
บริบทน้ำมันมะพร้าวในจีนได้เปลี่ยนไปจากเดิมน้ำมันมะพร้าวที่ผลิตในจีนส่วนใหญ่เป็นน้ำมันสกัดหยาบคุณภาพต่ำ จึงไม่สามารถขยายตลาดบริโภคในวงกว้างได้ แต่ปัจจุบันเกิดการยกระดับมุมมองการบริโภค โดยมีการขยายขอบเขตการใช้งานในหลากหลายกลุ่ม อาทิ 1) อาหารและโภชนาการ โดยตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รับประทานอาหารคีโต (Ketogenic) และอาหารคลีน (Clean Food) 2) ความงาม เช่น สารสกัดบำรุงผิวจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเด็ก และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และ 3) ตลาดสัตว์เลี้ยง เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโตสูง
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดน้ำมันมะพร้าวกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด มาจากกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพผ่านสังคมออนไลน์ ประกอบกับการพัฒนาของเทคโนโลยีการแปรรูปสมัยใหม่ ซึ่งเข้ามาช่วยแก้ปัญหาผลผลิตมะพร้าวสดราคาตกต่ำ ยกระดับให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับประเทศได้อย่างยั่งยืน
1.ขนาดตลาด
ภาพรวมตลาดโลก ปี 2568 ตลาดน้ำมันมะพร้าวทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 5,392 ล้านเหรียญสหรัฐ (177,936 ล้านบาท) คาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีระหว่างปี 2568–2575 (CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 4.03 โดยน้ำมันมะพร้าวออร์แกนิกเติบโตอย่างโดดเด่น โดยในปี 2568 มีมูลค่าตลาด 124.71 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,115 ล้านบาท) และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ถึงร้อยละ 8.69 ซึ่งสูงกว่าภาพรวมทั้งตลาดกว่าเท่าตัว ปัจจัยหนุนมาจากผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน และการพัฒนานวัตกรรมในตลาดระดับบน (High-end) (หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐต่อ 33 บาท)
ภาพรวมตลาดจีน ปี 2568 ตลาดน้ำมันมะพร้าวจีนมีมูลค่า 8,828 ล้านหยวน (41,491 ล้านบาท) ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 (YoY) และคาดว่าปี 2573 จะเกิน 15,000 ล้านหยวน (70,500 ล้านบาท) คาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีระหว่างปี 2568–2575 (CAGR) มากกว่าร้อยละ 10 เป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก (หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวนต่อ 4.70 บาท)
2. นโยบายสนับสนุน
นับจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 14 (ค.ศ. 2021–2025) เป็นต้นมา จีนได้วางรากฐานในการส่งเสริมการยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำมันพืช พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันทางเลือก โดยภาครัฐท้องถิ่นได้สนับสนุนผู้ประกอบการในการปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและนโยบายเงินอุดหนุน เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน (Hainan Free Trade Port) ที่ใช้นโยบายยกเว้นภาษีศุลกากรให้แก่บริษัทแปรรูปน้ำมันมะพร้าว ซึ่งช่วยลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐตามแนวทางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 (ค.ศ. 2026–2030) หน่วยงานภาครัฐจีนทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ได้ผลักดันยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันมะพร้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูชนบท การยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างเสถียรภาพรายได้เกษตรกรในพื้นที่เมืองร้อน ตลอดจนการตอบสนองต่อวาระแห่งชาติด้านการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน (Healthy China)
3. การแข่งขัน “แบรนด์นอกยึดตลาดบน แบรนด์ท้องถิ่นลุยเจาะตลาดกลาง”
แบรนด์ระดับโลกยึดตลาดบน แบรนด์ต่างชาติได้ส่วนแบ่งในตลาดพรีเมียมมาอย่างยาวนาน ด้วยความได้เปรียบเรื่องต้นทุนวัตถุดิบจากแหล่งปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผนวกกับเทคโนโลยีการผลิตที่สะสมมายาวนาน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Primex Group จากฟิลิปปินส์ หรือ บริษัท CIIF OMG จากอินโดนีเซีย ที่เจาะกลุ่มครอบครัวชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ด้วยน้ำมันสกัดเย็นและใบรับรองออร์แกนิก แบรนด์เหล่านี้มีจุดแข็งที่เห็นได้ชัด ทั้งเรื่องการวิจัยพัฒนา เทคโนโลยี การควบคุมคุณภาพ และชื่อเสียงที่สั่งสมมานาน ทำให้บริษัทท้องถิ่นสู้ได้ยากและยังไม่สามารถแข่งขันได้ในระยะเวลาอันใกล้
แบรนด์ท้องถิ่นเดินหน้าด้วยกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง แบรนด์จีนจะเน้นเจาะตลาดระดับกลางด้วยการยกระดับเทคโนโลยีและสร้างจุดขายใหม่ๆ เช่น บริษัท Hainan Nanguo Food (海南南国食品) เปิดตัวน้ำมันมะพร้าว “สกัดเย็นผสมซีลีเนียม” ชูจุดเด่นเรื่องสารอาหารธรรมชาติและเอกลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ และบริษัท Shanghai Panchen Trading (上海磐臣贸易) จับมือกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง สร้างกระแส “น้ำมันมะพร้าวคลีนฟู้ด” บนโซเชียลมีเดียเพื่อมัดใจกลุ่มคนรุ่นใหม่
4. แนวโน้มการพัฒนาในอนาคต
