fb
ปี 2025 ค้าปลีกไต้หวันโดยรวมหดตัว แต่ค้าปลีกแบบ E-Commerce โตสวนกระแส เพิ่มขึ้น 2.8% โอกาสที่ไม่ควรมองข้าม

ปี 2025 ค้าปลีกไต้หวันโดยรวมหดตัว แต่ค้าปลีกแบบ E-Commerce โตสวนกระแส เพิ่มขึ้น 2.8% โอกาสที่ไม่ควรมองข้าม

โดย
Sangchai
ลงเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2569 23:00
สคต. ณ กรุงมะนิลา ส่วนที่ 2 (ไต้หวัน) (TTC, Manila – Section 2 (Taiwan))
18

          ในปี 2025 ธุรกิจค้าปลีกไต้หวันทั้งออนไลน์และออฟไลน์มีมูลค่าผลประกอบการรวมประมาณ 4.84 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน (ราว 4.84 ล้านล้านบาท) ลดลงจากปีก่อน 0.2% นับเป็นการหดตัวตลอดทั้ง 4 ไตรมาสของปีเป็นครั้งที่ 3 ในรอบเกือบ 25 ปี สะท้อนว่าแรงกระตุ้นการบริโภคหลังโควิด-19 เริ่มจางหาย และภาคค้าปลีกกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและการปรับโครงสร้างช่องทางจำหน่าย ขณะเดียวกัน แม้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะเพิ่มขึ้น 1.7% แต่รายได้ค้าปลีกกลับหดตัว ชี้ว่ากำลังซื้อที่แท้จริงอ่อนแรง อย่างไรก็ดี การชะลอตัวไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน สะท้อนความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างภายในธุรกิจค้าปลีก

             ในการค้าปลีกผ่านช่องทางออฟไลน์ ยอดการขายของสินค้าที่ไม่จำเป็นหรือสินค้าราคาสูงหดตัวอย่างเห็นได้ชัด เช่น เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และรถยนต์ ขณะที่ สินค้าที่ยังคงเติบโตดี คือ สินค้าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าในร้านเฉพาะทาง เช่น ร้านวัฒนธรรม–การศึกษา–บันเทิง รวมถึงสินค้าสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและท่าทีระมัดระวังของผู้บริโภคที่ปรับพฤติกรรมที่หันไปใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น

      ในปี 2025 ธุรกิจค้าปลีกโดยรวมยอดขายผ่านออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซยังมีการเติบโตที่ดี เพิ่มขึ้น 2.8% มูลค่า 671,600 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 13.86% ของตลาดค้าปลีกทั้งหมด ซึ่งทำสถิติสูงเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการซื้อขายผ่านออนไลน์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดค้าปลีกไต้หวัน โดยภาวะธุรกิจค้าปลีกออนไลน์หรือ E-Commerce แต่ละประเภทมีจุดที่น่าสนใจและพฤติกรรมของผู้บริโภคแตกต่างกัน ดังนี้

            1) การค้าปลีกทั่วไป แต่ขับเคลื่อนด้วยบริการที่รวดเร็ว (Quick Commerce)

                ปี 2025 ธุรกิจขายออนไลน์กลุ่มค้าปลีกทั่วไปเติบโตโดดเด่นที่สุด จากแรงขับของ Quick Commerce โดยยอดขายเติบโต 7.1% ด้วยมูลค่ารวม 44,700 ล้านเหรียญไต้หวัน การขยายตัวเป็นผลจากการใช้กลยุทธ์จัดส่งรวดเร็ว ประสานโมเดล OMO (Online-Merge-Offline) ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการที่มีเครือข่ายร้านค้าจริงที่หนาแน่น มีการเติมสต็อกสม่ำเสมอ และจัดระบบสต๊อกมาตรฐาน (SKU) ที่ผสานกับระบบจัดส่งจากร้านค้าจริงจะประสบความสำเร็จสูง ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เน้นความเร็วและความสะดวกได้เป็นอย่างดี

            2) การค้าปลีก สำหรับสินค้าประเภทวัฒนธรรม–การศึกษาและบันเทิง

                   ในปี 2025 มูลค่ายอดขายสำหรับสินค้าในกลุ่มนี้ เติบโตถึง 6.4% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดากลุ่มค้าปลีกเฉพาะทางทั้งหมดของปีเดียวกัน ที่น่าสนใจคือ สินค้ากลุ่มวัฒนธรรม–การศึกษา–บันเทิง 
มีแนวโน้มเติบโตทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ไปพร้อมกัน สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของช่องทางออนไลน์ไม่ได้เข้ามาทดแทนร้านค้าจริง แต่เป็นการขยายตัวจากบริบทการบริโภคที่หลากหลายและพฤติกรรมการซื้อที่ต่อยอดมากขึ้น

                   สินค้ากลุ่มนี้มีลักษณะเด่น คือ มุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะ มีความหลากหลายของสินค้า และมีอัตราการซื้อซ้ำสูง โดยช่องทางออนไลน์สามารถรองรับความต้องการที่ไม่เร่งด่วน รวมถึงกรณี
ที่ร้านค้าจริงมีสต็อกสินค้าไม่เพียงพอสามารถจัดจากสาขาอื่นได้ เป็นการบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพและเกื้อหนุนกันระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

