
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในปี 2569 และ 2570 ลงอีกครั้ง โดยประเมินว่าฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางรุนแรงกว่าที่คาดการณ์
ตามรายงาน World Economic Outlook (WEO) ฉบับปรับปรุงเดือนกรกฎาคม 2569 IMF ได้ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในปี 2569 เหลือร้อยละ 3.9 จากเดิมร้อยละ 4.1 ในรายงานเดือนเมษายน 2569 และในปี 2570 เหลือร้อยละ 5.5 จากเดิมร้อยละ 5.8 โดยการปรับลดการประมาณการดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบของคณะกรรมการประสานงบประมาณและการพัฒนาของฟิลิปปินส์ (Development Budget Coordination Committee: DBCC) ซึ่งได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ เหลืออยู่ระหว่างร้อยละ 3.5 - 4.5 ในปี 2569 และร้อยละ 5 - 6 ในปี 2570 โดย IMF ระบุว่า การปรับลดดังกล่าวมีสาเหตุจากเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 2.8 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีต่อระดับราคาสินค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ที่รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของฟิลิปปินส์ปรับเพิ่มขึ้นสู่
ร้อยละ 7.2 ในเดือนเมษายน 2569 จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ส่งผลมายังราคาสินค้าภายในประเทศ แม้ว่าราคาพลังงานจะเริ่มปรับลดลง แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 6.8 ในเดือนพฤษภาคม 2569 และร้อยละ 6.4 ในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และเพื่อลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อดังกล่าว ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) ได้ดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางที่เข้มงวดมากขึ้น โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสะสม 50 จุดพื้นฐาน (Basis points: bps) สู่ระดับร้อยละ 4.75 นับแต่การเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทั้งนี้ การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันด้านราคาสินค้าและชะลออุปสงค์ภายในประเทศ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป นอกจากนี้ IMF ประเมินว่า เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์อาจขยายตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงกว่าที่คาด ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อ (Stagflation) ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยหลายประการ ทั้งจากต้นทุนทางการเงินโลกที่สูงขึ้นและการชะลอตัวของเงินโอนจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (Remittances) นอกจากนี้ IMF เสริมว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ยังมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่าการคาดการณ์จากอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงกว่าที่ประเมินเนื่องจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอาจกลับมาปะทุขึ้นส่งผลต่อราคาสินค้าอาหารที่อาจปรับตัวสูงขึ้นนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่อาจหลุดจากกรอบเป้าหมาย รวมถึงภาวะทางการเงินโลกที่มีความตึงตัวมากขึ้น และการชะลอตัวของเงินโอนจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ ด้านปัจจัยภายในประเทศ IMF ชี้ว่าการฟื้นตัวของการลงทุนภาครัฐที่ยังเป็นไปอย่างล่าช้าและความคืบหน้าในการดำเนินการปฏิรูปที่เป็นไปอย่างล่าช้ากว่าคาดเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและการลงทุนยังได้รับผลกระทบจากกรณีการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมที่มีมูลค่าหลายพันล้านเปโซในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอย่างเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐชะลอตัวลง ขณะเดียวกัน IMF ยังมองว่า ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติและสภาพอากาศที่รุนแรง เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) อาจเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเสริมว่า หากรัฐบาลสามารถเร่งดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการยกระดับธรรมาภิบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน กระตุ้นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และส่งเสริมการขยายตัวของผลผลิตภายในประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ การปรับลดลงของราคาพลังงานและราคาอาหารซึ่งเร็วกว่าที่คาด อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งนี้ IMF คาดว่า การฟื้นตัวของการลงทุนจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2570 โดยขึ้นอยู่กับการฟื้นคืนความเชื่อมั่นและการปรับตัวที่ดีขึ้นของสถานการณ์ข้อจำกัดด้านอุปทานที่เป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 เดือน
นาย Eli M. Remolona Jr. ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ระบุว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ยังมีศักยภาพในการรองรับการปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อีก 25 จุดพื้นฐาน (basis points: bps) ยังอยู่ในระดับที่สามารถรองรับได้เนื่องจากเมื่อคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อแล้วอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับที่ต่ำ
ที่มา: หนังสือพิมพ์ Manila Bulletin
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงจากแรงกดดันทั้งปัจจัยภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยในด้านปัจจัยภายนอก แม้ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะเริ่มคลี่คลายลง และราคาพลังงานในตลาดโลกได้ปรับลดลงจากระดับสูงสุดก่อนหน้า แต่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านราคาและต้นทุนการผลิตในระยะต่อไป ขณะเดียวกัน ภาวะการเงินโลกที่มีความตึงตัวมากขึ้นและการชะลอตัวของเงินโอนจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (Remittances) ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสำหรับปัจจัยภายในประเทศ การฟื้นตัวของการลงทุนภาครัฐยังเป็นไปอย่างล่าช้า ขณะที่ความคืบหน้าในการดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการยกระดับธรรมาภิบาลยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับกรณีการตรวจสอบโครงการป้องกันน้ำท่วมของภาครัฐ ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐชะลอตัวลง และกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนโดยภาพรวม กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ประเมินว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ยังมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2569 และ 2570 ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจอยู่ในระดับสูงกว่าที่ประเมิน ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อ (Stagflation)
ด้านธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) ระบุว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับการคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติมเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ราคาพลังงาน ภาวะเงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของฟิลิปปินส์ เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางแผนธุรกิจและปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง