fb
ความมั่นคงของชาติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีอุตสาหกรรมที่เข็มแข็ง
โดย
Thanit
ลงเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2569 17:13
สคต. ณ กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) (TTC, Berlin (Germany))
3

“แนวทางการใช้งานสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) เป็นประโยชน์

ต่อทั้งการป้องกันประเทศ และภาคเศรษฐกิจ โดยทั้งสองภาคส่วนต้องร่วมมือกัน

อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนในเยอรมนี” โดย นาย Peter Leibinger

ระบอบประชาธิปไตยในสหภาพยุโรปกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก ไม่ว่าจะจากสงครามที่ประเทศรัสเซียบุกรุกรานยูเครน ซึ่งเป็นสงครามที่คุกคามพวกเราทุกคน รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกร้องสิ่งต่างๆ จากเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในฐานะพันธมิตรที่เป็นมิตรกัน ทั้งสองแรงกดดันนำไปสู่ข้อสรุปเดียวกัน นั่นก็คือ พวกเราชาวยุโรปต้องการความแข็งแกร่ง ความสามารถในการปกป้องพรมแดนและสังคมของเราอย่างมีประสิทธิภาพด้วยตนเอง พวกเราต้องเร่งทำทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งมันไม่ใช่หน้าที่เฉพาะกับนักการเมืองและประชาชนเท่านั้น แต่ภาคธุรกิจของเยอรมนีก็ต้องออกมาร่วมรับผิดชอบหน้าที่นี้ด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีตระหนักถึงความรับผิดชอบนี้เป็นอย่างดี และพร้อมที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) และความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมเพื่อนำมาเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศของเราร่วมกัน เมื่อเราสามารถนำทั้งสองสิ่งนี้ให้มาอยู่พร้อมกันได้เท่านั้น เราจึงจะมีศักยภาพ 3 ประการ คือ (1) ยับยั้งอำนาจที่เป็นศัตรู (2) ป้องกันภัยคุกคาม และ (3) เอาชนะวิกฤตได้  เราจึงจะสามารถสร้างความยืดหยุ่นที่จำเป็นได้ก็ต่อเมื่อ  มีอำนาจทางอุตสาหกรรมเท่านั้น เสรีภาพและความมั่นคงของเราขึ้นอยู่กับโรงงาน แผนกวิจัยและพัฒนา  ห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง และคลังสำรองสินค้าเชิงยุทธศาสตร์  ใครก็ตามที่สูญเสียรากฐานทางอุตสาหกรรมไป พวกเขาไม่เพียงแต่จะสูญเสียความเจริญรุ่งเรืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่พวกเขาจะสูญเสียความสามารถในการดำเนินการและปกป้องตนเอง ความมั่นคง และอธิปไตยอีกด้วย ท้ายที่สุดยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาจะสูญเสีย ซึ่งก็คือ เสรีภาพของพวกเขานั่นเอง เราชาวยุโรปต้องไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น เราจะต้องสามารถพัฒนาสินค้า ผลิตสินค้า และขยายกำลังการผลิตสินค้าที่สำคัญด้วยตนเองในยุโรปมากยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความปรารถนาและความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคธุรกิจการป้องกันประเทศ แม้ว่าเราจะแข็งแกร่งในด้านการวิจัยและนวัตกรรม แต่เราก็ยังอ่อนแอเกินไป ในด้านการผลิตสินค้าป้องกันประเทศเชิงอุตสาหกรรมแบบจำนวนมาก และในด้านความเร็วในการดำเนินการ เนื่องจากปริมาณการสั่งซื้อที่ยังน้อยเกินไป สินค้าป้องกันประเทศ และเทคโนโลยีสำคัญๆ อย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อำนาจด้านอวกาศ ระบบเซ็นเซอร์ โดรน และระบบสื่อสาร ต้องพร้อมใช้งานอย่างรวดเร็ว และในปริมาณมาก ทุกด้านเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคง และการป้องกันประเทศเพื่อรักษาความเป็นอิสระของเราไว้ เราต้องเป็นผู้นำในการผลิตสินค้าเหล่านี้ และเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ เราต้องการรากฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งนั่นเอง

