
การส่งออกทุเรียนของเวียดนามกำลังกลับมาฟื้นตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น การส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศที่เริ่มฟื้นตัว และการเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวทุเรียนในพื้นที่ที่ราบสูงตอนกลาง (Central Highlands) อย่างไรก็ดี ราคาทุเรียนในตลาดจีนยังคงเผชิญแรงกดดันให้ปรับลดลง เนื่องจากปริมาณอุปทานที่มีอยู่มาก ความต้องการบริโภคที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศผู้ส่งออกในภูมิภาค นาย Đặng Phúc Nguyên เลขาธิการสมาคมผักและผลไม้เวียดนาม กล่าวว่า มูลค่าทุเรียนส่งออกของเวียดนามอาจถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนกรกฏาคมนี้ หากการเก็บเกี่ยวทุเรียนในพื้นที่ที่ราบสูงตอนกลางเป็นไปอย่างราบรื่น และการขึ้นทะเบียนพื้นที่เพาะปลูกและโรงคัดบรรจุที่ขึ้นทะเบียนเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับสำหรับการส่งออกได้รับอนุมัติอย่างทันท่วงที มูลค่าการส่งออกทุเรียนอาจเพิ่มขึ้น 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเดือนที่เหลือของปี และมูลค่าการส่งออกทุเรียนตลอดปี 2569 อาจสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับปี 2568
ตามข้อมูลของกรมเพาะปลูกและคุ้มครองพืช (Plant Protection Department: PPD) กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม (Ministry of Agriculture and Environment: MAE) ปัจจุบันเวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนประมาณ 191,438 เฮกตาร์ หรือเท่ากับ 1.2 ล้านไร่ โดยมีผลผลิตทุเรียนประมาณ 1.8 ล้านตันในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2–2.1 ล้านตันในปี 2569 การขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลผลิตทุเรียนเวียดนามเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 20–30 ต่อปี อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเพิ่มขึ้นของผลผลิตทุเรียนยังหมายถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการขึ้นทะเบียนพื้นที่เพาะปลูกและโรงคัดบรรจุเพื่อรองรับระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับการส่งออก หากการขึ้นทะเบียนพื้นที่เพาะปลูกและโรงคัดบรรจุสินค้าไม่สามารถดำเนินการได้ทันกับการเพิ่มขึ้นของผลผลิต ปริมาณทุเรียนที่มีคุณสมบัติครบ อาจไม่สามารถส่งออกได้ และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการระบายผลผลิตในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่มีผลผลิตสูง
นอกจากการส่งออกทุเรียนสดแล้ว การส่งออกทุเรียนแช่แข็งในปีนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากราคาทุเรียนสดปรับตัวลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการแปรรูปสามารถจัดซื้อวัตถุดิบได้ในปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะทุเรียนสดที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสำหรับ การส่งออก ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า แนวทางดังกล่าวยังคงเป็นเพียงมาตรการเสริมในการจัดการผลผลิตเท่านั้น สมาคมผักและผลไม้เวียดนาม (VINAFRUIT) ให้ข้อมูลว่า ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกทุเรียนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังจีนที่ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยทุเรียนสดมีมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ทุเรียนแช่แข็งมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปัจจุบัน มูลค่าการส่งออกทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนามไปยังจีนคิดเป็นเพียงร้อยละ 10–15 ของมูลค่าการส่งออกทุเรียนทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 ในปี 2569 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคจีนยังคงนิยมทุเรียนสดมากกว่าทุเรียนแช่แข็ง นอกจากนี้ ทุเรียนแช่แข็งยังเผชิญความท้าทายด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากต้องมีการควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวดตลอดกระบวนการจัดเก็บ ขนส่ง และกระจายสินค้า ขณะที่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น เนื้อทุเรียนแช่แข็งและทุเรียนอบแห้ง ยังคงไม่ได้รับการตอบรับอย่างแพร่หลายจากตลาดจีน
