
ในช่วงสี่เดือนแรกของปี 2569 มากกว่าหนึ่งในห้าของผู้ประกอบการรายใหม่ในตลาดค้าปลีกของฮ่องกงเป็นแบรนด์จากประเทศจีน ตามข้อมูลจาก JLL (Jones Lang LaSalle Incorporated) บริษัทบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบันฮ่องกงมีแนวโน้มที่จะดึงดูดการลงทุนแบรนด์ค้าปลีกจากประเทศจีนมากขึ้น แต่มีความแตกต่างจากการกลุ่มธุรกิจที่เคยเข้ามาในอดีต การเข้ามารอบนี้ไม่ใช่ผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ที่ขยายตัวมากที่สุดเท่านั้น แต่เป็นผู้ค้าปลีกประเภทอื่นที่ต้องการขยายตลาดมาสู่ฮ่องกง จากการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในลักษณะของแบรนด์จีนที่เข้ามาสู่ฮ่องกงเหล่านี้กำลังช่วยเจ้าของพื้นที่ปล่อยเช่าเชิงพาณิชย์เติมเต็มช่องว่างท่ามกลางการฟื้นตัวที่ไม่สม่ำเสมอของตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้านค้าปลีก ตามข้อมูลจาก JLL (Jones Lang LaSalle Incorporated) บริษัทบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ในช่วงสี่เดือนแรกของปี 2569 มากกว่าหนึ่งในห้าของผู้ประกอบการรายใหม่ในตลาดค้าปลีกของเมืองฮ่องกงเป็นแบรนด์สินค้าจากประเทศจีน ตามที่บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระบุว่าโดยปีที่แล้ว 2568 กลุ่มนักลงทุนจีนคิดเป็นร้อยละ 30 ของกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในฮ่องกงมากที่สุด
ขณะเดียวกันในบรรดาผู้ประกอบการจีนรายใหม่ในไตรมาสแรก ปี 2569 มีเพียงร้อยละ 25 ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) โดยหากเทียบกับปี 2568 ช่วงเวลาเดียวกัน ผู้ประกอบการ F&B มีจำนวคิดเป็นร้อยละ 73 ของผู้ประกอบการจีนรายใหม่
ตามข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ได้กล่าวว่า “แบรนด์สินค้าจีนกำลังเปลี่ยนกลยุทธ์การแข่งขันจากแข่งขันด้านราคามามุ่งเน้นที่การออกแบบสินค้า พัฒนาคุณภาพสินค้า และเน้นสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ เพื่อสอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคระดับพรีเมียมมากขึ้น”
Ms. Cathie Chung ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของ JLL กล่าวว่า “ผู้ประกอบการจีนรายใหม่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งด้านแฟชั่น ความงาม สกินแคร์ น้ำหอม เครื่องหนัง และเครื่องประดับ แสดงถึงการขยายหมวดหมู่และรูปแบบแบรนด์ที่ซับซ้อนมากขึ้น”

อัตราพื้นที่ว่างบนถนนสายหลักโดยรวมลดลงเหลือเพียงร้อยละ 9.6 ในไตรมาสแรกของปี 2569 จากเดิมที่ว่างถึงร้อยละ 10 ในไตรมาสสี่ของปี2568 ตามข้อมูลของ JLL พบว่าพื้นที่ว่างสำหรับให้เช่าในย่าน Central และ Tsim Sha Tsui มีจำนวนว่างลดลง ขณะที่ Causeway Bay และ Mong Kok มีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้น และเมื่อไม่นานมานี้ H&M ฮ่องกงได้ปิดร้านสาขาหลัก 4 ชั้นที่ห้าง Fashion Walk ย่าน Causeway Bay
อย่างไรก็ตามในไตรมาสแรกของปี 2569 ผู้ประกอบการรายใหม่ในตลาดนั้น ได้แก่ HLA แบรนด์เสื้อผ้าบุรุษจากจีน ได้ทำการเช่าพื้นที่ร้านแรกในฮ่องกงที่ China Travel Building ย่าน Central ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3,202 ตารางฟุต ทั้งชั้นล่างและชั้นใต้ดิน ด้วยค่าเช่าเดือนละ 400,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 51,060 ดอลลาร์สหรัฐ)
ตามข้อมูลจาก Savills บริษัทบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักรพบว่า แบรนด์แฟชั่น W. Management จากจีนได้เตรียมเข้ามาใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ที่ H&M เคยครอบครองใน Fashion Walk ย่านCauseway Bay
นอกจากนั้นปลายปีที่แล้วแบรนด์เครื่องสำอางจากจีน Mao Geping Cosmetics ได้เปิดร้านแรกในฮ่องกงที่ห้างสรรพสินค้า Harbour City ย่าน Tsim Sha Tsui ในขณะที่แบรนด์น้ำหอม To Summer เปิดร้านสาขาหลักแห่งแรกใน Causeway Bay โดยมีพื้นที่ประมาณ 800 ตารางฟุตถือเป็นการขยายธุรกิจนอกจีนครั้งแรก ในช่วงก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการ F&B เป็นกลุ่มที่รุกตลาดฮ่องกงมากที่สุด ในปี 2567 Lam Heung Ling แบรนด์ชาเลมอนชื่อดังจากเมืองจ้านเจียง (Zhanjiang) มณฑลกวางตุ้ง และ Jo’s Cha จากเมืองกวางโจว (Guangzhou) มาเปิดตัวขยายตลาดในเมืองฮ่องกง รวมทั้ง Luckin Coffee กาแฟรายใหญ่ที่สุดของจีนหากนับจำนวนสาขาได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ค้าปลีกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วที่สุดในฮ่องกงโดยมีมากกว่า 50 สาขาในเมืองฮ่องกง และกำลังขยายสาขาอย่างรวดเร็วในฮ่องกงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้จำนวนร้านของผู้ค้าปลีกจีนในเมืองฮ่องกงเพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวของยอดขายค้าปลีกซึ่งเป็นผลจากการที่ได้จำนวนผู้มาเยือนและท่องเที่ยวฮ่องกงที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงผลสืบเนื่องจากการที่ผู้บริโภคชาวฮ่องกงเริ่มคุ้นเคยกับสินค้าแบรนด์จีนมากขึ้นจากการเดินทางไปเที่ยวเมืองเซินเจิ้น (Shenzhen) เพื่อหาสินค้าที่คุ้มค่า ตามข้อมูลจากการท่องเที่ยวฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ก่อน ในเดือนเมษายนปี 2569 เมืองฮ่องกงต้อนรับนักท่องเที่ยวมากถึง 4.21 ล้านคน และสี่เดือนแรกรวมมีจำนวนนักท่องเที่ยวถึง 18.52 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 15 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในขณะเดียวกันยอดขายค้าปลีกของฮ่องกงในช่วงไตรมาสแรกมีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ 106.3 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 13.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

Ms. Cathie Chung กล่าวเสริมว่าสินค้าแบรนด์จีนกำลังพยายามจับกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังการซื้อสูงทั้งในฮ่องกงและระดับโลก ทั้งนี้การบริโภคข้ามพรมแดนที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันได้เสริมสร้างความคุ้นเคยและ การยอมรับการเปลี่ยนผ่านของแบรนด์จีนเข้าสู่ตลาดระดับสูงได้ง่ายขึ้น ในปี 2568 พบว่าผู้โดยสารใช้รถไฟความเร็วสูงเชื่อมระหว่างฮ่องกง–จีนมีมากกว่า 30 ล้านเที่ยวซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 และทำสถิติใหม่ตามข้อมูลจากบริษัท MTR Corporation ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในฮ่องกง นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าความต้องการแบรนด์จีนที่ขยายเข้าสู่ฮ่องกงจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าฮ่องกงเป็นสนามทดสอบในการทำธุรกิจก่อนบการขยายสู่ตลาดโลก ฮ่องกงเป็นเวทีที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มการมองเห็นระดับนานาชาติ
Mr. Andy Kong ผู้อำนวยการ Midland Shop บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการซื้อขายและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ในฮ่องกงกล่าวว่า “เแบรนด์จีนได้กลายเป็นเสาหลักสำคัญที่สนับสนุนตลาดค้าปลีกและสำนักงานในท้องถิ่นฮ่องกง” แต่อย่างไรก็ตามแม้จะมีความต้องการจากผู้ประกอบการจีนรายใหม่ แต่ศูนย์การค้าในชุมชนของฮ่องกงยังคงเผชิญแรงกดดันจากการใช้จ่ายนอกประเทศและการเติบโตของ E-Commerce
Mr. Jack Tong ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษาของ Savills กล่าว โดยภาพรวม แนวโน้มนี้ถูกมองว่าเป็นการเพิ่มความหลากหลายให้กับตลาดค้าปลีกฮ่องกง เช่นเดียวกับที่ Ms. Cathie Chung ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของ JLL ได้กล่าวไว้
ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง
การขยายตัวของแบรนด์จีนในตลาดค้าปลีกฮ่องกงแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของการค้าปลีกฮ่องกง แบรนด์จีนกำลังปรับกลยุทธ์จากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การเน้นคุณภาพสินค้าที่ดีขึ้น และให้ความสำคัญต่อการออกแบบและภาพลักษณ์แบรนด์ เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ฮ่องกงยังคงเป็นเวทีทดสอบการขยายสู่ตลาดโลกของแบรนด์จีนโดยใช้ฮ่องกงเป็นฐานสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในระดับสากลซึ่งแสดงให้เห็นถึงโอกาสด้านการขยายธุรกิจสินค้าและบริการสำหรับผู้ประกอบการไทยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาการนำเสนอสินค้าในกลุ่มแฟชั่นและความงาม ควบคู่กับอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นหมวดหมู่ที่กำลังเติบโตในฮ่องกงอย่างมาก
สินค้าไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพและเอกลักษณ์วัฒนธรรมสามารถใช้เป็นจุดขายเพื่อแข่งขันกับ สินค้าแบรนด์จีนที่เน้นภาพลักษณ์พรีเมียมได้และควรปรับกลยุทธ์จากการเน้นการแข่งขันด้านราคามาเป็นการสร้างแบรนด์ที่มีคุณค่าและความแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆในตลาดโดยอาจใช้ช่องทางสื่อออนไลน์ดิจิทัลและ E-Commerce ให้เป็นอีกช่องทางการโปรโมทขายสินค้าและทำการตลาดเชิงสร้างสรรค์เพื่อแข่งขันกับแบรนด์จีนที่กำลังขยายตัวเข้าสู่ตลาดพรีเมียมในฮ่องกงและตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง
สำหรับนักลงทุนที่มีความต้องการเปิดร้านค้าหรือร้านอาหารในฮ่องกง พบว่าย่าน Central และ Tsim Sha Tsui มีอัตราพื้นที่ว่างลดลง สะท้อนถึงความต้องการสูงและเป็นทำเลที่เหมาะสำหรับการสร้างภาพลักษณ์ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ย่าน Causeway Bay และ Mong Kok แม้มีพื้นที่ว่างเพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงเป็นย่านค้าปลีกสำคัญที่สามารถเจาะตลาดผู้บริโภคจำนวนมากได้ การร่วมมือกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์และผู้จัดการพื้นที่ เช่น JLL, Savills และ Midland Shop จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงข้อมูลตลาดและโอกาสเช่าพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น