
ที่มา : สำนักข่าว Bernama
ตลาดซื้อขายยางพาราในมาเลเซียหรือ Malaysian Rubber Exchange (MRE) เผชิญกับภาวะซบเซา ขณะที่ตลาดซื้อขายยางพาราล่วงหน้าในภูมิภาคอื่นๆ มีทิศทางที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายในครั้งนี้ มีสาเหตุจากการแข่งขันของไทย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังการผลิตเริ่มเข้าสู่ช่วง Peak Season (เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน) ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า จะมีปริมาณยางพาราธรรมชาติจากไทยออกสู่ตลาดโลกเป็นจำนวนมาก และส่งผลต่อราคายางพาราในมาเลเซียที่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นได้ยากในระยะนี้
นอกจากนี้ ตลาดมาเลเซียยังเผชิญความท้าทายเพิ่มเติมจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน
ซึ่งเป็นตลาดผู้ซื้อสินค้ายางพารารายใหญ่ของมาเลเซีย โดยคาดว่า อุตสาหกรรมการผลิตและการบริโภคของจีนอาจจะฟื้นตัวช้า และส่งผลให้ความต้องการสั่งซื้อยางพาราชะลอตัวตามด้วย ประกอบกับค่าเงินริงกิตที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จึงยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกและส่งผลกระทบต่อราคาซื้อขาย
ทั้งนี้ ราคายางพาราในมาเลเซียปิดการซื้อขายเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.00 น.
โดยราคายางแท่งมาตรฐานของมาเลเซีย (SMR 20) ปรับตัวลดลง 3 เซน (0.03 RM) ทำให้ราคาอยู่ที่ 897.5 เซนต่อกิโลกรัม (8.975 RM/kg) ขณะที่ราคาน้ำยางข้น ปรับลดลง 1.5 เซน (0.015 RM) ปิดตลาดที่ 727
เซนต่อกิโลกรัม (7.27 RM/kg)
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยางพารายังคงมีปัจจัยช่วยพยุงราคาไม่ให้ลดลงมาก เช่น ราคาน้ำมันดิบโลก
ที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์เพิ่มสูงขึ้นด้วย อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจึงยังต้องพึ่งพายางธรรมชาติควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ ภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.5 อาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนในภาพรวม
ความเห็น สคต.
ตลาดซื้อขายยางพาราของมาเลเซียต้องเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์ราคายางพาราที่ปรับตัวลดลง เนื่องจาก ความกังวลด้านปริมาณผลผลิตยางพาราที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดจำนวนมากและต่อเนื่อง ขณะที่
ความต้องการสั่งซื้อยางพาราจากมาเลเซียมีแนวโน้มที่อาจชะลอลง เนื่องจากจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่มีภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับค่าเงินริงกิตแข็งค่าขึ้น
ดังนั้น ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนทั้งด้านราคาและปริมาณ ผู้ส่งออกรวมถึงไทย ควรพิจารณาให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง และการแสวงหาตลาดใหม่ที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมกำลังเติบโต เช่น อินเดีย หรือกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องควรมุ่งยกระดับสินค้าผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา การผลิตสินค้านวัตกรรมเฉพาะทาง เพื่อให้หลุดพ้นจากวงจรการแข่งขันด้านราคาสำหรับสินค้าวัตถุดิบ สร้างอำนาจต่อรอง และความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์