
เนื้อข่าว
ผู้ส่งออกข้าวเวียดนามได้แสดงความกังวลและเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเข้ามาดำเนินมาตรการสนับสนุนโดยเร่งด่วน ภายหลังรัฐบาลฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ประกาศระงับการนำเข้าข้าวเป็นระยะเวลา 2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เพื่อคุ้มครองเกษตรกรในประเทศ มาตรการดังกล่าวสร้างความเสี่ยงต่อการส่งออก เนื่องจากฟิลิปปินส์มีสัดส่วนการนำเข้าคิดเป็นร้อยละ 40–45 ของมูลค่าการส่งออกข้าวเวียดนามต่อปี

นาย Do Ha Nam ประธานสมาคมอาหารเวียดนาม (Viet Nam Food Association: VFA) ระบุว่า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการดังกล่าว ได้แก่ การเลื่อนการส่งออกตามสัญญาที่ได้ลงนามไว้ โดยเฉพาะสัญญาในเดือนสิงหาคมซึ่งคาดว่าจะล่าช้าอย่างน้อยสองเดือน การเพิ่มขึ้นของปริมาณสต็อกข้าวซึ่งจะก่อให้เกิดแรงกดดันต่อสภาพคล่องทางการเงิน ตลอดจนความเป็นไปได้ที่รายได้ของเกษตรกรจะลดลง อีกทั้งการบังคับใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 5 สำหรับการส่งออกตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ยังยิ่งเพิ่มภาระต่อผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อบรรเทาผลกระทบ สมาคมอาหารเวียดนามเสนอให้ภาครัฐจัดทำมาตรการสนับสนุนแบบบูรณาการ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การขยายเวลาชำระหนี้ และมาตรการช่วยเหลือด้านการจัดเก็บข้าวในสต็อก เพื่อป้องกันการขายข้าวในราคาต่ำกว่าตลาด นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเร่งเจรจากับรัฐบาลฟิลิปปินส์ เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับชนิดข้าวที่จะถูกระงับการนำเข้า ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการค้าข้าวทวิภาคี (The bilateral rice trade memorandum of understanding) ที่ลงนามเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 และมีผลบังคับใช้จนถึงสิ้นปี 2571 ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้เวียดนามยังคงสามารถส่งออกข้าวบางประเภทได้ในช่วงการระงับดังกล่าว
แม้ว่าการตัดสินใจของฟิลิปปินส์จะเป็นผลจากการปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 16 ของราคาข้าวในประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นภายใต้นโยบายอัตราภาษีนำเข้าต่ำ (Low import tariffs) แต่ผลกระทบต่อเวียดนามอาจไม่รุนแรงนัก เนื่องจากผลผลิตฤดูร้อน–ฤดูใบไม้ร่วงได้ถูกจำหน่ายออกไปเกือบทั้งหมดแล้ว และผลผลิตรอบถัดไปส่วนใหญ่เป็นข้าวพิเศษที่ใช้สำหรับการบริโภคภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ราคาข้าวส่งออกของเวียดนามกลับปรับตัวสูงขึ้นทันทีหลังมีประกาศระงับ โดยราคาข้าวขาว 5% แตะที่ 391 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในเอเชีย และยังสูงกว่าราคาข้าวจากอินเดีย ไทย และปากีสถาน ส่วนข้าวหอมปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 10–15 เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 505–510 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ในระยะยาว ฟิลิปปินส์ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารของตนเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเวียดนามในฐานะซัพพลายเออร์หลัก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เวียดนามส่งออกข้าวได้ 4.7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2,440 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 ในเชิงปริมาณ แต่ลดลงร้อยละ 15.4 ในเชิงมูลค่า โดยมีฟิลิปปินส์ครองสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ 44.6 ของปริมาณส่งออก และร้อยละ 42.6 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกัน
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 18 สิงหาคม 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ
ฟิลิปปินส์ ซึ่งถือเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดข้าวโลก ภายหลังประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประกาศมาตรการระงับการนำเข้าข้าวเป็นเวลา 60 วัน (1 กันยายน – 30 ตุลาคม 2568) เพื่อคุ้มครองเกษตรกรท้องถิ่นจากผลกระทบด้านราคาที่ตกต่ำในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว มาตรการดังกล่าวมีที่มาจากข้อเสนอของนายฟรานซิสโก ติอู ลอเรล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ซึ่งเสนอให้ชะลอการนำเข้าและปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าข้าว ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์มีการผลิตข้าวปีละสองฤดู โดยในครึ่งแรกของปี 2568 ผลิตได้ 9.08 ล้านตัน และตั้งเป้าผลผลิตทั้งปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 20.46 ล้านตัน การดำเนินนโยบายครั้งนี้นับเป็นการเปลี่ยนทิศทางจากเมื่อต้นปีที่รัฐบาลเคยประกาศภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคงทางอาหารจากราคาข้าวภายในประเทศที่พุ่งสูงและกดดันจากเงินเฟ้อ แต่เมื่อการนำเข้าเพิ่มขึ้นควบคู่กับภาษีนำเข้าที่ปรับลดลง ทำให้ราคาข้าวภายในประเทศปรับลดลง ส่งผลให้รัฐบาลตัดสินใจหันมาปกป้องเกษตรกรในระยะสั้น อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ประเมินว่ามาตรการนี้อาจเพิ่มปริมาณข้าวส่วนเกินในตลาดโลก และกดดันราคาข้าวมาตรฐานเอเชียให้อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี
เวียดนามในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายดังกล่าว เนื่องจากฟิลิปปินส์ครองสัดส่วนถึงร้อยละ 42.6 ของปริมาณการส่งออกข้าวเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 แม้ปริมาณส่งออกยังคงสูง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน มูลค่าการส่งออกไปยังฟิลิปปินส์ลดลงถึงร้อยละ 13.5 สถานการณ์นี้ผลักดันให้ผู้ส่งออกเวียดนามเร่งกระจายความเสี่ยงไปสู่ตลาดเกิดใหม่ อาทิ กานาซึ่งเติบโตร้อยละ 53.5 โกตดิวัวร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 96.6 และบังกลาเทศเพิ่มขึ้นถึง 188.2 เท่า สะท้อนถึงแนวโน้มการปรับกลยุทธ์เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงแห่งเดียว
ในระยะสั้น มาตรการของฟิลิปปินส์กลับกระตุ้นให้ผู้นำเข้าข้าวเร่งซื้อสำรองล่วงหน้าในเดือนสิงหาคม ส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวเวียดนามปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวขาว 5% เพิ่มขึ้น 9 เหรียญสหรัฐต่อตัน อยู่ที่ 391 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในเอเชีย ขณะที่ราคาข้าวหอมปรับเพิ่มขึ้นอีก 10–15 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในระยะยาว ฟิลิปปินส์ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร มาตรการระงับการนำเข้าที่ประกาศใช้ในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการบริหารจัดการเชิงนโยบายระยะสั้น มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดข้าวฟิลิปปินส์และภูมิภาคโดยรวม
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศระงับการนำเข้าข้าวชั่วคราว ซึ่งสร้างแรงกระทบต่อห่วงโซ่การค้าข้าวในภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนามในฐานะผู้ส่งออกรายใหญ่ รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่มีคำสั่งซื้อค้างอยู่และเสี่ยงต่อการส่งมอบไม่ทันภายในกำหนดวันที่ 1 กันยายน 2568 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้กลับกลายเป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงด้านคุณภาพและเอกลักษณ์ สามารถเข้ามาทดแทนความต้องการในตลาดที่ขาดแคลน อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับคู่ค้า และขยายเครือข่ายการค้าไปยังตลาดศักยภาพสูง อาทิ แอฟริกาและตะวันออกกลาง ทั้งนี้ แม้ฟิลิปปินส์จะใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อปกป้องผลผลิตในประเทศ แต่ด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ฟิลิปปินส์ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งนับเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับไทย
ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพเชิงรุก ทั้งการรักษาและยกระดับภาพลักษณ์ข้าวไทย ผ่านการประชาสัมพันธ์ในเวทีนานาชาติ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และการจัดกิจกรรม เช่น งาน Thailand Rice Convention (TRC) สัญจร เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านแนวโน้มตลาดโลกสู่เกษตรกร ขณะเดียวกัน ตัวเลขการค้าสะท้อนศักยภาพตลาดฟิลิปปินส์อย่างชัดเจน โดยในปี 2567 ไทยส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์มูลค่า 333 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 58.69 จากปีก่อนหน้า และในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ไทยส่งออกปริมาณ 141,000 ตัน แม้คิดเป็นเพียงร้อยละ 3.78 ของการส่งออกทั้งหมด แต่ก็แสดงให้เห็นโอกาสในการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกด้านคุณภาพ ราคา การกระจายตลาด และการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างความยั่งยืนของการส่งออกข้าวไทยในอนาคต