fb
เผยผลปฏิรูประบบบำนาญออสเตรีย หนุนการจ้างงานสตรีและบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงาน

เผยผลปฏิรูประบบบำนาญออสเตรีย หนุนการจ้างงานสตรีและบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงาน

โดย
Nonglak
ลงเมื่อ 02 กรกฎาคม 2569 05:00
สคต. ณ กรุงเวียนนา (ออสเตรีย) (TTC, Vienna (Austria))
6

สำนักงานประกันบำนาญออสเตรีย (Pensionsversicherung – PV) ระบุว่า การทยอยปรับเพิ่มอายุเกษียณตามกฎหมายสำหรับสตรี ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของสตรีที่เริ่มรับเงินบำนาญเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการปฏิรูประบบบำนาญของรัฐบาลเริ่มบรรลุผลในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมของออสเตรียเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ บรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และลดแรงกดดันต่อภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการของภาครัฐในระยะยาว ทั้งนี้ ออสเตรียเป็นประเทศที่มีรายจ่ายด้านบำนาญสูงเป็นอันดับ 2 ของสหภาพยุโรป โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 14.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2568

เดิมกฎหมายออสเตรียกำหนดอายุเกษียณของผู้หญิงไว้ที่ 60 ปี และของผู้ชายไว้ที่ 65 ปี อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้กำหนดให้ทยอยปรับเพิ่มอายุเกษียณของผู้หญิงปีละ 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ปี 2567 เพื่อให้มีอายุเกษียณเทียบเท่ากับผู้ชายที่ 65 ปี ภายในปี 2576 การปฏิรูปดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับระบบบำนาญของประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการเกิดอยู่ในระดับต่ำ   ส่งผลให้จำนวนผู้จ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบลดลง เมื่อเทียบกับจำนวนผู้รับบำนาญ ซึ่งก่อให้เกิดแรงกดดันต่อเสถียรภาพทางการเงินของระบบบำนาญในระยะยาว

นอกเหนือจากการรักษาเสถียรภาพทางการคลังแล้ว การขยายอายุการทำงานของผู้หญิงยังมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานในตลาดแรงงานของออสเตรีย ซึ่งปัจจุบันหลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในภาคบริการ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการดูแลสุขภาพ และภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น การรักษาแรงงานที่มีประสบการณ์ให้อยู่ในตลาดแรงงานได้นานขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงาน พร้อมทั้งช่วยรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและการให้บริการในภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

ข้อมูลล่าสุดของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) สะท้อนให้เห็นว่า การทยอยปรับเพิ่มอายุเกษียณของผู้หญิงเริ่มส่งผลเชิงบวกต่อตลาดแรงงานของออสเตรีย โดยแม้อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.8 ในปี 2565 เป็นร้อยละ 5.7 ในปี 2568 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่การจ้างงานโดยรวมยังคงทรงตัว เนื่องจากอัตราการจ้างงานของผู้หญิงที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.9 ในช่วงปี 2566–2568 ซึ่งมีส่วนช่วยชดเชยการลดลงของการจ้างงานในภาพรวม ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากการทยอยปรับเพิ่มอายุเกษียณของผู้หญิงที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567

ในมุมของผู้ประกันตน การขยายระยะเวลาการทำงานอาจส่งผลดีต่อความมั่นคงทางรายได้หลังเกษียณ เนื่องจากผู้ประกันตนมีระยะเวลาส่งเงินสมทบเข้าระบบยาวนานขึ้น ส่งผลให้ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านเงินบำนาญในระดับที่สูงกว่าการเกษียณอายุเมื่ออายุ 60 ปี อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญและองค์กรแรงงานบางส่วนแสดงความกังวลว่า ผู้หญิงจำนวนมากในออสเตรียยังทำงานนอกเวลาหรือมีภาระในการดูแลบุตรและสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งอาชีพบางประเภทที่ต้องใช้แรงงานทางกายอาจไม่สามารถทำงานต่อเนื่องจนถึงอายุเกษียณที่สูงขึ้นได้ ดังนั้น การปรับเพิ่มอายุเกษียณจึงควรดำเนินควบคู่ไปกับมาตรการสนับสนุนด้านการจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อให้แรงงานสูงอายุสามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

 

ความเห็นและข้อเสนอแนะของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศฯ

การทยอยปรับเพิ่มอายุเกษียณของผู้หญิงในออสเตรียถือเป็นมาตรการปฏิรูประยะยาวที่มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของระบบบำนาญและรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ แม้ผลสัมฤทธิ์ของมาตรการจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากออสเตรียยังคงเผชิญความท้าทายจากอัตราการเกิดที่อยู่ในระดับต่ำ อายุขัยเฉลี่ยที่สูงขึ้น และสัดส่วนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มจำนวนแรงงานในระบบและขยายฐานผู้จ่ายเงินสมทบ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระทางการคลังและเพิ่มความมั่นคงของระบบบำนาญในระยะยาว

ทั้งนี้ การปรับเพิ่มอายุเกษียณเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร รัฐบาลออสเตรียจึงยังคงดำเนินมาตรการเสริมควบคู่กัน ได้แก่ การยกระดับผลิตภาพแรงงาน การส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ตลอดจนการดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีทักษะ เพื่อรองรับความต้องการแรงงานในสาขาที่ประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการบริหารจัดการกำลังคนที่มุ่งสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ในด้านผลกระทบต่อการค้า แม้มาตรการดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลโดยตรงต่อการนำเข้าสินค้าจากไทยในระยะสั้น แต่หากสามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และกำลังซื้อของผู้บริโภคออสเตรียได้ ก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เพื่อผู้สูงอายุ ตลอดจนสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของสังคมสูงวัย ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร

สำนักงานฯ เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยควรติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและนโยบายด้านแรงงานและสวัสดิการของออสเตรียอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคสูงวัยที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย สุขภาพ และความยั่งยืน นอกจากนี้ ควรใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการตลาดในกลุ่มสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ โภชนาการ การดูแลผู้สูงอายุ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งคาดว่าจะมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว อันเป็นผลจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยของออสเตรียและหลายประเทศในยุโรป

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา

กรกฎาคม 2569

 

แหล่งอ้างอิง: https://www.sozialministerium.gv.at https://economy-finance.ec.europa.eu/

เครดิตภาพ: https://www.express.co.uk/

Share :
Instagram