fb
ศุลกากรสหรัฐฯ เสนอคุมเข้มการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ

ศุลกากรสหรัฐฯ เสนอคุมเข้มการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ

โดย
Worawut
ลงเมื่อ 10 ตุลาคม 2569 08:02
สคต. ณ เมืองไมอามี (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Miami (USA))
6

เนื้อหาสาระข่าว: เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2026 สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) เสนอปรับขั้นตอนนำเข้าสินค้ามูลค่าไม่เกิน 2,500 ดอลลาร์สหรัฐที่ใช้พิธีการศุลกากรแบบไม่เป็นทางการ โดยกำหนดให้ยื่นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ภายในหรือก่อนวันที่นำเข้า เพิ่มข้อมูลผู้รับปลายทาง และจัดทำระบบยื่นรายการใหม่สำหรับพัสดุไปรษณีย์ พร้อมกำหนดให้มีหลักประกันและเพิ่มอำนาจ CBP ในการเรียกให้ยื่นใบขนแบบเป็นทางการ หากไม่ยื่นรายการพัสดุไปรษณีย์ภายใน 15 วัน อาจถูกถือว่าสละสิทธิ์ต่อพัสดุนั้นๆ และส่งคืนหรือทำลายได้ CBP คาดว่าข้อเสนอจะช่วยตรวจสอบสินค้าและจัดเก็บอากรได้มีประสิทธิภาพขึ้น แต่ประเมินว่าต้นทุนภาคเอกชนในปีแรกจะสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้ส่งออกไทยที่จำหน่ายสินค้าออนไลน์หรือส่งพัสดุรายชิ้น ข้อเสนอนี้อาจเพิ่มค่าใช้จ่ายและภาระการจัดเตรียมข้อมูล จึงควรทบทวนขั้นตอนจัดส่งและประสานผู้นำเข้าหรือนายหน้าศุลกากร ทั้งนี้ ข้อเสนอยังไม่ใช่กฎที่มีผลบังคับใช้ และเปิดรับความเห็นถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2026 (คลิกตามลิ้งก์นี้ เพื่อดูรายละเอียดทั้งหมดอยู่ใน Federal Register ฉบับเต็ม ความยาว 32 หน้า)

สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลง (เปรียบเทียบก่อน–หลัง)

ประเด็นการพิจารณา

หลักเกณฑ์เดิม (ปัจจุบัน)

หลักเกณฑ์ใหม่ (ตามร่างกฎหมาย/ร่างระเบียบ)

กำหนดระยะเวลาการยื่นใบขนสินค้า (Entry Type 11)

ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่สินค้ามาถึงท่าที่นำเข้า

ก่อนหรือภายในวันที่นำเข้าสินค้า

วิธีการยื่นเอกสาร

รูปแบบเอกสารสิ่งพิมพ์ (กระดาษ) หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น (ผ่านระบบ EDI/ACE)

รายละเอียดข้อมูลสำหรับยื่นใบขนสินค้า (Entry Type 11)

ตามรูปแบบมาตรฐานที่กำหนด

ให้ระบุข้อมูลผู้รับมอบสินค้าปลายทางขั้นสุดท้าย (กรณีที่แตกต่างจากผู้รับตราส่ง)

การนำเข้าพัสดุไปรษณีย์

ใช้แบบฟอร์มเอกสาร IMD เป็นรายเดือน โดยจัดส่งผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

ให้ยื่นใบขนสินค้าประเภทที่ 13 (แบบฟอร์ม 3461 และ 7501) ก่อนหรือภายในวันที่นำเข้าสินค้า

รายละเอียดข้อมูลสำหรับยื่นใบขนสินค้า (Entry Type 13)

ใช้แบบฟอร์มเอกสาร IMD (ซึ่งมีข้อมูลจำกัด)

ใช้แบบฟอร์ม 3461 และ 7501 โดยต้องระบุรายละเอียดผู้จัดส่งสินค้า (Shipper/Sender) และหมายเลขติดตามพัสดุ (UPU S-10)

บัญชีสินค้าสำหรับเรือ/อากาศยาน (Manifest) ของผู้ขนส่ง

ระบุเพียงน้ำหนักของสินค้า

ต้องระบุหมายเลขติดตามพัสดุ (Tracking Number) ให้ตรงกันกับที่ระบุในใบขนสินค้า

การวางหลักประกัน (Customs Bond)

