fb
สินค้าจีนกำลังท่วมตลาดเยอรมนีอย่างไม่น่าเชื่อ
โดย
Thanit
ลงเมื่อ 05 ธันวาคม 2568 06:00
สคต. ณ กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) (TTC, Berlin (Germany))
53

กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีได้มอบหมายให้สถาบันเศรษฐศาสตร์แห่งเยอรมนี (IW - das Institut der deutschen Wirtschaft) ทำการวิจัย ซึ่งผลปรากฏว่า เกิดความกังวลจากการที่จีนเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกมายังตลาดเยอรมนีมากขึ้น และอาจล้นตลาดได้ในอนาคต เพราะปัจจุบันสินค้าจีนถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงนั่นเอง ทำให้บริษัทจีนหลาย ๆ แห่งเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ แทน ซึ่งหนึ่งในประเทศเหล่านั้น ได้รวมเยอรมนีเข้าไปด้วย ซึ่งสำนักข่าว Handelsblatt ได้รับสำเนาบทวิเคราะห์ล่วงหน้าฉบับพิเศษจาก IW มา สรุปได้ว่า ในการเปลี่ยนแปลงเส้นทางสินค้าของจีนผู้เชี่ยวชาญของ IW กล่าวว่า มีความเชื่อมโยงกับการปัญหาการทุ่มตลาดอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นหนึ่งในหัวข้อการหารือของนาย Lars Klingbeil รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของรัฐบาลเยอรมัน ในการเดินทางไปเยือนประเทศจีนในครั้งนี้ สำหรับ งานวิจัยฉบับนี้ทีมนักวิจัยให้ความสำคัญกับไตรมาสที่ 2 ของปี 2025 เป็นพิเศษ โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เริ่มเก็บภาษีศุลกากรสินค้าจีนสูงถึง 145% เป็นการชั่วคราว ซึ่งตอนนั้นนักเศรษฐศาสตร์ต่างก็กังวลว่า หากจีนเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกไปยังประเทศอื่นแทน อาจส่งผลกระทบกับผู้ผลิต/ภาคธุรกิจในท้องถิ่นนั้น ๆ โดยนักวิจัยของ IW ได้ทำการสำรวจเบื้องต้นว่า ในปี 2025 มีการนำเข้าสินค้าจากจีนเข้าตลาดเยอรมนีเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติหรือไม่ ผลการวิจัยพบว่า มีแรงกดดันจากการนำเข้าของจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้านนาง Samina Sultan นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านนโยบายเศรษฐกิจยุโรปและการค้าต่างประเทศของ IW ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยดังกล่าว ได้ชี้แจงว่า การที่สินค้าจีนท่วมตลาดเยอรมนีนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะเหตุผลจากการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการส่งออกเพียงอย่างเดียว หากแต่มีปัจจัยอื่น ๆ ด้วย อาทิ (1) จีนต้องการไล่ล่าคู่แข่ง เพื่อก้าวขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจ (2) ผู้ผลิตสินค้าของจีนได้รับการการอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นอย่างมาก และที่สำคัญที่สุด คือ (3) ค่าเงินหยวนที่ต่ำกว่าค่าเงินสกุลยูโร สำหรับ ขั้นตอนที่สองนักวิจัย IW ได้ศึกษาว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการส่งออกของจีนที่เกิดขึ้นจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคใดบ้าง ซึ่งนาย Jürgen Matthes หัวหน้ากลุ่มนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตลาดการเงิน และตลาดอสังหาริมทรัพย์ หนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัยฉบับนี้กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนีที่ปัจจุบันประสบปัญหาอยู่แล้วนั้น ก็เป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านธุรกิจรถยนต์ รถบรรทุก และชิ้นส่วนรถยนต์

