
เนื้อข่าว
เวียดนามเตรียมกำหนดให้การตรวจสอบย้อนกลับถิ่นกำเนิดสินค้า (origin tracing / product traceability) เป็นข้อบังคับสำหรับสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง (high-risk goods) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่เข้มงวดมากขึ้น และเสริมสร้างขีดความสามารถในการขยายการส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลก

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นในการประชุมทบทวนระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงฮานอย ภายหลังการดำเนินนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นพ้องว่า การปรับตัวเชิงโครงสร้างด้านมาตรฐานและระบบข้อมูลเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเวียดนามในระยะยาว
นาย Nguyen Nam Hai ประธานคณะกรรมการมาตรฐาน มาตรวิทยา และคุณภาพแห่งชาติ (National Committee for Standards, Metrology and Quality) ระบุว่า เวียดนามจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของประเทศผ่านการยกระดับมาตรฐานขั้นสูง การพัฒนาระบบข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความโปร่งใส ยั่งยืน และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เนื่องจากตลาดหลัก เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น กำลังบังคับใช้และขยายขอบเขตข้อกำหนดด้านการออกแบบเชิงนิเวศ (eco-design) ระบบหนังสือเดินทางดิจิทัลของสินค้า (Digital Product Passports: DPPs) และข้อกำหนดการตรวจสอบย้อนกลับแบบบังคับ (mandatory traceability) ทั้งนี้ แม้มาตรการดังกล่าวจะเพิ่มต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบของผู้ประกอบการ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันสินค้าเวียดนามให้สามารถบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมีมูลค่าเพิ่ม โดยการบังคับใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับถือเป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อรองรับการขยายตัวในตลาดสากล
ในด้านการดำเนินการเชิงนโยบาย นาย Bui Ba Chinh ผู้อำนวยการศูนย์รหัสประจำสินค้าและบาร์โค้ดแห่งชาติ (National Numbering and Barcodes Centre) เปิดเผยว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Ministry of Science and Technology) ได้ดำเนินการจัดทำและประกาศใช้มาตรฐานแห่งชาติด้านการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (national traceability standards) แล้วรวมทั้งสิ้น 35 มาตรฐาน ครอบคลุมกลุ่มสินค้าหลักที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของเวียดนาม เช่น สินค้าเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม และสัตว์น้ำรวมถึงอาหารทะเล ควบคู่กันนี้ ร่างกฤษฎีกาเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ (Law on Product and Goods Quality) อยู่ในขั้นตอนการจัดทำขั้นสุดท้าย ซึ่งมีสาระสำคัญในการกำหนดให้สินค้าที่มีความเสี่ยงสูงต้องอยู่ภายใต้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับแบบภาคบังคับอย่างเป็นทางการ
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบดังกล่าว เวียดนามจำเป็นต้องเร่งการทำให้เทคโนโลยีเป็นมาตรฐานเดียวกันในระดับประเทศ ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถด้านการเชื่อมโยงและการบูรณาการข้อมูล รวมถึงการผลักดันการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นโดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับแพลตฟอร์มการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าแห่งชาติได้อย่างครอบคลุมและเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ การจัดทำและประกาศบัญชีรายชื่อสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งอยู่ภายใต้ข้อกำหนดการตรวจสอบย้อนกลับแบบภาคบังคับ การกำหนดกลุ่มสินค้าที่ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ตลอดจนการวางกรอบระยะเวลาขั้นต่ำในการจัดเก็บและรักษาข้อมูล ล้วนเป็นกลไกเชิงนโยบายที่มีบทบาทสำคัญต่อการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ภาครัฐมีแผนขยายโครงการนำร่องด้านการตรวจสอบย้อนกลับที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในภาคการส่งออกหลักของประเทศ เช่น ภาคเกษตรกรรม ภาคการประมงและอุตสาหกรรมอาหารทะเล และภาคอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการเสริมมาตรการสนับสนุนผู้ส่งออกให้สามารถปรับตัวและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า (anti-deforestation regulations) ตลอดจนการดำเนินการนำระบบหนังสือเดินทางดิจิทัลของสินค้า (Digital Product Passports) มาใช้กับสินค้าส่งออกหลัก โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงและพึ่งพาตลาดสหภาพยุโรปเป็นหลัก
ในภาพรวม นาย Le Xuan Dinh รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นย้ำว่า เวียดนามจำเป็นต้องพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับแห่งชาติที่มีการบูรณาการฐานข้อมูลข้ามภาคส่วนในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน เชื่อมโยงและสอดประสานกับเครือข่ายและแพลตฟอร์มในระดับนานาชาติ พร้อมทั้งผนวกการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ Internet of Things (IoT) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกภาคเศรษฐกิจหลักสามารถนำมาตรฐานการตรวจสอบย้อนกลับระดับชาติแบบเดียวกันไปใช้ได้อย่างมีเอกภาพ ทั้งนี้ ระบบการตรวจสอบย้อนกลับควรถูกกำหนดบทบาทให้เป็นเสาหลักของการกำกับดูแลคุณภาพสินค้าและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศการผลิตสมัยใหม่ของเวียดนามในระยะยาว
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 12 ธันวาคม 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ
การเร่งผลักดันการบังคับใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับถิ่นกำเนิดสินค้าสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงของเวียดนาม ควรถูกพิจารณาภายใต้บริบทของกระแสโลกาภิวัตน์และการบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีความลึกซึ้งและซับซ้อนมากขึ้น ในปัจจุบัน ตลาดหลักของเวียดนาม อาทิ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ได้เพิ่มความเข้มงวดของข้อกำหนดด้านความโปร่งใสของข้อมูล คุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของสินค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การตรวจสอบย้อนกลับมิได้ทำหน้าที่เพียงเป็นเครื่องมือด้านการบริหารจัดการคุณภาพเท่านั้น หากแต่ได้กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานหรือข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับการเข้าถึงตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สินค้าอาหาร สินค้าเกษตร สัตว์น้ำและอาหารทะเล รวมถึงภาคอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์
