
เวียดนามเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย 2569 การประชุม ASEAN Future Forum 2026 (AFF 2026) ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ภายใต้หัวข้อ “ร่วมกันกำหนดอนาคต: สันติภาพ ความมั่งคั่ง และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” (Shaping our Shared Future: Peace, Prosperity, and People-Centeredness) การประชุมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมระดับสูง ได้แก่ นายเล มิงห์ ฮึง (Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายโสเนไซ สีพันดอน (Sonexay Siphandone) นายกรัฐมนตรีลาว นายฮุน มาเนต (Hun Manet) นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายอนุทิน ชาญวีรกูล (Anutin Charnvirakul) นายกรัฐมนตรีไทย นายคาย ราลา ซานานา กุสเมา (Kay Rala Xanana Gusmão) นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต และดร.เกา กิม ฮอร์น (Kao Kim Hourn) เลขาธิการอาเซียน เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือเกี่ยวกับอนาคตของประชาคมอาเซียน ตลอดจนการส่งเสริมสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคอาเซียน
การประชุม ASEAN Future Forum 2026 เป็นเวทีความร่วมมือพหุภาคีระดับสูงด้านการต่างประเทศที่เวียดนามเป็น ผู้ต้นคิดและประกาศจัดตั้งขึ้นในการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อปี 2566 การประชุมในปีนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 50 ปีแห่งสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) และยังเป็นปีแรกของการดำเนินการตามวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2588 (ASEAN Community Vision 2588) ด้วย การประชุมดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 600 คน จากทั้งผู้นำระดับสูงของประเทศสมาชิกอาเซียน ผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ สถาบันวิจัย ตลอดจนภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ คณะผู้จัดงานระบุว่า หัวข้อของการประชุมในปีนี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องร่วมกันดำเนินการด้วยความเป็นเอกภาพ วิสัยทัศน์ที่สร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นเชิงปฏิบัติที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน การประชุมเน้นย้ำว่า อนาคตของประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องได้รับการร่วมกันกำหนดและสร้างสรรค์ โดยมี สันติภาพ เป็นรากฐานของเสถียรภาพในภูมิภาค ความมั่งคั่ง เป็นแรงขับเคลื่อนของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ ประชาชนเป็นศูนย์กลางของความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน
ประเด็นสำคัญที่ผู้นำประเทศต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในเวทีการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ การธำรงรักษาสันติภาพ การป้องกันความขัดแย้ง และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) โดยเน้นการส่งเสริม การเจรจา การสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน และการพัฒนากลไกป้องกันความขัดแย้งในภูมิภาค ผู้นำหลายฝ่ายเห็นพ้องว่า อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ส่งเสริมการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทด้วยวิธีการสันติ นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำว่า บทบาทความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) จำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ผ่านความเป็นเอกภาพของประเทศสมาชิก ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ และความสามารถในการกำหนดวาระความร่วมมือร่วมกันของภูมิภาค ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และที่ประชุมยังเห็นว่าความริเริ่มและกลไกความร่วมมือใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคตควรมีช่วยเสริมสร้างบทบาทความเป็นแกนกลางของอาเซียน เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาคต่อไป
ในการกล่าวเปิดการประชุม ASEAN Future Forum 2026 นายกรัฐมนตรี เล มิงห์ ฮึง (Le Minh Hung) ได้เน้นย้ำว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากสะท้อนถึงคุณค่าหลักที่อาเซียนยึดมั่น และเป็นการกำหนดทิศทางอนาคตของอาเซียนในช่วงเวลาข้างหน้า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าอาเซียนจะปรับตัวอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ว่าอาเซียนจะร่วมกันกำหนดอนาคตของตนเองในศตวรรษที่ 21 อย่างไรด้วย ตลอดระยะเวลา 59 ปีแห่งการก่อตั้งและพัฒนาอาเซียน ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาเซียนไม่ได้อยู่เพียงที่การมีประชากรจำนวนมากถึง 700 ล้านคน หรือการเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีพลวัตมากที่สุดของโลก แต่อยู่ที่ความสามารถของประเทศสมาชิกในการก้าวข้ามความแตกต่าง สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และขยายความร่วมมือ จนก่อเกิดเป็นประชาคมที่มีความเป็นเอกภาพ เข้มแข็ง และเป็นหนึ่งเดียว
ดังนั้น ทศวรรษข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการกำหนดอนาคตของอาเซียน ท่ามกลางโลกที่กฎเกณฑ์พื้นฐานด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอำนาจกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ โดย (1) เทคโนโลยีกำหนดนิยามใหม่ของความสามารถในการแข่งขัน (2) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำหนดนิยามใหม่ของผลิตภาพ (3) ระบบฐานข้อมูลทุกอย่างกำหนดนิยามใหม่ของคำว่าอำนาจ และ (4) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวกำหนดนิยามใหม่ของรูปแบบการพัฒนา ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสำคัญครั้งนี้ ความได้เปรียบจะไม่ได้เป็นของประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการร่วมมือระดับภูมิภาคในการกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐาน และบรรทัดฐานใหม่ในด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เวียดนามเชื่อว่า อาเซียนจำเป็นต้องก้าวขึ้นเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการดังกล่าว ไม่ใช่เป็นเพียงฝ่ายรับผลจากความผันผวน ทางภูมิรัฐศาสตร์โลกเท่านั้น แต่ต้องเป็นฝ่ายที่ร่วมกำหนดด้วย ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีเวียดนามให้ความเห็นว่าอาเซียนควรมุ่งสู่ 3 วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ (1) อาเซียนไม่เป็นเพียงแค่ฝ่ายรับผลจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกเท่านั้น แต่ต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของกระแสเหล่านั้นด้วย (2) อาเซียนไม่เพียงเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก แต่ต้องก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ (3) อาเซียนไม่เพียงเป็นประชาคมของประเทศตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่ต้องเป็นประชาคมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและความร่วมมือในทุกมิติ
(จาก https://www.baochinhphu.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
การที่เวียดนามยังคงจัด การประชุมอนาคตอาเซียน (ASEAN Future Forum - AFF) 2026 เป็นครั้งที่ 3 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเวียดนามในการส่งเสริมการหารือและเสริมสร้างความเชื่อมโยงภายในกลุ่มอาเซียน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่มีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นในฐานะเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ การประชุม AFF 2026 เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างฉันทามติ และหารือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาในระยะยาวของอาเซียนในมุมมองระดับภูมิภาค เวทีดังกล่าวนี้คาดว่าจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างบทบาทการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของประเทศสมาชิกต่อความท้าทายจากภายนอก ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในด้านการเมือง วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน นอกจากนี้ การเสริมสร้างความไว้วางใจและ ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศสมาชิกยังอาจช่วยวางรากฐานที่เอื้อต่อการรักษาสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพ สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในภูมิภาคทั้งในระยะกลางและระยะยาวด้วย