แม้ว่ามูลค่าการส่งออกทุเรียนจะเพิ่มขึ้น แต่ราคาทุเรียนที่วางจำหน่ายในประเทศจีนกลับปรับตัวลดลงอย่างมาก ปัจจุบันทุเรียนพันธุ์หมอนทองจากประเทศไทยและเวียดนามมีราคาขายปลีกในจีนที่ 2.79–4.18 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ 0.5 กิโลกรัม ลดลงจากระดับ 4.8–6.3 เหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า สาเหตุหลักมาจากความต้องการบริโภคที่ชะลอตัว อันเป็นผลกระทบจากฝนตกหนักและอุทกภัย ซึ่งทำให้ความต้องการบริโภคผลไม้ลดลง ไม่ได้เกิดจากปัญหาด้านคุณภาพของสินค้า โดยสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะทุเรียนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อผลไม้นำเข้าชนิดอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ราคาทุเรียนที่ลดลงยังได้รับแรงกดดันบางส่วนจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเวียดนาม ไทย และมาเลเซียต่างอยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวทุเรียน สำหรับเวียดนาม ขณะนี้เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวหลักของพื้นที่ภาคที่ราบสูงตอนกลาง และจากปริมาณผลผลิตที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดในฤดูกาลนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าตลาดทุเรียนจะมีการแข่งขันมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
กรมส่งออกและนำเข้า กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (Ministry of Industry and Trade: MOIT) ให้ความเห็นว่า การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ การลดระยะเวลาและต้นทุนในการขนส่ง ยังมีส่วนทำให้ราคาทุเรียนในจีนปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต โดยทุเรียนไทยสามารถขนส่งไปยังนครคุนหมิงได้ภายในเวลา 26 ชั่วโมง และสามารถกระจายสินค้าไปยังเมืองต่างๆ ของจีนมากกว่า 30 เมืองภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งช่วยเสริมเพิ่มขีดความสามารถในการจัดหาทุเรียนเข้าสู่ตลาดจีนโดยรวมในช่วงฤดูที่มีผลผลิตสูง
ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนเวียดนามประเมินว่าทุเรียนสายพันธุ์เกรดพรีเมียมจะยังมีระดับราคาที่มีเสถียรภาพ เนื่องจากมีความต้องการบริโภคสูง ขณะที่สินค้าทุเรียนในกลุ่มตลาดทั่วไปจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านราคาและมีแนวโน้มปรับตัวลดลง อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอุปทานเพิ่มขึ้น รัฐบาลเวียดนามให้ข้อมูลว่าจะยังคงเจรจากับฝ่ายจีนต่อเพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติพื้นที่เพาะปลูกและโรงคัดบรรจุทุเรียนในเวียดนาม พร้อมทั้งเตรียมออกระเบียบเกี่ยวกับขั้นตอนการขึ้นทะเบียนพื้นที่เพาะปลูกและ โรงคัดบรรจุเพื่อรองรับระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับการส่งออกให้มีความเรียบง่ายมากขึ้น ลดระยะเวลาในการพิจารณาเอกสาร และลดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนการส่งออกทุเรียน รวมถึงสินค้าเกษตรประเภทอื่นๆ ด้วย
(จาก https://www.baochinhphu.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (General Statistics Office of Vietnam: GSO) พื้นที่เพาะปลูกทุเรียนในเขตที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนามมีประมาณ 99,479 เฮกตาร์ หรือ 0.6 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 52 ของพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนทั้งหมดของประเทศ โดยพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดดั๊กลั๊ก (Dak Lak) จังหวัดเลิมด่ง (Lam Dong) และจังหวัดซาลาย (Gia Lai) โดยจังหวัดเลิมด่งมีพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนมากที่สุด โดยมีประมาณ 45,550 เฮกตาร์ หรือ 0.3 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 46 ของพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนทั้งหมดในเขตที่ราบสูงตอนกลาง ทั้งจังหวัดมีพื้นที่เพาะปลูกที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 346 แห่ง และโรงคัดบรรจุที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 70 แห่ง รวมพื้นที่ 13,297 เฮกตาร์ หรือ 0.08 ล้านไร่ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเพื่อรองรับระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับการส่งออก
นอกจากนั้น ในปี 2568 ผลผลิตทุเรียนสดอยู่ที่ 290,266 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.3 เมื่อเทียบกับปี 2567 และคิดเป็นร้อยละ 16 ของผลผลิตทุเรียนที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งหมดของประเทศ ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ผลผลิตทุเรียนสดอยู่ที่ 126,745 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นร้อยละ 21 ของผลผลิตทุเรียนที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งหมดของประเทศ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ราบสูงตอนกลางในการผลิตทุเรียนในปริมาณมาก และหากรัฐบาลเวียดนามสามารถแก้ไขประเด็นเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนพื้นที่เพาะปลูกและโรงคัดบรรจุเพื่อรองรับระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับการส่งออกได้สำเร็จ อาจจะช่วยเพิ่มปริมาณทุเรียนส่งออกได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีนได้ภายในปีนี้ และปีถัดไป