
เวียดนามเปิดตัวโครงการรถไฟความเร็วสูงสายฮานอย - กว๋างนิญ มูลค่ากว่า 147,000 ล้านด่ง

ในวันที่ 12 เมษายน 2569 ณ จังหวัดกว๋างนิงห์ (Quang Ninh) นาย เล มินห์ ฮึง นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีเริ่มก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางฮานอย –กว๋างนิญ ซึ่งถือเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมภูมิภาคโครงการแรกของเวียดนาม และเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมสมัยใหม่ของภาคเหนือ
โครงการดังกล่าวมีบริษัท VinSpeed ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Vingroup เป็นผู้ลงทุน โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 147,000 พันล้านด่ง (ประมาณ 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเวนคืนที่ดิน คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปลายปี 2571
เส้นทางรถไฟมีความยาว 120.2 กิโลเมตร ผ่าน 4 เมือง ได้แก่ ฮานอย (Ha Noi) บั๊กนิงห์ (Bac Ninh) ไฮฟอง (Hai Phong) และกว๋างนิญ (Quang Ninh) โดยออกแบบเป็นรถไฟรางคู่ ขนาดรางมาตรฐาน 1,435 มิลลิเมตร และใช้ระบบไฟฟ้าตลอดเส้นทาง ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนช่วงที่ผ่านกรุงฮานอยจะให้บริการที่ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเปิดให้บริการ คาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาเดินทางระหว่างฮานอยและกว๋างนิญเหลือเพียงประมาณ 23 นาที ซึ่งเร็วขึ้น 5–7 เท่าเมื่อเทียบกับปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของเส้นทางอยู่ที่สถานี โค๋โหลว (Cổ Loa) กรุงฮานอย และจุดสิ้นสุดอยู่ที่สถานี ฮาลอง (Hạ Long) กว๋างนิญ โดยเส้นทางจะผ่านสถานีเปลี่ยนถ่าย 3 แห่ง ได้แก่ สถานีญาบิ่ญ (Gia Bình) จังหวัดบั๊กนิญ สถานีนิงห์ซา (Ninh Xá) นครไฮฟอง และ สถานีเอียนตื่อ (Yên Tử) จังหวัดกว๋างนิญ พร้อมทั้งมีศูนย์ซ่อมบำรุง (depot) ตั้งอยู่ที่สถานีฮาลอง (Ha Long)
ตามข้อมูลจากผู้ลงทุน โครงการดังกล่าวจะใช้ขบวนรถไฟความเร็วสูงรุ่นใหม่ล่าสุด ควบคู่กับระบบข้อมูล สัญญาณ และอุปกรณ์ทางเทคนิคที่ทันสมัย ซึ่งจัดหาโดยบริษัท Siemens Mobility โดยบริษัทดังกล่าวยังให้คำมั่นว่าจะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ VinSpeed อย่างเป็นขั้นตอนในระหว่างการดำเนินงาน เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมรถไฟความเร็วสูงในเวียดนามต่อไป
ในพิธีวางศิลาฤกษ์ นาย Michael Peter ประธานเจ้าหน้าที่บริหารระดับโลกของ Siemens Mobility ระบุว่า บริษัทจะนำเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และทันสมัยที่สุด ซึ่งผ่านการพิสูจน์แล้วในระดับโลก มามอบให้แก่เวียดนาม พร้อมทั้งจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Vingroup ในด้านการประกอบ การบำรุงรักษา และ การถ่ายทอดเทคโนโลยี
นาย Bùi Văn Khắng ประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกว๋างนิญระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของภาคเศรษฐกิจเอกชนในสาขาสำคัญของประเทศ โดยจังหวัดกว๋างนิญให้คำมั่นว่าจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนักลงทุน เพื่อให้การเวนคืนที่ดิน การจัดสรรที่อยู่อาศัยใหม่ และเงื่อนไขต่างๆ สำหรับการดำเนินโครงการเป็นไปตามแผน
นาย Nguyễn Việt Quang รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Vingroup ระบุว่า เส้นทางฮานอย – กว๋างนิญ เป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงสายที่สองที่ VinSpeed ดำเนินการ ต่อจากโครงการเส้นทาง Bến Thành – Cần Giờ ในนครโฮจิมินห์ ซึ่งเริ่มก่อสร้างไปเมื่อปลายปี 2568 การดำเนินโครงการพร้อมกันทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ คาดว่าจะช่วยวางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมรถไฟความเร็วสูงและอุตสาหกรรมสนับสนุนในเวียดนาม
ในพิธีดังกล่าว นาย เล มินห์ ฮึง นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้นำและอดีตผู้นำของพรรค ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคท้องถิ่น ได้ร่วมประกอบพิธีเริ่มก่อสร้างโครงการ โดยแสดงความคาดหวังว่าโครงการจะแล้วเสร็จตามกำหนดเวลา และเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ใน การพัฒนาเขตเศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือ รวมถึงยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
(จาก https://vneconomy.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางฮานอย–กว๋างนิญถือเป็นก้าวสำคัญของเวียดนามในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนอย่าง Vingroup ที่สะท้อนแนวโน้มใหม่ของเศรษฐกิจเวียดนาม ซึ่งเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในโครงการยุทธศาสตร์ของประเทศ ความร่วมมือกับ Siemens Mobility จากเยอรมนี ยังเป็นจุดเด่นที่สำคัญ เพราะไม่เพียงแค่การนำเข้าเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ยังรวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ ซึ่งจะช่วยสร้างรากฐานให้เวียดนามสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟความเร็วสูงของตนเองในระยะยาว ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน นอกจากนี้ การดำเนินโครงการพร้อมกันทั้งภาคเหนือและภาคใต้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระดับประเทศ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค การท่องเที่ยว และการดึงดูดการลงทุน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ เช่น การเวนคืนที่ดิน การจัดสรรงบประมาณ และการควบคุมระยะเวลาให้เป็นไปตามแผน หากสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ที่สำคัญของเศรษฐกิจเวียดนามในอนาคตได้อย่างแท้จริง