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านนวัตกรรมจนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้า ในเวลาเดียวกันผลิตภัณฑ์นี้มีความแข็งแกร่งทนทาน ผลิตด้วยมาตรฐานสูง ด้วยความรวดเร็ว และปลอดภัย สิ่งที่กล่าวเหล่านี้คือ ความสามารถหลักของอุตสาหกรรมเยอรมัน เราต้องถ่ายทอดความสามารถหลักเหล่านี้ไปยังภาคธุรกิจการป้องกันประเทศผ่านแนวทางการใช้งานสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) และขยายความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมพลเรือนและภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น จากนั้นภาคอุตสาหกรรมพลเรือนก็จะสามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศได้อย่างรวดเร็ว ภาคอุตสาหกรรมพลเรือนเป็นผู้นำในหลายด้านที่จำเป็นต่อความยืดหยุ่นของอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ไม่ว่าจะในด้านวิศวกรรมเครื่องกล การวิจัยวัสดุ และเทคโนโลยีชีวภาพ  ทั้งนี้ จากมุมมองนโยบายความมั่นคง ใครก็ตามที่พิจารณาและจัดการภาคส่วนเหล่านี้แยกออกจากกันนั้น เท่ากับกำลังกระทำการอย่างไร้ประสิทธิภาพ  ยิ่งภาคอุตสาหกรรมของเรามีความหลากหลายมากเพียงใด ก็จะยิ่งสนับสนุนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น และจะทำให้ความยืดหยุ่นในการจัดการกับปัญหาของชาติ (national resilience) ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น  ประเทศในแถบสแกนดิเนเวียยึดมั่นในแนวทางที่เรียกว่า “การป้องกันแบบเบ็ดเสร็จ (Total Defence)” กับระบบด้านความมั่นคงของชาติ โดยมองว่า การป้องกันทางทหารและการป้องกันพลเรือนเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน  รัฐ เศรษฐกิจ และสังคมร่วมกันเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอกประเทศ เนื่องจากไม่มีบริษัทใดสามารถสร้างความมั่นคงได้เพียงลำพัง เช่นเดียวกับที่รัฐไม่สามารถบังคับให้เกิดความยืดหยุ่นในการจัดการกับปัญหาของชาติ (national resilience) ได้

นโยบายความมั่นคงของชาติต้องการภาคอุตสาหกรรม และภาคอุตสาหกรรมก็ต้องการนโยบายความมั่นคงเช่นกัน ความยืดหยุ่น (resilience) เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์นี้ เกิดจากระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศเยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบนิเวศดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยบริษัทขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทสตาร์ทอัพแบบครบวงจร นอกจากนี้ เยอรมนียังเสริมความยืดหยุ่น (resilience) ด้วยระบบการฝึกอบรม และการวิจัยที่ไม่ด้อยไปกว่าใครในระดับโลก ซึ่งการฝึกอบรมและการวิจัยครอบคลุมตั้งแต่โรงเรียนอาชีวศึกษาไปจนถึงสถาบันต่างๆ อย่างสถาบัน Max Planck[1] เพื่อใช้ระบบนิเวศนี้ในแง่การป้องกันแบบเบ็ดเสร็จ (Total Defence) และการใช้งานแนวทางการใช้งานสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual–Use Items: DUI) ให้เกิดประโยชน์ ภาครัฐจำเป็นต้องมีบทบาทใหม่ ก็คือ ในการทำงานภาครัฐต้องยึดความรวดเร็วเป็นหลัก เราต้องการอุปสงค์รูปแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันที่ยุติธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างรวดเร็วที่สุด เราต้องการการอนุมัติที่รวดเร็วขึ้น การคุ้มครองการลงทุนผ่านการรับประกัน คำสั่งซื้อระยะยาว การจัดลำดับความสำคัญที่ชัดเจน และความมั่นคงในการวางแผนผ่านกรอบข้อตกลงระยะยาว  เราต้องการกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ซับซ้อน มาตรฐานที่เรียบง่ายขึ้น และความเต็มใจที่จะรวมความต้องการของยุโรปเข้าด้วยกัน  การกระทำเช่นนี้เราจึงจะสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานในการผลิตที่สามารถรับมือ และส่งมอบสินค้าในยามที่เกิดวิกฤตได้ โดยวิกฤตการณ์ในปัจจุบันกำลังสอนเยอรมนีและยุโรปว่า ผู้ที่ไม่ลงมือทำ ก็จะถูกกระทำ เราสามารถลงมือทำและสร้างความมั่นคงได้ด้วยความพยายามของเราเอง เราควรยอมรับสิ่งนี้ให้เป็นภารกิจหลักของเราและละทิ้งวิธีคิดแบบสะดวกสบาย การจัดลำดับความสำคัญแบบหย่อนยาน ซึ่งขัดขวางไม่ให้เราสร้างความมั่นคงขึ้นได้ เพื่อชีวิตที่เสรีของเราทุกคน ภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีพร้อมที่จะร่วมมือกับผู้นำทางการเมืองเพื่อนำแนวการป้องกันแบบเบ็ดเสร็จ (Total Defence) ให้เป็นจริง

ผู้เขียน : นาย Peter Leibinger ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมเยอรมนี (BDI - Bundesverband der Deutschen Industrie) 

(แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนกุมภาพันธ์ 2569)
 


[1] สมาคมมัคส์ พลังค์ (อังกฤษ: Max Planck Society) หรือชื่อเต็มคือ สมาคมมัคส์ พลังค์ เพื่อความก้าวหน้าแห่งศาสตร์ (เยอรมัน: Max-Planck-Gesellschaft zur Förderung der Wissenschaften e. V.) หรือโดยย่อว่า MPG เป็นองค์กรวิจัยอิสระไม่แสวงกำไรของเยอรมนี ได้รับทุนจากรัฐบาลสหพันธ์และรัฐบาลรัฐ

4th Weekly News from Germany_ 26 FEB 2026-1.pdf
Share :
Instagram