การดำเนินนโยบายเชิงรุกของเวียดนามในประเด็นดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงการปรับโครงสร้างเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจจากรูปแบบที่อาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตไปสู่การสร้างความน่าเชื่อถือของสินค้า ระบบการผลิต และห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว รายงานผลการดำเนินงานครบ 5 ปีของโครงการสนับสนุนการประยุกต์ใช้ พัฒนา และบริหารจัดการระบบการตรวจสอบย้อนกลับถิ่นกำเนิดสินค้าในระดับชาติ ซึ่งรัฐบาลเวียดนามประกาศใช้ภายใต้คำสั่งเลขที่ 100/QĐ-TTg ของนายกรัฐมนตรี ชี้ให้เห็นว่า เวียดนามได้พัฒนากรอบกฎหมายและมาตรฐานทางเทคนิคด้านการตรวจสอบย้อนกลับอย่างเป็นรูปธรรม และเริ่มก่อรูปเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบันที่เอื้อต่อการบังคับใช้อย่างเป็นเอกภาพในระดับประเทศ
ความก้าวหน้าเชิงนโยบายดังกล่าวปรากฏเป็นรูปธรรมจากการที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้จัดทำและประกาศใช้มาตรฐานแห่งชาติด้านการตรวจสอบย้อนกลับแล้วทั้งสิ้น 35 มาตรฐาน ครอบคลุมตั้งแต่มาตรฐานการระบุอัตลักษณ์และรหัสสินค้า มาตรฐานกรอบระบบการตรวจสอบย้อนกลับในภาพรวม ตลอดจนมาตรฐานเฉพาะตามประเภทสินค้า อาทิ เนื้อสัตว์ ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม และสัตว์น้ำและอาหารทะเล ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มสินค้าส่งออกที่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ มาตรฐานดังกล่าวทำหน้าที่เป็นฐานทางเทคนิคกลาง ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการตีความและการบังคับใช้ระหว่างพื้นที่ และเอื้อให้หน่วยงานท้องถิ่นรวมถึงภาคธุรกิจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของส่วนกลาง
ในมิติด้านกฎหมายและการกำกับดูแล รัฐบาลเวียดนามได้กำหนดให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการยกร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ (Law on Product and Goods Quality) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการบัญญัติกรอบการบริหารจัดการและกลไกการบังคับใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับไว้ในระดับกฎหมายอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้ผลักดันการขยายผลการดำเนินงานสู่ระดับพื้นที่ โดยจังหวัดและนครสำคัญหลายแห่งได้พัฒนาแพลตฟอร์มการตรวจสอบย้อนกลับของตนเองและเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าแห่งชาติ อันสะท้อนถึงการถ่ายโอนบทบาทการกำกับดูแลจากส่วนกลางสู่ระดับท้องถิ่นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีโครงสร้างรองรับ
นอกเหนือจากนี้ รัฐบาลเวียดนามมีเป้าหมายเร่งเสริมสร้างการบูรณาการและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบการตรวจสอบย้อนกลับในระดับจังหวัดกับแพลตฟอร์มระดับชาติ ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลคุณภาพสินค้า การบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ และการกำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลและการประเมินความเสี่ยง การบังคับใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับสำหรับสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงของเวียดนาม มิได้เป็นเพียงการตอบสนองต่อแรงกดดันจากกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ หากแต่เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกในการยกระดับมาตรฐานการผลิต เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานเชิงโครงสร้างเพื่อสนับสนุนการบูรณาการของเศรษฐกิจเวียดนามเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การที่เวียดนามเตรียมบังคับใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับถิ่นกำเนิดสินค้าสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง จะส่งผลให้ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานต้องเผชิญต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและการปรับระบบการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร และประมง ซึ่งเป็นสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีความเชื่อมโยงกับเวียดนามทั้งในฐานะผู้ส่งออก ผู้จัดหาวัตถุดิบ และนักลงทุน อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวจะช่วยยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของสินค้าเวียดนามในตลาดหลัก เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น อันจะช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี และเสริมสร้างความมั่นคงด้านการเข้าถึงตลาดในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน
ภายใต้การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการปรับตัวในเชิงระบบ โดยผู้ประกอบการในประเทศควรยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการขนส่งและการส่งมอบ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงและรองรับการตรวจสอบจากระบบการตรวจสอบย้อนกลับของเวียดนามได้อย่างครบถ้วน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจหรือมีการลงทุนในเวียดนามควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบระบุตัวตนสินค้า และระบบการควบคุมคุณภาพให้สอดคล้องกับมาตรฐานแห่งชาติของเวียดนาม ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับระบบการตรวจสอบย้อนกลับมากยิ่งขึ้น
การยกระดับระบบการตรวจสอบย้อนกลับของเวียดนามจะเอื้อให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้านมาตรฐาน คุณภาพ และความยั่งยืน สามารถยกระดับจากการเป็นผู้ค้าทั่วไปไปสู่การเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบที่มีคุณสมบัติรองรับเกณฑ์สากล หรือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังสามารถใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตและการส่งออกไปยังตลาดที่มีข้อกำหนดสูง โดยอาศัยระบบการตรวจสอบย้อนกลับของเวียดนามเป็นกลไกเสริมความน่าเชื่อถือของสินค้า