยวของนอร์ดิกยังมีสัดส่วนไม่สูง เนื่องจากลักษณะการซื้อที่มักเกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่ทุกประเทศเริ่มเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังช่วงโควิด-19 เดนมาร์กและฟินแลนด์มีการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ ระบบโลจิสติกส์ และโปรโมชันเฉพาะช่องทางออนไลน์มากขึ้น อีคอมเมิร์ซเหมาะกับการซื้อแบบวางแผนล่วงหน้า การซื้อเป็นของขวัญ สินค้าพรีเมียม หรือสินค้ากลุ่มเฉพาะที่ไม่พบในร้านทั่วไป
กลยุทธ์ออนไลน์เฉพาะทางและการเพิ่มมูลค่าช่องทางดิจิทัล ในฟินแลนด์ ผู้ผลิตและแบรนด์ขนมจำนวนมากมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตนเอง โดยใช้กลยุทธ์ เช่น กล่องสินค้ารวม (bundle/box set) โปรโมชันส่งฟรีเมื่อถึงยอดขั้นต่ำ และการจำหน่ายสินค้าที่ใกล้หมดอายุ ในราคาพิเศษเพื่อลด food waste แนวทางเหล่านี้ช่วยเพิ่มบทบาทของอีคอมเมิร์ซในฐานะช่องทางทดลองสินค้าใหม่ สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค และเสริมภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน แม้ยังไม่สามารถทดแทนช่องทางออฟไลน์ได้ทั้งหมด
6. งานแสดงสินค้าอาหารที่น่าสนใจในกลุ่มประเทศนอร์ดิก
งานแสดงสินค้าอาหาร และเครื่องดื่ม Foodexpo เป็นงานแสดงสินค้าอาหาร และเครื่องดื่มเพื่อการเจรจาธุรกิจการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเดนมาร์ก กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การแสดงสินค้า MCH Messecenter Herning เมือง Herning ประเทศเดนมาร์ก ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เวปไซต์ https://uk.foodexpo.dk
งานแสดงสินค้าอาหาร และเครื่องดื่ม FFCR เพื่อการเจรจาธุรกิจการค้า กำหนดจัดขึ้นครั้งต่อไประหว่างวันที่ 15 – 16 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การแสดงสินค้า Svenska Mässan เมือง Gothenburg ประเทศสวีเดน ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เวปไซต์ https://www.ffcr.se/en/
งานแสดงสินค้าอาหาร และเครื่องดื่ม Gastro Helsinki เป็นงานแสดงสินค้าอาหาร และเครื่องดื่มเพื่อการเจรจาธุรกิจการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเฟินแลนด์ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 12 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การแสดงสินค้า Helsinki Expo and Convention Centre กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เวปไซต์ https://gastro.messukeskus.com/
งานแสดงสินค้า Nordic Organic Food Fair/The Good Food Fair/Natural Health Show เป็นงานแสดงสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเพื่อการเจรจาธุรกิจ และสร้างเครือข่าย กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 - 19 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การแสดงสินค้า MalmöMässan เมืองมัลโม ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เวปไซต์ nordicorganicexpo.com
7. วิเคราะห์โอกาสของสินค้าไทย และกลยุทธ์การเจาะตลาดขนมขบเคี้ยวในกลุ่มประเทศนอร์ดิก
โอกาสจากการเติบโตเชิงมูลค่าและแนวโน้มพรีเมียม แม้ตลาดขนมขบเคี้ยวในกลุ่มประเทศ นอร์ดิกจะอยู่ในระยะอิ่มตัวด้านปริมาณ แต่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในเชิงมูลค่า จากการปรับราคาสินค้าและความต้องการสินค้าพรีเมียม ผู้บริโภคมีพฤติกรรมรับประทานน้อยลง แต่เลือกสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น เปิดโอกาสให้สินค้าไทยที่มีจุดเด่นด้านวัตถุดิบคุณภาพ งานฝีมือ (artisanal) หรือภาพลักษณ์พรีเมียม สามารถเข้ามาเติมช่องว่างในตลาดได้ โดยเฉพาะกลุ่มขนมรสเค็ม ขนมหวาน และช็อกโกแลตทางเลือก ที่เน้นประสบการณ์การบริโภคและเรื่องราวของสินค้า
การใช้เอกลักษณ์รสชาติไทยสร้างความแตกต่างในตลาดที่แข่งขันสูง ผู้บริโภคในเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์มีความต้องการรสชาติใหม่และประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่แตกต่าง ขณะที่ยังคงให้ความสำคัญกับรสชาติที่ “อร่อยและเข้าถึงได้” สินค้าไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านรสชาติ เช่น เผ็ด หวาน เค็ม เปรี้ยว หรือการผสมผสานสมุนไพรและเครื่องเทศ มาแปรรูปให้อยู่ในรูปแบบที่คุ้นเคยกับตลาดนอร์ดิก เช่น มันฝรั่งทอด ถั่วอบ ขนมขบเคี้ยวจากพืช หรือบาร์ขนม การปรับระดับความเข้มของรสชาติและการสื่อสารให้เข้าใจง่าย จะช่วยลดความเสี่ยงและ เพิ่มการยอมรับในตลาด
การผสาน “สุขภาพ + ความอร่อย” เพื่อขยายฐานผู้บริโภค ทุกประเทศในกลุ่มนอร์ดิก ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี แต่ไม่ยอมแลกกับความอร่อย สินค้าไทย ที่สามารถสื่อสารคุณค่าด้านวัตถุดิบธรรมชาติ พืชเป็นฐาน (plant-based) ไฟเบอร์สูง น้ำตาลต่ำหรือ clean label โดยยังคงรสชาติและเนื้อสัมผัสที่น่าพึงพอใจ จะมีโอกาสแข่งขันได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่ม protein/energy bars และ functional snacks ที่เติบโตเร็วในนอร์เวย์และฟินแลนด์ กลยุทธ์สำคัญคือการวางตำแหน่งสินค้าเป็น “better-for-you indulgence” มากกว่าสินค้าเพื่อสุขภาพแบบเคร่งครัด
ความยั่งยืนและกลยุทธ์ช่องทาง: กุญแจสู่ความเชื่อมั่นระยะยาว ความยั่งยืนเป็นปัจจัยชี้ขาด ในการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะในสวีเดนและฟินแลนด์ สินค้าไทยที่ต้องการเจาะตลาดจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการลด food waste ควบคู่กับการเลือกช่องทางจัดจำหน่ายที่เหมาะสม ซูเปอร์มาร์เก็ตยังเป็นช่องทางหลักในการสร้างการรับรู้ ขณะที่อีคอมเมิร์ซเป็นช่องทางเสริมที่เหมาะสำหรับสินค้าเฉพาะกลุ่ม สินค้าพรีเมียม หรือการทดลองตลาดผ่าน multipack และ limited edition การทำงานร่วมกับผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกที่เข้าใจตลาดท้องถิ่นจะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดและเพิ่มโอกาสความสำเร็จในระยะยาว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน
กุมภาพันธ์ 2569
[1] กลุ่มประเทศนอร์ดิกในรายงานฉบับนี้ครอบคลุมเฉพาะเดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์ และฟินแลนด์ เนื่องจากข้อมูลประเทศไอซ์แลนด์มีจำกัด