
ผลการสำรวจของ S&P Global บ่งชี้ถึงปริมาณการซื้อขายที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญท่ามกลางแนวโน้มราคาที่พุ่งสูงขึ้นโดยบรรดาบริษัทในูภมิภาค MENA (Middle East and North Africa ) ได้พร้อมใจกันปรับเพิ่มราคาสินค้าและบริการ เพื่อผลักภาระต้นทุนการผลิตที่ขยับสูงขึ้นไปสู่ผู้บริโภค อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ตามที่ปรากฏในผลการสำรวจรายเดือนฉบับล่าสุด ซึ่งรายงานระบุเพิ่มเติมว่าธุรกิจนอกภาคพลังงาน (Non-Oil) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้ปรับขึ้นราคาจำหน่ายในอัตราที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 15 ปี เนื่องจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เกิดจากความขัดแย้งดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลดทอนอัตรากำไรของภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นาย David Owen นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ S&P Global Market Intelligence ระบุว่าธุรกิจนอกภาคพลังงาน ของภาคเอกชนในยูเออีส่งสัญญาณการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในเดือนเมษายน โดยมีสภาวะการดำเนินธุรกิจที่อ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 5 ปี ซึ่งการปรับเพิ่มราคาจำหน่ายในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในภาคธุรกิจดังกล่าว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index: PMI) ที่ปรับฤดูกาลแล้ว ปรับตัวลดลงจากระดับ 52.9 ในเดือนมีนาคม สู่ระดับ 52.1 ในเดือนเมษายน อันถือเป็นการฟื้นตัวของภาคการดำเนินงานในอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 อย่างไรก็ตาม แม้ค่าดัชนีที่สูงกว่าระดับ 50 จะยังคงบ่งชี้ถึงการขยายตัวและค่าที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ถึงการหดตัว แต่ผู้ประกอบการในกลุ่ม Non-oil ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการผลิตในระยะ 12 เดือนข้างหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากโอกาสทางธุรกิจที่เข้มแข็ง ปริมาณยอดขายที่รอรับรู้รายได้ และความก้าวหน้าทางนวัตกรรมและเทคโนโลยี
S&P Global รายงานว่า บริษัทในคูเวตปรับขึ้นราคาผลผลิตในอัตราปานกลาง แม้ต้นทุนการผลิตจะปรับตัวลดลงอีกครั้งในเดือนเมษายน ราคาจำหน่ายปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ติดต่อกัน โดยผู้ตอบแบบสอบถามหลายรายระบุว่าค่าโดยสารเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นล่วงหน้าก่อนการกลับมาให้บริการของการขนส่งทางอากาศ ทั้งนี้ สายการบินคูเวตได้กลับมาให้บริการเที่ยวบินในจำนวนจำกัดจากท่าอากาศยานนานาชาติของประเทศ เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ภายหลังการปิดให้บริการอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน
ดัชนี PMI หลักของคูเวตคงที่อยู่ที่ 46.3 ในเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์กลางที่ 50.0 เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน บ่งชี้ถึงการเสื่อมถอยอย่างชัดเจนของสภาวะทางธุรกิจ ธุรกิจนอกน้ำมันในคูเวตแทบไม่ได้รับการผ่อนคลายใดๆ ในเดือนเมษายน เนื่องจากผลกระทบของสงครามในภูมิภาคยังคงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อการนำเข้าในภูมิภาค MENA
การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของค่าระวางเรือและค่าประกันภัยสงคราม (War Risk Premium) ได้ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าพุ่งสูงขึ้นและเกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเชื้อเพลิง วัตถุดิบ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เผชิญภาวะล่าช้าจนเกิดปัญหาขาดแคลนสินค้าในคลังของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และอียิปต์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นอกจากจะกดดันให้ราคาปลีกเร่งตัวขึ้นและบั่นทอนกำลังซื้อจนส่งผลให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคชะลอการสั่งซื้อสินค้านำเข้าแล้ว ยังซ้ำเติมด้วยความเสี่ยงด้านการชำระเงินจากภาวะสภาพคล่องตึงตัวในระบบธนาคารที่เพิ่มโอกาสการผิดนัดชำระหนี้และความล่าช้าในการเปิดวงเงินสินเชื่อเพื่อการนำเข้า (L/C) อย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบต่อสินค้าส่งออกไทยไปตลาด MENA
