
เวียดนามเปิดตัวโครงการลดราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 กรมส่งเสริมการค้าเวียดนาม (Vietnam Trade Promotion Agency: Viettrade) กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (Ministry of Industry and Trade: MOIT) ได้จัดพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการค้าระดับประเทศปี 2568 (Vietnam Grand Sale 2025) อย่างเป็นทางการ จัดขึ้นในบริบทที่เศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มเติบโตดี ในขณะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าและยังไม่มั่นคง แม้ว่าในช่วง 10 เดือนของปี 2568 มูลค่าการค้าปลีกสินค้าและรายได้จากบริการเพื่อการบริโภคจะเติบโตอย่างน่าประทับใจถึงร้อยละ 9.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปี 2567 สะท้อนถึงกำลังซื้อที่ดีและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเวียดนาม แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโต GDP ทั้งปีที่ ร้อยละ 8 ขึ้นไป เวียดนามจำเป็นต้องผลักดันการบริโภคภายในประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
นาย Vu Ba Phu อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าเวียดนาม ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2569 ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนสามารถดำเนินการลดราคาสินค้าและบริการได้สูงสุดถึงร้อยละ 100 ซึ่งหมายความว่าธุรกิจสามารถจัดโปรโมชั่นลดราคาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยอัตราการลดราคาสินค้าและบริการ ที่ร้อยละ 50 ตามข้อกำหนดทุกปี การยกเลิกอัตราการลดราคาสินค้าและบริการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเอื้ออำนวยให้ภาคธุรกิจสามารถระบายสินค้าคงคลังและเร่งการหมุนเวียนของเงินทุนได้มากขึ้น ที่สำคัญ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐด้วย
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (MOIT) คาดหวังว่าโครงการดังกล่าวจะบรรลุเป้าหมาย 2 ประการ ได้แก่ สนับสนุนภาคธุรกิจในการกระตุ้นยอดขายสินค้าและเพิ่มการผลิต และสร้างความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ดังนั้นเพื่อให้โครงการเกิดประสิทธิผลสูงสุด สำนักงานส่งเสริมการค้าท้องถิ่นจำเป็นต้องประสานงานและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลตลาด การควบคุมคุณภาพสินค้า และการป้องกันการทุจริตทางการค้า ทั้งในช่องทางการค้าแบบดั้งเดิมและการค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเรียกร้องให้สมาคม องค์กรในทุกอุตสาหกรรม และชุมชนภาคธุรกิจเข้าร่วมและดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างจริงจัง โปร่งใส และสร้างสรรค์เพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ยั่งยืน
บริษัทผู้ค้าปลีกหลายแห่งโดยเฉพาะเครือข่ายร้านสะดวกซื้อ WinMart และ WinMart+ ของบริษัท WinCommerce จำกัด (มหาชน) ได้เตรียมโปรโมชั่นใหญ่ อาทิ “เทศกาลเปิดปาร์ตี้สุดสนุก” ในเดือนธันวาคมปีนี้ ซึ่งมีสินค้าเข้ารวมโปรโมชั่นกว่า 1,000 รายการที่มีราคาดีทุกวัน โดยมีรูปแบบโปรโมชั่นหลากหลาย เช่น ลดครึ่งราคา ซื้อ 1 แถม 1 หรือ ซื้อ 2 แถม 1 โดยมุ่งเน้นสินค้าสดและสินค้าที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของผู้บริโภค บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะจัดหาสินค้าที่มีคุณภาพสูงในราคาเหมาะสม มีกระบวนการควบคุมอย่างเข้มงวดตั้งแต่คลังสินค้าจนถึงจุดขาย เพื่อรับประกันแหล่งสินค้าจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและ 14 แหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน VietGAP GlobalGAP และ Organic เป็นต้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในช่วงสิ้นปี 2568 และเทศกาลปีใหม่เวียดนาม (Tet) ปี 2569
(จาก https://vneconomy.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
นอกจากการสนับสนุนภาคธุรกิจในการกระตุ้นยอดขายสินค้าและเพิ่มการผลิต และสร้างความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพในราคาเหมาะสม แรงผลักดันที่รัฐบาลเวียดนามอนุมัติให้มีการลดราคาสินค้าและบริการอย่างไม่มีข้อจำกัดในด้านอัตราการลดราคาในโครงการส่งเสริมการค้าระดับประเทศปี 2568 นั้นยังมาจากอัตราการเติบโต GDP ในไตรมาส 3 ขยายตัวถึงร้อยละ 8.23 และคาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ร้อยละ 7.7 ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และกระแส เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) มีความเสถียร และความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ที่ลดลงทำให้ผู้บริโภคเวียดนามความมั่นใจทางการเงินมากขึ้น จากผลทำการศึกษาพฤติกรรมและจิตวิทยาผู้บริโภคอาเซียน (ACSS) ของธนาคาร ยูโอบี (สิงคโปร์) ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Boston Consulting Group พบว่าร้อยละ 94 ของผู้เข้าร่วมสำรวจแสดงความมั่นใจในการจัดการการเงินส่วนบุคคล โครงการดังกล่าวจึงไม่ใช่แค่การลดราคาเพื่อขายของแต่คือการใช้จังหวะทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมและจิตวิทยาผู้บริโภคเพื่อกระตุ้นการบริโภคให้กลายเป็นแรงส่งใหม่ของเศรษฐกิจเวียดนามในปี 2568
ดังนั้น โครงการส่งเสริมการค้าระดับประเทศปี 2568 จึงเปิดโอกาสให้ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายสินค้าเพิ่มยอดขายและขยายส่วนแบ่งตลาดในช่วงเดือนสุดท้ายของปี อย่างไรก็ตาม ในบริบทที่โครงการดังกล่าวอนุญาตให้มีการลดราคาจำนวนมาก ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายสินค้าต้องเผชิญกับความท้าทายไม่เพียงแต่ด้านต้นทุนการนำเข้า ค่าขนส่ง ค่าเก็บรักษาสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแรงกดดันด้านการแข่งขันจากสินค้าและบริการภายในประเทศ รวมถึงทัศนคติและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคด้วย จากรายงานวิเคราะห์แนวโน้มจิตวิทยาผู้บริโภคเวียดนาม ปี 2568 ของบริษัท NIQ พบว่าร้อยละ 85 ของผู้บริโภคเวียดนามที่เข้าร่วมสำรวจยอมรับว่าชื่นชอบการใช้สินค้าภายในประเทศ ที่สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของเวียดนามอย่างชัดเจน ประกอบด้วย (1) ความจริงแท้และความน่าเชื่อถือโดยผู้บริโภคเวียดนามให้ความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีความจริงใจ ซึ่งได้รับการแนะนำหรือรับรองจากผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Key Opinion Leader: KOL) และ ผู้ทรงอิทธิพลท้องถิ่น (Local Influencer) ที่เชื่อถือได้ (2) ประสิทธิภาพในการใช้งาน (3) คุณภาพที่ดี และ (4) สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นและมุ่งสู่ความยั่งยืน (Net Zero)