
จาการ์ตา, CNBC Indonesia – ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia: BI) ได้ออกมาเตือนถึง ความเป็นไปได้ของการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้า หรือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงการเริ่มต้นของฤดูแล้ง ที่ยาวนานในประเทศอินโดนีเซีย
นาง Aida S. Budiman รองผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย อธิบายว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล อาจก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ในอินโดนีเซีย โดยมีสาเหตุมาจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงแรงกดดันต่อราคาสินค้า โภคภัณฑ์ โดยเฉพาะในภาคพลังงาน
“สถานการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผ่านช่องทางด้าน อุปทานและการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นประเด็นที่เราจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด” นาง Aida กล่าวในการแถลงข่าวออนไลน์เกี่ยวกับผล การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางอินโดนีเซีย เมื่อวันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569
ขณะเดียวกัน นาง Aida ระบุว่า ในช่วงฤดูแล้งที่ยาวนาน แรงกดดันด้านราคามีแนวโน้มจะส่งผลกระทบ ต่อสินค้าเกษตรในกลุ่มพืชสวนหลายชนิด อาทิ พริก ข้าวโพด และข้าว เนื่องจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) ได้รายงานถึงความเป็นไปได้ที่ฤดูแล้งในปีนี้จะมาถึงเร็ว กว่าปกติและมีความแห้งแล้งรุนแรงมากขึ้น
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าเกษตรกลุ่มพืชสวน เช่น พริก ข้าวโพด และข้าว
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซียยังได้ระบุว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระดับโลกได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 3.8% เป็น 4.1% อันเป็นผลมาจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ขอบเขต ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินของหลายประเทศทั่วโลกมีความจำกัดมากขึ้น รวมถึงมีความเป็นไปได้ ที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed Funds Rate: FFR) อาจต้องเลื่อนออกไปอีก
สำหรับสถานการณ์ภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อล่าสุด ณ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยอยู่ที่ร้อยละ 4.76 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year: yoy) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานเปรียบเทียบชั่วคราวจากมาตรการส่วนลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนร้อยละ 50 ที่รัฐบาลได้ดำเนินการในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568
แรงกดดันด้านเงินเฟ้อดังกล่าวยังได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่อยู่ในระดับร้อยละ 2.63 (yoy) โดยมีปัจจัยสำคัญจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ นอกจากนี้ เงินเฟ้อในหมวดอาหารสดที่มีความผันผวน (Volatile Food: VF) ยังอยู่ที่ร้อยละ 4.64 (yoy) สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของความต้องการบริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนและเดือนรอมฎอน ปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 รวมทั้งการลดลงของปริมาณอุปทานอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ
ความคิดเห็นของสำนักงาน
ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia: BI) ได้เตือนถึงความเสี่ยงของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ในประเทศอินโดนีเซีย อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความเป็นไปได้ของฤดูแล้งที่ยาวนานกว่าปกติ โดยนาง Aida S. Budiman รองผู้ว่าการธนาคารกลาง อินโดนีเซีย ระบุว่า ความตึงเครียดภายหลังการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล อาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก และส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานปรับตัว สูงขึ้น ซึ่งอาจผลักดันให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน การคาดการณ์ของสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) ที่ระบุว่าฤดูแล้งในปีนี้อาจมาถึงเร็วและมีความแห้งแล้งมากกว่าปกติ อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการ เกษตร และทำให้ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น พริก ข้าวโพด และข้าว ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 อยู่ที่ร้อยละ 4.76 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปีก่อน (Year-on-Year: yoy) โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าอาหาร ในช่วงเทศกาลตรุษจีนและเดือนรอมฎอน รวมถึงการหยุดชะงักของอุปทานอันเนื่องมาจากความแปรปรวน ของสภาพอากาศ
ทั้งนี้ อาจเกิดโอกาสสำหรับการส่งออกข้าวของไทยไปยังประเทศอินโดนีเซีย หากแรงกดดันด้าน อุปทานภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น โดยฤดูแล้งที่ยาวนานและมีความแห้งแล้งมากขึ้น อาจส่งผลให้ผลผลิตข้าว ของอินโดนีเซียลดลง และทำให้ราคาสินค้าอาหารปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้รัฐบาลพิจารณา การนำเข้าข้าวเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวยังคงขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐเป็นสำคัญ เนื่องจากการนำเข้า ข้าวของอินโดนีเซียอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด และโดยทั่วไปจะดำเนินการผ่านการจัดซื้อ ของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรภายในประเทศ และรักษาความมั่นคงทางอาหาร
ดังนั้น หากเกิดการหยุดชะงักของการผลิตหรือแรงกดดันด้านราคาที่รุนแรงมากขึ้น ไทยอาจได้รับประโยชน์ จากความต้องการนำเข้าข้าวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบการจัดซื้อของภาครัฐ หรือในกลุ่มตลาดข้าว คุณภาพพรีเมียม