fb
เวียดนามเตือนส่งออกอาหารทะเลปีหน้าอาจชะลอตัว จากผลกระทบต่อเนื่องของภาษีและกฎหมายคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล
โดย
Tran
ลงเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2568 10:38
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
84

เนื้อข่าว 

ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของเวียดนามคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 10,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม (Ministry of Agriculture and Environment) ระบุว่า มูลค่าการส่งออกในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ประมาณ 1,140 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสะสมในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 9,310 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

image.png

เวียดนามมีตลาดส่งออกหลักสามแห่ง ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ร้อยละ 17.4 และร้อยละ 15.1 ตามลำดับ การส่งออกไปจีนขยายตัวสูงสุดที่ร้อยละ 34.6 ขณะที่สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเติบโตที่ร้อยละ 6.2 และร้อยละ 11.2 ตามลำดับ นอกจากนี้ บราซิลเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดถึงร้อยละ 43.1 ในทางกลับกัน รัสเซียมีการส่งออกลดลงมากที่สุดที่ร้อยละ 3.4 สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของตลาดส่งออกที่ยังไม่ทั่วถึงในแต่ละภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลเวียดนาม (Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers: VASEP) ระบุว่า อุตสาหกรรมอาหารทะเลของประเทศยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐอเมริกา และข้อกำหนดเข้มงวดด้านการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาและการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (Marine Mammal Protection Act: MMPA) ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคหลักต่อการส่งออกในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังมิได้เพิกถอนใบเหลืองที่ออกเตือนกรณีการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (yellow card on illegal, unreported and unregulated fishing (IUU)) ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ประมงที่มาจากการทำประมงธรรมชาติของเวียดนามยังไม่สามารถเข้าถึงตลาดระดับพรีเมียมได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น อินเดีย เอกวาดอร์ และอินโดนีเซีย ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อผลกำไรและลดทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนามในตลาดโลก

แม้จะเผชิญความท้าทายดังกล่าว แต่สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลเวียดนามเห็นว่ายังมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์เกิดขึ้นในหลายด้าน โดยเฉพาะการที่สหภาพยุโรปเริ่มผ่อนคลายข้อกำหนดทางเทคนิคบางประการต่อสินค้าประมงเพาะเลี้ยงของเวียดนาม ซึ่งเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์กุ้งและปลาสวาย (shrimp and pangasius) มีศักยภาพในการขยายตลาดมากขึ้น อีกทั้งความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ฉบับครอบคลุมและก้าวหน้า) (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) ซึ่งได้มีการขยายผลด้วยการเข้าร่วมของสหราชอาณาจักร ยังช่วยสร้างช่องทางการค้าหลากหลายและเพิ่มโอกาสให้กับสินค้าประมวลมูลค่าสูง ในขณะเดียวกัน ตลาดจีนยังคงมีความต้องการสูงต่อสินค้าอาหารทะเล/สัตว์น้ำที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปหรือการแช่แข็งและสินค้าระดับพรีเมียม โดยเฉพาะในกลุ่มภัตตาคาร โรงแรม และธุรกิจบริการอาหาร (HORECA) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้มูลค่าการส่งออกของเวียดนามสามารถขยายตัวและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

ทั้งนี้ สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลเวียดนามคาดการณ์ว่าในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลจะลดลงเหลือประมาณ 2,190 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลงมากกว่าร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ร้อยละ 20 และความเสี่ยงจากภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดต่อสินค้ากุ้งนำเข้าของสหรัฐฯ สินค้าหลัก เช่น กุ้งและปลาสวายมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่ปลาทูน่า ปลาหมึก และหมึกยักษ์คาดว่าจะลดลงมาก เนื่องจากปัญหาใบเหลือง IUU และข้อบังคับ MMPA ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2569 อย่างไรก็ดี ตลาดสหภาพยุโรปและจีนยังคงรักษาความต้องการคงที่ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนให้มูลค่าการส่งออกในปี 2568 ยังคงแตะระดับ 10,500 ล้านเหรียญสหรัฐได้ตามประมาณการ

ในปี 2569 การส่งออกสินค้าอาหารทะเลของเวียดนามในไตรมาสแรกคาดว่าจะยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากผลของมาตรการภาษีและข้อบังคับ MMPA โดยการฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสที่สองเป็นต้นไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถของเวียดนามในการปลดล็อกอุปสรรคด้านภาษี แก้ไขปัญหาใบเหลือง IUU ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนการผลิตสินค้าแปรรูปมูลค่าสูงเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการตลาด

สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลเวียดนามรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามการค้า (US-global trade war) อุตสาหกรรมอาหารทะเลได้เผชิญความผันผวนอย่างรุนแรง โดยอัตราภาษีเริ่มต้นที่ร้อยละ 10 ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นร้อยละ 50 สำหรับหลายประเทศ และเฉพาะสินค้าประมงจากจีนต้องเสียภาษีรวมสูงสุดถึงร้อยละ 170 ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ผู้นำเข้าชาวอเมริกันต้องชำระภาษีอาหารทะเลรวม 797 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ นักวิเคราะห์เห็นว่ามาตรการดังกล่าวสร้างแรงกดดันทางการเงินอย่างหนักและส่งผลให้โครงสร้างการค้าสินค้าอาหารทะเลทั่วโลกปรับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบันตลาดการค้ากุ้ง (global shrimp market) เผชิญแรงกดดันอย่างมากจากภาษีสูง มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (anti-dumping duties) และภาษีตอบโต้การอุดหนุน (countervailing duties) โดยอินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ต้องเผชิญภาษีรวมเกือบร้อยละ 60 ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง ขณะที่เอกวาดอร์สามารถขยายส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ จากร้อยละ 17 ในปี 2563 เป็นร้อยละ 27 ในปี 2567 ด้วยข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ ส่วนอินโดนีเซียได้รับผลกระทบทั้งจากภาษีสูงและคำเตือนนำเข้า (import warning) จากสำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ (US Food and Drug Administration: FDA) หลังตรวจพบสารกัมมันตรังสีซีเซียมในกุ้ง (radioactive cesium) ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักและทำให้ราคาสินค้าปลีกปรับตัวสูงขึ้น

ในส่วนของตลาดปลาแซลมอน ผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ ได้ทำให้รูปแบบการค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยชิลีซึ่งเป็นผู้ส่งออกหลักหันไปขยายตลาดในบราซิลและจีน ขณะที่นอร์เวย์ประสบภาวะราคาผันผวนสูงจากภาษีและความต้องการจากจีนที่เพิ่มขึ้น ส่วนแคนาดาเผชิญปัญหาความเสียหายทางชีวภาพและความเสี่ยงจากภาษีใหม่ แม้จะเคยได้รับการคุ้มครองภายใต้ความตกลงสหรัฐฯ–เม็กซิโก–แคนาดา (United States-Mexico-Canada Agreement: USMCA) ก็ตาม

ขณะเดียวกัน สินค้าประเภทปลาเนื้อขาว (whitefish market) ได้รับผลกระทบจากการปรับลดโควตาการจับปลาและการห้ามนำเข้าปลาจากรัสเซีย โดยปลานิล (tilapia) จากจีนต้องเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึงร้อยละ 55 และอาจเพิ่มขึ้นเป็นสามหลักหากความตกลงการค้าระหว่างสองประเทศสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายน 2568 ส่วนปลาค็อดแช่แข็ง (Frozen cod) จากไอซ์แลนด์มีราคาสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ปลาฮัดด็อก (haddock) ซึ่งใช้วัตถุดิบจากรัสเซียและแปรรูปในจีนอาจสูญเสียสิทธิ์ยกเว้นภาษี และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (MMPA) ที่จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2569 ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคาปลาฮัดด็อกและปลาค็อดปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดอาหารทะเลโลก ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าช่วงปี 2568–2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารทะเลเวียดนาม โดยกลยุทธ์การแข่งขันด้วยราคาต่ำไม่อาจใช้ได้ผลในบริบทที่อัตราภาษีในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น และตลาดส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพสูง มีแหล่งที่มาชัดเจน และผ่านการตรวจสอบย้อนกลับอย่างโปร่งใส ดังนั้น สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลเวียดนามจึงเสนอแนะให้ผู้ประกอบการเวียดนามเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม มุ่งเน้นการแปรรูปเชิงลึก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ฉบับครอบคลุมและก้าวหน้า) ซึ่งได้มีการขยายผลด้วยการเข้าร่วมของสหราชอาณาจักร เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมอาหารทะเลของประเทศในระยะยาว

 (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568)

วิเคราะห์ผลกระทบ

แนวโน้มการส่งออกอาหารทะเลของเวียดนามในปี 2569 กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการปรับตัวเชิงโครงสร้าง แม้ว่าในปี 2568 เวียดนามยังคงสามารถรักษาการเติบโตของการส่งออกได้ แต่แรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา และการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล ตั้งแต่ต้นปี 2569 มีแนวโน้มจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและอาจทำให้การเติบโตชะลอตัวลงในระยะสั้น

ข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตอาหารทะเลเวียดนาม ระบุว่ามูลค่าการส่งออกอาหารทะเลในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 อยู่ที่ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปีก่อน แต่ลดลงเมื่อเทียบกับสองไตรมาสแรก โดยมูลค่าการส่งออกในช่วง 9 เดือนแรกอยู่ที่ 8,360 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ซึ่งถือเป็นระดับที่ดีท่ามกลางภาวะตลาดโลกที่ผันผวน อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสสุดท้ายเริ่มมีสัญญาณการชะลอตัว โดยมูลค่าการส่งออกเดือนตุลาคมอยู่ที่ประมาณ 1,140 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้มูลค่ารวม 10 เดือนแรกอยู่ที่ 9,310 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในด้านโครงสร้างสินค้า กุ้งยังคงเป็นสินค้าส่งออกหลักของเวียดนาม โดยมีมูลค่า 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสามปี รองลงมาคือ ปลาสวาย มูลค่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากผลของการขยายตัวภายใต้ความตกลง CPTPP ขณะที่สินค้ากลุ่มปลาหมึก หมึกยักษ์ ปู และหอย มีอัตราการเติบโตเป็นเลขสองหลัก สะท้อนถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และการขยายตลาดที่มีประสิทธิผล ส่วนปลาทูน่ามีแนวโน้มชะลอตัวจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

ตลาดหลักของเวียดนามยังคงเป็นจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป โดยจีนครองส่วนแบ่งสูงสุด มูลค่าการนำเข้าจากเวียดนามอยู่ที่ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 รองลงมาคือสหรัฐฯ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (+8.4%) ญี่ปุ่น 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (+17%) และสหภาพยุโรป 884 ล้านเหรียญสหรัฐ (+13%) ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศสมาชิก CPTPP มีอัตราการเติบโตโดดเด่นถึงร้อยละ 25 แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของข้อตกลงการค้าเสรีในการกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดดั้งเดิม

แม้อุตสาหกรรมอาหารทะเลเวียดนามจะมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ก็ยังเผชิญแรงกดดัน ทั้งจากภาษีตอบโต้ร้อยละ 20 ของสหรัฐฯ ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม  2568 รวมถึงข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มา (Traceability Requirements) ภายใต้กฎหมาย MMPA ที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาใบเหลืองจากสหภาพยุโรปในประเด็นการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงตลาดระดับพรีเมียม ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ความผันผวนของค่าเงิน และการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดีย เอกวาดอร์ และอินโดนีเซีย ส่งผลให้ผู้ประกอบการเวียดนามมีผลกำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปี 2569 แนวโน้มในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะยังคงชะลอตัวจากผลกระทบของมาตรการภาษีและข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อม แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง หากเวียดนามสามารถปลดล็อกปัญหาใบเหลือง IUU และเร่งเจรจาลดผลกระทบจากภาษีตอบโต้ รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนของสินค้าประมงแปรรูปมูลค่าสูง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ช่วงปี 2568–2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมอาหารทะเลเวียดนาม โดยตลาดโลกให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส และคุณภาพสินค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

ดังนั้น อุตสาหกรรมจำเป็นต้องมุ่งเน้น 3 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) การติดตามและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบทางการค้าโลก เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า (2) การปรับโครงสร้างตลาดส่งออก โดยรักษาฐานตลาดหลักในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น พร้อมขยายตลาดใหม่ในอาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดเฉพาะกลุ่ม และ (3) การพัฒนาสินค้าประมงแปรรูปมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ การสร้างแบรนด์ระดับประเทศ และการลงทุนในระบบเพาะเลี้ยง การแปรรูป และการตรวจสอบย้อนกลับตามมาตรฐานสากล จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและยกระดับภาพลักษณ์ของอาหารทะเลเวียดนามในตลาดโลก

แม้เวียดนามจะเผชิญความท้าทายจากมาตรการภาษีและข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ แต่หากสามารถปรับตัวเชิงรุก ยกระดับมาตรฐานการผลิต และใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เวียดนามยังคงมีศักยภาพที่จะรักษาความเป็นผู้นำด้านการส่งออกอาหารทะเลในภูมิภาคอาเซียน และขยายบทบาทในตลาดโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของเวียดนามในช่วงปี 2568–2569 ย่อมส่งผลกระทบทางอ้อมต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในแง่การแข่งขันและห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อเวียดนามเผชิญมาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ และข้อจำกัดตามกฎหมาย MMPA ทำให้ต้นทุนการส่งออกและขั้นตอนการตรวจสอบสินค้าสูงขึ้น ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ไทยขยายส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ และยุโรปในกลุ่มสินค้าทดแทน เช่น กุ้งแช่แข็ง ปลาทูน่า และอาหารทะเลแปรรูป ทั้งนี้ ไทยควรใช้จุดแข็งด้านมาตรฐานการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ และความน่าเชื่อถือด้านความยั่งยืนในการสร้างความแตกต่างจากเวียดนามในสายตาผู้นำเข้า

ในอีกด้านหนึ่ง การที่เวียดนามพัฒนาอุตสาหกรรมประมงและการแปรรูปอย่างเข้มข้น อาจสร้างแรงกดดันด้านการแข่งขันในตลาดอาเซียนและตลาดจีน ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับเทคโนโลยีการผลิต ลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อคงความสามารถในการแข่งขันขณะเดียวกัน การที่เวียดนามมุ่งยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน จะเป็นแรงผลักให้ประเทศคู่แข่งในภูมิภาครวมถึงไทยต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานการค้าโลกมากขึ้น

             ในเชิงโอกาส ไทยสามารถใช้สถานการณ์นี้เป็นจังหวะในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง การตรวจสอบย้อนกลับ และระบบรับรองมาตรฐานกับเวียดนาม เพื่อร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมประมงอย่างยั่งยืนในภูมิภาค รวมทั้งใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือทางการค้า เช่น RCEP และ ASEAN+ เพื่อขยายตลาดส่งออกอาหารทะเลคุณภาพสูงไปยังประเทศที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปสู่เศรษฐกิจภาคทะเล (Blue Economy) ที่เน้นความยั่งยืนและนวัตกรรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างในระยะยาว

News 10 - 14 November - VN seafood exports-Edit.pdf
Share :
Instagram