การนำเข้าสินค้าจากจีนมายังตลาดเยอรมนีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริดแบบปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid) ซึ่งกลายเป็นสินค้าได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการส่งออกครั้งนี้อย่างมาก โดยในงานวิจัยกล่าวว่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า การนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ จากจีนลดลงอย่างกระทันหันเกือบ 99% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 และมีมูลค่าคิดโดยประมาณ 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในทางตรงกันข้าม กลับพบว่า เยอรมนีนำเข้ารถยนต์ไฮบริดแบบปลั๊กอินจากจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 80% คิดเป็นมูลค่า 98 ล้านยูโร เฉพาะในช่วงเวลาดังกล่าว นาง Sultan กล่าวว่า ความสงสัยนี้แสดงความชัดเจนขึ้นว่า อาจมีการเปลี่ยนเส้นทางการนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญอย่างไรก็ตาม เฉพาะเรื่องดังกล่าวเพียงเรื่องเดียวก็ไม่สามารถอธิบายการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการนำเข้าจากเยอรมนีได้โดยอัตโนมัติ นาง Sultan อธิบายต่อว่า ปัจจุบันจีนได้พยายามขับเคลื่อนกลยุทธ์ลดการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ ซึ่งผู้ส่งออกจีนใช้กลยุทธ์ดังกล่าวในการเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายุโรปเพราะเป็นตลาดที่ยังไม่มีภาษีตอบโต้นั่นเอง โดยสำนักข่าว Handelsblatt ได้รายงานเกี่ยวกับกลยุทธ์นี้อย่างละเอียดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 สหภาพยุโรป (EU) ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า “ผลิตในจีน” สูงถึง 45% โดย EU กล่าวหาว่า จีนให้เงินอุดหนุนการแข่งขันทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตจีนกำลังหาทางหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าดังกล่าว โดยการส่งออกรถยนต์ไฮบริดไปยังยุโรปเป็นหลักแทน ซึ่งรถยนต์ไฮบริดแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์บางส่วนได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บภาษีศุลกากรจาก EU ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ไฮบริดไปยังยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ที่ EU มีการนำภาษีตอบโต้ทางการค้ามาใช้ ซึ่งภาษีศุลกากรที่ EU เรียกเก็บขึ้นนี้ดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพในเรื่องดังกล่าว ซึ่งรถยนต์ไฮบริดไม่ใช่สินค้าเพียงประเภทเดียวที่นักวิจัยสังเกตเห็นผลกระทบจากปรับเปลี่ยนเส้นทางสินค้าของจีน ตัวอย่างเช่นการนำเข้ารถบรรทุกจากจีนเพิ่มขึ้นประมาณ 240% ในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่การส่งออกรถบรรทุกของจีนไปยังสหรัฐอเมริกาลดลงเกือบ 100% การส่งออกชิ้นส่วนเครื่องจักรกลไฟฟ้าจากจีนไปยังเยอรมนีเพิ่มขึ้นประมาณ 60% ขณะที่การส่งออกสินค้าดังกล่าวของจีนไปยังสหรัฐอเมริกาลดลงมากกว่า 20% ผลจากงานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบจากปรับเปลี่ยนเส้นทางสินค้าของจีนยังระบาดในภาคส่วนสำคัญอื่น ๆ ของอุตสาหกรรมเยอรมนี เช่น อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมไฟฟ้า อีกด้วย นาง Samina Sultan อธิบายต่อว่า สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็ คือ การเพิ่มขึ้นของสินค้าในภาคผู้ผลิตยานยนต์อย่างมหาศาล เฉพาะเกียร์ธรรมดา ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักของผู้ผลิตในเยอรมนี มีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบ 230% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2024 หรือมีการเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตามนักวิจัยมองว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยอดขายสินค้าจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ คุณภาพของสินค้าที่ดีขึ้นด้วย นาย Matthes กล่าวว่า แต่เพื่อเอาชนะคู่แข่งในยุโรป จีนเร่งเข้าตลาดยุโดรด้วยการใช้กลยุทธ์ด้านราคาที่ต่ำมาก ซึ่งส่วนใหญ่ทำได้เพราะได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ และข้อได้เปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่ไม่เป็นธรรม เขาเรียกร้องให้เร่งสร้างเครื่องมือป้องกันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพ และนำภาษีตอบโต้มาใช้เพื่อรักษาภาคการผลิตของ EU ที่กำลังถูกคุกคาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดรถยนต์ไฮบริด และชิ้นส่วนรถยนต์ เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันขึ้น กล่าวคือ เราต้องมีเงื่อนไขการแข่งขันที่เท่าเทียมกันเท่านั้นจึงจะสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม เขากล่าวเตือนว่า มิฉะนั้นแกนอุตสาหกรรมของเราจะยังคงถูกกัดกร่อนต่อไปในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาตัวแทนภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างเกี่ยวกับผลกระทบจากการเบี่ยงเบนตลาดที่อาจเกิดขึ้น และการทุ่มตลาดในหลาย ๆ สินค้าของจีนอย่างต่อเนื่อง โดยนาย Dirk Jandura ประธานสมาคมค้าปลีก ส่งออก และธุรกิจบริการเยอรมนี (BGA - Bundesverband Großhandel, Außenhandel, Dienstleistungen e.V.) กล่าวในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาว่า ในหลายภาคอุตสาหกรรมจีนผลิตสินค้าเกินความต้องการของตนเองมาก และเร่งผลักดันสินค้าส่วนเกินออกสู่ตลาดโลกในราคาที่ต่ำมาก โดยผลสรุปจากงานวิจัยของ IW เองก็ยังสอดคล้องกับงานวิจัยฉบับปัจจุบันของหน่วยงานสนับสนุนการค้าและการลงทุนเยอรมัน (GTAI - Germany Trade & Invest) ซึ่งเป็นสถาบันของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดย GTAI ระบุว่า “ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กำลังกระตุ้นให้จีนในฐานะประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกหาทางขยายตลาดส่งออกอย่างหนัก” แม้ว่าในช่วงเดือนมกราคม - กันยายน 2025 การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐอเมริกาจะลดลง 17% แต่การส่งออกไปยังตลาดอาเซียน (ASEAN) เพิ่มขึ้น 15% และการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 8% ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะการส่งออกไปยังเยอรมนีที่เพิ่มขึ้นถึง 11% แน่นอนผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางการค้าก็เคยเกิดขึ้นในอดีตเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้วิเคราะห์ผลกระทบของการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐฯ ในช่วงที่นาย Donald Trump ดำรงประธานาธิบดีสมัยแรก โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า “ดูเหมือนว่า ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป สินค้าที่อยู่ภายใต้ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะถูกเปลี่ยนเส้นทางการค้าไปยังประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรเป็นจำนวนมาก” ซึ่งทำให้ส่วนแบ่งตลาดของจีนในตลาดดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

จาก Handelsblatt 5 ธันวาคม 256

Share :
Instagram