สินค้าส่งออกไทยหลัก | ผลกระทบ | ระดับความรุนแรง |
ข้าวและผลิตภัณฑ์อาหาร | ดีมานด์สูง แต่ต้นทุนขนส่งพุ่ง |
|
รถยนต์และชิ้นส่วน | คำสั่งซื้อชะลอ กำลังซื้อลด |
|
อัญมณีและเครื่องประดับ | ตลาดหดตัวตามความเชื่อมั่น |
|
เม็ดพลาสติกและปิโตรเคมี | อุปทานในภูมิภาคหยุดชะงัก โอกาสขาย |
|
สินค้าเกษตรแปรรูป | ความต้องการสูงต่อเนื่อง |
|
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ | คำสั่งซื้อชะลอ สินค้าค้างท่า |
|
แนวทางรับมือสำหรับผู้ส่งออกไทยไปตลาด MENA
เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางรับมือสำหรับผู้ส่งออกไทยไปตลาด MENA ควรปรับกลยุทธ์โดยหันมาใช้โอมาน เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เพื่อเลี่ยงการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และพิจารณาการขนส่งทางอากาศสำหรับสินค้าเร่งด่วน ควบคู่ไปกับการยกระดับความมั่นคงทางการเงินด้วยการเปลี่ยนเงื่อนไขชำระเงินเป็น Confirmed L/C หรือ T/T ล่วงหน้าและทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในตลาดที่เศรษฐกิจยังเปราะบางอย่างอียิปต์และคูเวต ขณะเดียวกันต้องรัดกุมในการทำสัญญาซื้อขายด้วยการระบุเงื่อนไขการปรับราคาและเหตุสุดวิสัยพร้อมทำประกันภัยสงครามให้ครอบคลุม และมุ่งเน้นผลักดันกลุ่มสินค้าอาหารและวัสดุก่อสร้างไปยังตลาดซาอุดีอาระเบียที่มีสัญญาณการฟื้นตัวของกำลังซื้ออย่างชัดเจน พร้อมกับหลีกเลี่ยงการขยายวงเงินสินเชื่อในประเทศที่ดัชนี PMI ยังคงหดตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการค้าในภาวะวิกฤตนี้
ความเห็นของ สคต.ดูไบ
การค้าระหว่างประเทศไทยกับกลุ่ม MENA มีสัดส่วนร้อยละ 6-7 ของมูลค่าการค้ารวมของไทย โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 41,246 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 1.6 จากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ในฐานะขาดดุลการค้ากับภูมิภาคดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก โดยขาดดุลสุทธิ 15,752 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568
อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางการทหารในภูมิภาคเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สถานการณ์การค้าในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 เสื่อมถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ การส่งออกหดตัวร้อยละ 10.73 ขณะที่การนำเข้าพลังงานเร่งตัวร้อยละ 20.98 ตามราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้การขาดดุลการค้าพุ่งขึ้นร้อยละ 41.8 มาอยู่ที่ 6,957 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในช่วงที่มีข้อมูล และสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อไทยในลักษณะสองประการพร้อมกัน ทั้งการสูญเสียรายได้จากการส่งออกและการแบกรับภาระต้นทุนพลังงานนำเข้าที่สูงขึ้น นอกจากนี้ พื้นฐานความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับ MENA ยังคงแข็งแกร่ง และสัดส่วนการส่งออกไทยไปยังภูมิภาคนี้ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 3% ของการส่งออกรวม บ่งชี้ว่ายังมีโอกาสในการขยายตลาดอีกมากเมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง
วิกฤตครั้งนี้สร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสพร้อมกัน ผู้ส่งออกไทยที่บริหารต้นทุนโลจิสติกส์และความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างรัดกุม พร้อมเน้นสินค้าที่ตลาดต้องการจริงในภาวะวิกฤต จะสามารถรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาด MENA ได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาที่คู่แข่งหลายรายถอยออกไป