
1. ภาพรวมงาน
1.1 งาน FoodTech 2026 เป็นงานแสดงเทคโนโลยี เครื่องจักร อุปกรณ์ และนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมอาหารที่สำคัญของกลุ่มประเทศนอร์ดิก เพื่อการเจรจาธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมอาหารที่ยั่งยืน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–29 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้า MCH Messecenter Herning เมือง Herning ประเทศเดนมาร์ก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ผลิตอาหาร ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้จำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม ตลอดจนหน่วยงานวิจัยและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากเดนมาร์กและต่างประเทศ
1.2 งาน FoodTech มีผู้เข้าร่วมออกงานกว่า 287 บริษัทจากมากกว่า 10 ประเทศ อาทิ เดนมาร์ก เยอรมนี สวีเดน เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา บราซิล บัลแกเรีย โครเอเชีย ตุรกี และญี่ปุ่น โดยไม่พบบริษัทผู้ประกอบการจากประเทศไทย ทั้งนี้ งาน FoodTech ครอบคลุมเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร ตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบ การแปรรูป การบรรจุภัณฑ์ การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงระบบอัตโนมัติและการจัดการทรัพยากร กลุ่มสินค้าและเทคโนโลยีที่จัดแสดงสามารถแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.2.1 เครื่องจักรและเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร (Food Processing & Machinery) ครอบคลุมเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ระบบผสมวัตถุดิบ ระบบลำเลียง เครื่องจักรแปรรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสายการผลิต โดยมุ่งเน้นการเพิ่มกำลังการผลิต ความแม่นยำ และการลดการสูญเสียวัตถุดิบ
1.2.2 ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล (Automation, Robotics & Digital Technology) ประกอบด้วยระบบควบคุมกระบวนการผลิต เซนเซอร์อุตสาหกรรม หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับโรงงานอาหาร รวมถึงการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต ตรวจสอบประสิทธิภาพเครื่องจักร และเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการสายการผลิต
1.2.3 บรรจุภัณฑ์และระบบโลจิสติกส์ (Packaging & Logistics) ครอบคลุมเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ วัสดุบรรจุภัณฑ์ ระบบติดฉลาก การจัดเก็บ และการขนส่งสินค้า โดยให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ การลดปริมาณขยะ และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของสินค้า (Traceability)
1.2.4 วัตถุดิบ ส่วนผสม และนวัตกรรมอาหาร (Ingredients & Food Innovation) ครอบคลุมวัตถุดิบอาหาร ส่วนผสมและสารปรุงแต่ง เทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการวิจัยด้านอาหารทางเลือก โปรตีนใหม่ และกระบวนการผลิตอาหารด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ
1.2.5 สุขอนามัยและความปลอดภัยอาหาร (Hygiene & Food Safety) ประกอบด้วยเทคโนโลยีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ ระบบตรวจสอบคุณภาพ ห้องปฏิบัติการ และอุปกรณ์ที่ออกแบบตามหลักสุขอนามัย (Hygienic Design) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในกระบวนการผลิตอาหาร
1.2.6 การจัดการน้ำ พลังงาน และทรัพยากร (Water, Energy & Sustainability) ครอบคลุมระบบประหยัดพลังงาน การบำบัดและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ การใช้พลังงานทดแทน และการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมอาหารมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ผังพื้นที่จัดงานแบ่งการแสดงเทคโนโลยีออกเป็นโซนสำคัญ ได้แก่ Ingredients, Food Safety, Dairy Suppliers, Food Lab, Machinery, Automation, Robotics, Water & Energy, Processing, Components, Packaging, Logistics และ 3D Printing Technology ซึ่งสะท้อนความครอบคลุมของงานตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการบริหารจัดการโรงงานอาหาร
1.3 นอกจากการจัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยีแล้ว ภายในงาน FoodTech 2026 ยังมีกิจกรรมสัมมนา การอภิปราย การสาธิตเทคโนโลยี และการแข่งขันด้านนวัตกรรม เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1.3.1 ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีชีวภาพในอุตสาหกรรมอาหาร (AI & Food Life Science) มีการสัมมนาเกี่ยวกับการใช้ AI ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร การประยุกต์ใช้ Digital Twin ในการบริหารห่วงโซ่อุปทาน การใช้ข้อมูลการวิจัยเพื่อพัฒนาสูตรอาหาร ตลอดจนเทคโนโลยีการหมัก (Fermentation) และการเพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์ (Cultivated Meat) ซึ่งสะท้อนทิศทางการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและวิทยาศาสตร์มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิจัยและสร้างนวัตกรรมอาหารรูปแบบใหม่
1.3.2 บรรจุภัณฑ์ยั่งยืนและกฎระเบียบของสหภาพยุโรป (Sustainable Packaging & EU Regulations) การสัมมนามุ่งเน้นข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) การจัดการสาร PFAS การใช้พลาสติกรีไซเคิลในวัสดุสัมผัสอาหาร และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน รวมถึงการนำบาร์โค้ดสองมิติ (2D Barcode) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับและการสื่อสารข้อมูลสินค้า สะท้อนความสำคัญของการปรับตัวของผู้ผลิตและผู้จำหน่ายบรรจุภัณฑ์ต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอาหารของสหภาพยุโรป
1.3.3 การบริหารจัดการน้ำและพลังงานในอุตสาหกรรมอาหาร (Water & Energy Efficiency) มีการนำเสนอเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนเชื้อเพลิงเดิม การปรับปรุงระบบทำความสะอาดเครื่องจักร การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการผลิตก๊าซชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยมีการประชุม DANVA Conference เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำสำหรับกระบวนการผลิตอาหารและการบริหารทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการลดต้นทุนการผลิตควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ สคต. ได้เข้าร่วมรับฟังสัมมนาในหัวข้อ "Water: The Hidden Ingredient Driving the Future of Food & Beverage" จากวิทยากรตำแหน่ง Senior Expertise Director ด้านทรัพยากรน้ำและความยั่งยืน บริษัท NIRAS ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมของกลุ่มประเทศนอร์ดิก โดยวิทยากรนำเสนอว่า น้ำเป็นประเด็นสำคัญเร่งด่วนของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักสามด้าน ได้แก่ ใบอนุญาตประกอบกิจการที่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพน้ำดิบ และการปล่อยน้ำทิ้งเข้มงวดขึ้น ต้นทุนค่าน้ำที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อประมาณสี่เท่า และใบอนุญาตทางสังคมซึ่งสถาบันการเงินเริ่มนำปัจจัยด้านความยั่งยืนมาประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ในการบริหารจัดการน้ำ วิทยากรเสนอกรอบแนวคิด 4R คือ การลดการใช้ (Reduce) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ผ่านการบำบัด (Recycle) และการทบทวนกระบวนการผลิต (Rethink) พร้อมแนะนำให้เริ่มจากการจัดทำภาพรวมดุลมวลเพื่อระบุจุดใช้น้ำปริมาณมาก ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การเพิ่มถังเก็บน้ำในระบบ CIP (Clean-in-Place) ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำได้ถึง ร้อยละ 75 กรณีโรงงานผลิตนมที่สามารถลดการใช้น้ำจาก 500,000 เหลือ 350,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และอาจลดลงเหลือ 50,000 ลูกบาศก์เมตรหากใช้น้ำจากวัตถุดิบอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงกรณีโรงเบียร์ Carlsberg สาขา Fredericia ประเทศเดนมาร์ก ที่นำน้ำเสียจากกระบวนการผลิตมาบำบัดจนใช้ซ้ำได้ ช่วยลดการใช้น้ำลงร้อยละ 50 ตั้งแต่ปี 2564 วิทยากรสรุปว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่องช่วยเสริมความสามารถในการฟื้นตัวของธุรกิจ และย้ำว่าน้ำเป็นทรัพยากรเฉพาะพื้นที่ ต่างจากคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นประเด็นระดับโลก จึงต้องพิจารณาแนวทางบริหารจัดการตามบริบทของแต่ละพื้นที่
1.3.4 มาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัยอาหาร (Hygienic Design & Food Safety) การสัมมนาของ European Hygienic Engineering & Design Group (EHEDG) ให้ความสำคัญกับการออกแบบเครื่องจักรและอุปกรณ์ตามหลักสุขอนามัย การประเมินความเสี่ยงด้านการปนเปื้อน และความเชื่อมโยงกับระบบ HACCP ตลอดจนการนำหุ่นยนต์มาใช้ในโรงงานอาหาร ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหาร
1.3.5 การส่งเสริม Startup และนวัตกรรมอุตสาหกรรมอาหาร (FoodTech Startup & Innovation) ภายในงานมีพื้นที่สำหรับ Startup และกิจกรรม Pitching เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำเสนอเทคโนโลยีและแนวคิดธุรกิจต่อกลุ่มนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญ โดยมีบริษัท MycoTech, NanoFoodGuard, NOLA Protein Ingredients และ WOW! Plantebaseret เข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอธุรกิจ พร้อมรับข้อคิดเห็นจากคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยนักลงทุนและผู้แทนหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของเดนมาร์ก นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักลงทุนโดยตรง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจและสร้างโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน
1.4 กิจกรรมสำคัญอีกส่วนหนึ่งของงาน ได้แก่ International Food Contest ซึ่งจัดแสดงและประกวดผลิตภัณฑ์นมและอาหาร พร้อมกิจกรรมชิมผลิตภัณฑ์และมอบรางวัลด้านคุณภาพ นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขัน Danish 3D Printing Championship การสาธิตเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ และกิจกรรมด้านบรรจุภัณฑ์และนวัตกรรมอาหาร โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้ผลิตอาหาร ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรม
โดยภาพรวม งาน FoodTech 2026 สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมอาหารของกลุ่มประเทศนอร์ดิกกำลังให้ความสำคัญกับการนำระบบอัตโนมัติ AI และเทคโนโลยีชีวภาพมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการลดการใช้พลังงานและทรัพยากร การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารในระยะยาว ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ผู้จัดงาน www.foodtech.dk
2. บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ข้อเสนอแนะ โอกาสและแนวทาง และความคิดเห็นของ สคต.
สคต. ณ กรุงโคเปนเฮเกน เห็นว่า งาน FoodTech เป็นเวทีที่มีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น เครื่องจักรอาหาร และบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากงานมุ่งเน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่การผลิต ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานการผลิตของอุตสาหกรรมอาหารไทย ตลอดจนสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตเทคโนโลยีและพันธมิตรทางธุรกิจในกลุ่มประเทศนอร์ดิก
ในด้านแนวโน้มตลาด การให้ความสำคัญกับระบบอัตโนมัติ AI การตรวจสอบย้อนกลับ และบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน สะท้อนถึงความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารยุโรปที่มุ่งพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์และวัสดุสัมผัสอาหารของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลต่อผู้ส่งออกอาหารไทยที่จำหน่ายสินค้าเข้าสู่ตลาดดังกล่าว การพัฒนาระบบการผลิต การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ และการจัดเตรียมข้อมูลสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า
นอกจากนี้ การพัฒนาอาหารทางเลือก เทคโนโลยีการหมัก โปรตีนใหม่ และการนำวัตถุดิบเหลือใช้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ยังสะท้อนโอกาสในการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทเทคโนโลยีและสถาบันวิจัยในยุโรป โดยประเทศไทยมีฐานการผลิตอาหารและวัตถุดิบทางการเกษตรที่หลากหลาย ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาส่วนผสมอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าเพิ่ม และกระบวนการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยสรุป สคต. ณ กรุงโคเปนเฮเกน เห็นว่า งาน FoodTech เป็นช่องทางสำคัญในการติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอาหารและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับตลาดยุโรป รวมถึงการสร้างเครือข่ายกับผู้ผลิตเครื่องจักร บริษัทเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานด้านนวัตกรรมของกลุ่มประเทศนอร์ดิก ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน และการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว