
อุตสาหกรรมเหล็กของแอฟริกาใต้กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการหลั่งไหลของเหล็กราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตภายในประเทศ และการจ้างงาน โดย Mr. Ayabonga Cawe ตำแหน่ง Chief Commissioner of International Trade Administration Commission of South Africa (ITAC) ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวอยู่ในระดับ “ภาวะฉุกเฉิน” พร้อมสนับสนุนการประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าและมาตรการปกป้องทางการค้า (Safeguard Measures) สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กหลายรายการ เพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศจากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของตลาดโลกและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
Mr. Ayabonga Cawe อธิบายว่า ปัญหาหลักเกิดจากการที่หลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย และตุรกี ได้ขยายกำลังการผลิตเหล็กอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ผ่านการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กและโรงงานผลิตแห่งใหม่ ขณะที่อุปสงค์เหล็กของโลกไม่ได้ขยายตัวในอัตราเดียวกัน เนื่องจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและภาคก่อสร้างเติบโตต่ำกว่าที่คาด ส่งผลให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินและสินค้าคงคลังจำนวนมาก ประกอบกับโรงงานผลิตเหล็กไม่สามารถหยุดหรือเริ่มเดินเครื่องได้ง่าย เนื่องจากมีต้นทุนและใช้พลังงาน ผู้ผลิตจึงยังคงเดินสายการผลิตและระบายสินค้าส่วนเกินออกสู่ตลาดโลกในราคาต่ำ ส่งผลให้เหล็กนำเข้าจำหน่ายในแอฟริกาใต้มีราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตภายในประเทศ
ITAC ระบุว่า ภาวะดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเหล็กรายสำคัญของแอฟริกาใต้ เช่น ArcelorMittal South Africa, Columbus Stainless, Scaw Metals Group, SA Metal Group และ Cape Gate ซึ่งบางบริษัทได้เสนอให้รัฐบาลปรับขึ้นภาษีนำเข้าสูงถึงร้อยละ 65.55 สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กบางประเภท อย่างไรก็ตาม ITAC ได้เสนอให้ปรับขึ้นภาษีในระดับที่สอดคล้องกับเพดานที่องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) อนุญาต โดยเห็นว่ามาตรการดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อรับมือกับการเพิ่มขึ้นของการนำเข้า การตัดราคาสินค้า (Price Undercutting) และการหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กของแอฟริกาใต้เริ่มปรากฏชัดเจน โดยโรงถลุงเหล็กหลายแห่งต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว ขณะที่กำลังการผลิตเหล็กของประเทศลดลงอย่างมาก จากกว่า 9 ล้านตันในช่วงปี 2550–2551 เหลือไม่ถึงครึ่งของระดับดังกล่าวในปัจจุบัน และการจ้างงานในอุตสาหกรรมเหล็กขั้นพื้นฐานลดลงจากกว่า 50,000 คนในไตรมาส 3 ปี 2552 เหลือประมาณ 23,000 คน ณ สิ้นปี 2568 นอกจากนี้ ITAC ยังเห็นว่า แนวโน้มการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งได้เพิ่มมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กของตนเอง ส่งผลให้เหล็กส่วนเกินจากตลาดโลกไหลเข้าสู่ประเทศที่ยังเปิดตลาดมากกว่า เช่น แอฟริกาใต้ จึงจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องใช้มาตรการทางการค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ
ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ : การใช้มาตรการปกป้องทางการค้าของแอฟริกาใต้สะท้อนถึงความพยายามรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ ท่ามกลางปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของตลาดโลกและแนวโน้มการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทั้งนี้ ผู้ส่งออกเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กของไทยควรติดตามการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้าและมาตรการปกป้องทางการค้าของแอฟริกาใต้อย่างใกล้ชิด รวมถึงประเมินผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและวางแผนการส่งออกให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายการค้าของประเทศดังกล่าวต่อไป
เครดิตภาพและที่มาข่าว www.independentonsaturday.co.za
ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย
กรกฎาคม 2569