            3) การค้าปลีก สำหรับสินค้าเสื้อผ้า รองเท้าและเครื่องแต่งกาย 

                   ในปี 2025 ยอดขายออนไลน์ของค้าปลีกเสื้อผ้าเพิ่มขึ้น 6.3% ขณะที่ขนาดธุรกิจค้าปลีกโดยรวมกลับหดตัวลง 2.6% สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของช่องทางออนไลน์ส่วนหนึ่งเกิดจากการย้ายพฤติกรรมการบริโภคออกจากหน้าร้านสู่โลกออนไลน์ อยู่ในภาวะที่แรงซื้อออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้ช่องทางออนไลน์กลายเป็นสมรภูมิหลักของการแข่งขันด้านการสร้างแบรนด์และการค้าปลีกสำหรับสินค้ากลุ่มนี้

                   สินค้าเสื้อผ้าเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานสากลและราคาโปร่งใส ผู้บริโภคมีความคุ้นเคยกับสินค้าดังกล่าว และรู้ระบบการเลือกไซส์ การคืนสินค้าออนไลน์เป็นอย่างดี ทำให้มีความสะดวกมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าหลายแบรนด์มอง E-Commerce เป็นหนึ่งในช่องทางจำหน่ายหลัก และลงทุนระยะยาวทั้งการทำแพลตฟอร์มออนไลน์ การทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการบริหารสมาชิกที่ดี ทำให้สัดส่วนยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

4) การค้าปลีก สำหรับสินค้ากลุ่ม 3C (Computer, Communication and Consumer Electronics) และเครื่องใช้ไฟฟ้า

             ในปี 2025 ยอดขายออนไลน์ของสินค้ากลุ่ม 3C และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 5.9% ขณะที่ขนาดธุรกิจโดยรวมของหมวดสินค้าดังกล่าว เติบโตเพียง 1.3% สะท้อนให้เห็นว่าการขยายตัวของช่องทางออนไลน์มีผลทดแทนบทบาทของร้านค้าจริงในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับกลางถึงระดับล่างผู้บริโภคมีการเปลี่ยนไปสู่การซื้อทางออนไลน์มากขึ้น ขณะที่ร้านค้าจริงปรับบทบาทไปสู่การเป็นศูนย์บริการโดยผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น

             สินค้า 3C และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีข้อมูลสินค้าที่โปร่งใส ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจากคุณสมบัติและสเปคเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องทดลองสินค้า จึงเป็นหมวดที่มีศักยภาพด้านออนไลน์สูงมาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าหลักของแพลตฟอร์ม E-Commerce เมื่อผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อการเปรียบเทียบราคา รีวิว และบริการหลังการขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น สินค้าที่มีมาตรฐานสากลราคาระดับกลางถึงต่ำจึงได้รับความนิยมในช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

5) สินค้าเฉพาะทางเครื่องสำอางและร้านขายยา

             ปี 2025 ยอดขายร้านออนไลน์ประเภทนี้เติบโต 4.9% สินค้ากลุ่มนี้ครอบคลุมถึงของใช้สิ้นเปลืองในชีวิตประจำวัน ความต้องการด้านสุขภาพ การดูแลส่วนบุคคล ไปจนถึงยาที่ต้องการเร่งด่วน อย่างไรก็ดี ร้านค้าจริงยังคงมีบทบาทสำคัญให้แก่ผู้ที่มีความต้องการสินค้าแบบฉุกเฉิน และต้องการขอคำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่ การสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์เข้ามารองรับการซื้อที่ไม่เร่งด่วน การซื้อซ้ำหรือซื้อเก็บไว้ ถือเป็นการแบ่งบทบาทระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างสมดุลและเสริมกัน

ที่มาเว็บไซต์นิตยสาร Business Next ของไต้หวัน รายงานเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2026

ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นของ สคต.

ปัจจุบัน เป็นที่ตระหนักดีว่าธุรกิจค้าปลีกจะต้องพึ่งพิงช่องทางจัดจำหน่ายทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคสินค้าคุ้นชินกับการสั่งซื้อสินค้าทั้งสองรูปแบบ โดยเฉพาะภายหลัง
ที่เกิดการระบาดของโควิด – 19 ธุรกิจค้าปลีกแบบออนไลน์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับตลาด 
E-Commerce ของไต้หวันก็มีการเติบโตและยังมีโอกาสขยายตัว ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดเข้าสู่ไต้หวันควรวิเคราะห์รูปแบบการขายให้สอดคล้องกับลักษณะของสินค้าที่ตนต้องการจำหน่าย รวมถึงให้ความสำคัญกับช่องทาง E-Commerce อีกด้วย โดยอาจจะร่วมมือกับแพลตฟอร์มท้องถิ่นหลักของไต้หวัน อาทิ Shopee, momo และ PChome  ควบคู่กับการทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ ขณะเดียวกัน ควรปรับสินค้าให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคไต้หวัน ซึ่งให้ความสำคัญกับความสะดวก สุขภาพ และบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กที่เหมาะกับครัวเรือนขนาดเล็กและกลุ่มคนทำงาน นอกจากนี้ การใช้พันธมิตรท้องถิ่นเพื่อสร้างการรับรู้ในตลาด เช่น การร่วมมือกับตัวแทนจำหน่าย อินฟลูเอนเซอร์ หรือ KOL 
ในไต้หวัน จะช่วยลดต้นทุนทางการตลาด เพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้า และช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

690212รายงานข่าวเด่นไต้หวันภาวะค้าปลีก.pdf
Share :
Instagram