1) โภชนาการแม่นยำและการตอบโจทย์เฉพาะบุคคล เทคโนโลยีตรวจพันธุกรรมและอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearables Devices) ที่กำลังพัฒนาไปสู่การออกแบบ “โภชนาการแม่นยำ” เช่น ผู้ประกอบการสามารถใช้เทคโนโลยีตรวจพันธุกรรมเพื่อออกแบบโภชนาการจากน้ำมันมะพร้าวให้เหมาะกับความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละคน อีกทั้งในอนาคตยังอาจเชื่อมต่อกับระบบดูแลสุขภาพเคลื่อนที่ โดยทำงานร่วมกับอุปกรณ์อัจฉริยะที่ช่วยตรวจวัดดัชนีชี้วัดทางร่างกายแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับเปลี่ยนสูตรผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับร่างกาย ณ ช่วงเวลานั้นๆ
2) การเปลี่ยนผ่านสู่ Green และความยั่งยืน แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมบังคับให้ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวผ่านโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การนำกะลามะพร้าวมาผลิตเป็นพลังงานชีวมวล หรือการหมุนเวียนน้ำเสียกลับมาบำบัดใช้ใหม่ พร้อมทั้งยกระดับการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการขนส่ง ทั้งนี้
คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ภาคธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะครองสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60ของตลาดทั้งหมด และการได้รับ “การรับรองมาตรฐานสีเขียว (Green Product)” จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์
3) การขยายเครือข่ายทั่วโลกและห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเป้าหมายหลักของบริษัทจีนในการจัดตั้งฐานวัตถุดิบและฐานการผลิต ด้วยแหล่งทรัพยากรมะพร้าวอันอุดมสมบูรณ์และข้อได้เปรียบด้านต้นทุนที่ต่ำกว่า ในอนาคต ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ เช่น การจัดทำแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับจัดซื้อโดยตรงจากแหล่งผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยรับมือกับความผันผวนของราคาได้ทันท่วงที พร้อมทั้งช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งกระบวนการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
4) ความต้องการตลาดเฉพาะกลุ่ม การให้ความรู้เรื่องการบริโภคเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง จะช่วยขยายการใช้งานน้ำมันมะพร้าวไปสู่กลุ่มย่อยต่างๆ มากขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์บริบทการใช้งานเฉพาะด้าน ช่วยเปิดพื้นที่การเติบโตของตลาดให้กว้างขึ้นในทุกมิติ
5) การยกระดับกำลังการผลิต ผลผลิตจากสวนมะพร้าวมาตรฐานยุคใหม่จะเริ่มออกสู่ตลาด ควบคู่กับโรงงานแปรรูปที่มีศักยภาพสูงขึ้น ส่งผลให้มีสินค้าหลากหลายรูปแบบและหลายระดับราคา เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุม
6) การแข่งขันระดับสูง เปลี่ยนจากน้ำมันมะพร้าวซึ่งใช้นานๆครั้งหรือเป็นของฝาก มาเป็นแข่งกันด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยีสกัด และการบริหารแบรนด์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีสวนมะพร้าวเองหรือขาดเทคโนโลยีจะไม่สามารถแข่งขันได้ และส่วนแบ่งตลาดจะตกเป็นของแบรนด์ใหญ่ที่มีความครบวงจร
ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว
ตลาดน้ำมันมะพร้าวจีนกำลังยกระดับเป็นสินค้าอเนกประสงค์ที่แทรกซึมอยู่ในทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคลีน เครื่องสำอาง หรือแม้แต่การดูแลสัตว์เลี้ยง อีกทั้งรัฐบาลจีนยังผลักดันให้เป็นอุตสาหกรรมดาวเด่นระดับชาติ ทิศทางความต้องการของตลาดจีนที่มีมากขึ้นทำให้เป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งมะพร้าวคุณภาพสูง ให้ผลผลิตน้ำมันมะพร้าวที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นเอกลักษณ์ และความเป็นแหล่งกำเนิด GI ที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้
ปัจจุบัน อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ครองตลาดน้ำมันมะพร้าวในจีน โดยปริมาณส่วนแบ่งตลาดรวมร้อยละ 96 (สถิติในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569) ซึ่งการนำเข้าจากไทยคิดเป็นส่วนแบ่งร้อยละ 0.02 ทั้งนี้ ทิศทางการส่งออกน้ำมันมะพร้าวไทยในปัจจุบันและอนาคต ยังคงต้องขับเคลื่อนด้วยมูลค่าเพิ่ม (Value-added) และ คุณค่าทางสุขภาพ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์ความยั่งยืนและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ อาทิ
1) การชูวัตถุดิบพรีเมียม และมาตรฐานออร์แกนิก พร้อมสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
2) สร้างมูลค่าด้วย Niche & Functional เช่น เจาะกลุ่มเป้าหมายตลาดเฉพาะ (Niche Market) ที่มีกำลังซื้อสูง อาทิ MCT Oil แบบซองซึ่งเน้นเจาะกลุ่มคนเล่นฟิตเนสและสายคีโต สกินแคร์สูตรอ่อนโยนพิเศษ เจาะกลุ่มแม่และเด็ก หรือ Pet Care เจาะกลุ่มคนรักสัตว์ในเมืองใหญ่ที่กำลังเติบโตสูง
3) ชูจุดขายความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเทรนด์ความยั่งยืนที่กำลังมาแรง เช่น การรับรองฉลาก Green Product ซึ่งจะช่วยทำให้เข้าถึงใจผู้บริโภคชาวจีนยุคใหม่ได้ง่ายขึ้น
ที่มา:
https://www.chinairn.com/hyzx/20260818/173706949.shtml
https://www.chinabgao.com/freereport/109377.html