บังคับใช้เฉพาะบางกรณี

บังคับใช้สำหรับใบขนสินค้าประเภทที่ 11 และ 13 ในทุกกรณี

อัตราค่าปรับ/ค่าเสียหายขั้นต่ำ (Liquidated Damages)

คำนวณตามมูลค่าของสินค้า

1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตามมูลค่าของสินค้า (แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า)

ขีดจำกัดมูลค่าสินค้าตามพิกัดอัตราศุลกากร หมวดที่ 99 หมวดย่อยที่ III/IV

ไม่เกิน 250 ดอลลาร์สหรัฐ (หากเกินกำหนดต้องยื่นใบขนสินค้าแบบเต็มรูปแบบ หรือ Formal Entry)

ยกเลิกเพดาน 250 ดอลลาร์สหรัฐ และอนุญาตให้ยื่นใบขนสินค้าแบบย่อ (Informal Entry) ได้สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ

สิทธิในการยื่นใบขนสินค้า

เจ้าของสินค้า ผู้ซื้อ หรือตัวแทนออกของ

ผู้รับตราส่งที่มิใช่เจ้าของหรือผู้ซื้อสินค้า จะต้องแต่งตั้งตัวแทนออกของให้ทำหน้าที่เป็นผู้นำเข้าตามกฎหมาย (Importer of Record)

พัสดุไปรษณีย์ที่มิได้ยื่นใบขนสินค้า

ให้ถือเป็นสินค้าตกค้างเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน (ตามระเบียบการไปรษณีย์สหรัฐฯ)

ให้ถือว่าเป็นการสละสิทธิ์ในสินค้าโดยอัตโนมัติเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน ซึ่งอาจถูกนำไปทำลายหรือส่งคืนประเทศต้นทาง

บทวิเคราะห์

ความเป็นมา

สหรัฐฯ ระงับการยกเว้นอากรสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำ (De Minimis) แล้ว และกฎหมาย the One Big Beautiful Bill Act ซึ่งออกมาในวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 กำหนดให้การยกเว้นดังกล่าวสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2027 CBP จึงคาดว่าพัสดุจำนวนมากจะเข้าสู่กระบวนการนำเข้าแบบไม่เป็นทางการแทน โดยเห็นว่าข้อมูลที่ได้รับในปัจจุบันยังไม่เพียงพอหรือไม่ทันเวลาสำหรับตรวจสอบสินค้าและจัดเก็บอากร

CBP ระบุว่า ในช่วงเดือนกันยายน 2025 ถึงพฤษภาคม 2026 มีพัสดุทางไปรษณีย์เพียงร้อยละ 67 ที่ยื่นรายการนำเข้าอย่างเป็นทางการ ขณะที่ข้อมูลปีงบประมาณ 2024 พบว่าอัตราการตรวจยึดสินค้าจากพัสดุไปรษณีย์ที่ใช้สิทธิยกเว้นอากรสูงกว่ารายการนำเข้า ET11 จึงเสนอเพิ่มข้อมูลและยื่นรายการให้เร็วขึ้น เพื่อช่วยตรวจสอบสินค้าเสี่ยง ป้องกันการนำเข้าสิ่งของต้องห้าม และจัดเก็บอากรให้ครบถ้วน

ประเด็นที่ถูกนำเสนอให้มีการปรับแก้

  • รายการนำเข้าทั่วไปมูลค่าไม่เกิน 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ET11): ให้ยื่นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ภายในหรือก่อนวันที่นำเข้า และแจ้งชื่อกับที่อยู่ของผู้รับสินค้าปลายทาง หากเป็นคนละรายกับผู้รับที่ระบุในเอกสารนำเข้า

  • พัสดุทางไปรษณีย์ (ET13): จัดทำระบบยื่นรายการทางอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ โดยให้แจ้งข้อมูลผู้ส่งและหมายเลขติดตามพัสดุ ส่วนผู้ขนส่งต้องแจ้งหมายเลขติดตามดังกล่าวในบัญชีสินค้า

  • พัสดุที่ไม่ยื่นรายการ: หากไม่ยื่นรายการภายใน 15 วันนับจากวันที่นำเข้า จะถือว่าสละพัสดุ และอาจถูกส่งคืนหรือทำลายตามขั้นตอนของไปรษณีย์สหรัฐฯ

  • หลักประกันและความรับผิด: กำหนดให้รายการ ET11 และ ET13 ที่เข้าเกณฑ์มีหลักประกันก่อนปล่อยสินค้า หากผิดเงื่อนไขหลักประกัน ค่าเสียหายจะไม่น้อยกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมูลค่าสินค้า แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า ทั้งนี้ สินค้าต้องห้ามหรือสินค้าควบคุมบางประเภทอาจมีค่าเสียหายสูงขึ้น

  • ข้อกำหนดอื่น: หากผู้รับสินค้าไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ซื้อ อาจต้องแต่งตั้งนายหน้าศุลกากรที่ได้รับใบอนุญาต และ CBP เสนอเพิ่มอำนาจเรียกให้สินค้ามูลค่าต่ำบางประเภทเข้าสู่พิธีการนำเข้าแบบเป็นทางการ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและนัยต่อผู้ส่งออกไทย
(หมายเหตุ – เป็นเพียงประมาณการของ CBP ภายใต้สมมติฐานของข้อเสนอ ซึ่งยังไม่ใช่กฎที่มีผลบังคับใช้)

  • ต้นทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น: CBP ประเมินว่าตลอด พ.ศ. 2569–2578 ข้อเสนอจะก่อให้เกิดต้นทุนสุทธิซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันประมาณ 9.30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อใช้อัตราคิดลดร้อยละ 3 หรือ 7.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อใช้อัตราคิดลดร้อยละ 7 ส่วนต้นทุนใน พ.ศ. 2570 ซึ่งเป็นปีแรกตามสมมติฐานของ CBP อยู่ที่ประมาณ 1.864 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นภาระของ CBP 688.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปรษณีย์สหรัฐฯ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผู้นำเข้าและผู้ส่ง 1,155.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และผู้ขนส่ง 18.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • ผู้ส่งออกที่จัดส่งพัสดุรายชิ้นอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม: CBP ประเมินว่าค่านายหน้าสำหรับพัสดุไปรษณีย์อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อชิ้น และการกำหนดหลักประกันสำหรับรายการ ET11 ที่เดิมไม่มีหลักประกันจะมีต้นทุนประมาณ 9.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ณ ปริมาณฐานที่ใช้คำนวณ หรือประมาณ 9.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน พ.ศ. 2570 ผู้ส่งออกไทยอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน หรืออาจมีการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ซื้อ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมอยู่ในประมาณการต้นทุนข้างต้นแล้ว

  • การตรวจสอบและจัดเก็บอากรอาจเข้มงวดขึ้น: CBP คาดว่ารายได้อากรจากพัสดุไปรษณีย์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 51.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน พ.ศ. 2570 โดยตั้งสมมติฐานว่าสัดส่วนพัสดุที่ยื่นรายการจะเพิ่มจากร้อยละ 67.02 เป็นร้อยละ 100 สำหรับข้อมูลปีงบประมาณ 2567 พัสดุไปรษณีย์ที่ได้รับยกเว้นอากรถูกตรวจยึดรวม 558.9 ครั้งต่อหนึ่งล้านรายการ เทียบกับ ET11 จำนวน 84.3 ครั้ง หรือประมาณ 6.6 เท่า เฉพาะยาเสพติดมีอัตราตรวจยึด 277.8 ครั้งต่อหนึ่งล้านรายการ เทียบกับ ET11 จำนวน 15.8 ครั้ง หรือประมาณ 17.6 เท่า ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลย้อนหลังที่ CBP ใช้ประกอบเหตุผลในการเพิ่มการตรวจสอบ มิใช่การคาดการณ์อัตราการตรวจยึดในอนาคต

  • ความพร้อมด้านข้อมูลจะมีผลต่อการส่งมอบ: ผู้ส่งออกที่จัดเตรียมข้อมูลสินค้า ผู้ส่ง ผู้รับปลายทาง และหมายเลขติดตามให้ครบถ้วนก่อนสินค้าถึงสหรัฐฯ จะพร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดมากกว่า หากยื่นข้อมูลไม่ครบ ไม่ทันกำหนด หรือข้อมูลไม่ตรงกัน พัสดุอาจล่าช้า ไม่ได้รับการปล่อย หรือถูกส่งกลับหรือทำลายได้

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: ผู้ส่งออกควรตรวจสอบรูปแบบการขายและการจัดส่งแต่ละช่องทางก่อนว่าเข้าข่ายการยื่นรายการนำเข้าแบบไม่เป็นทางการหรือไม่ โดยพิจารณามูลค่าและวิธีขนส่ง จากนั้นควรประสานผู้นำเข้า นายหน้าศุลกากร แพลตฟอร์ม และผู้ขนส่งให้ชัดเจนว่าใครรับผิดชอบการยื่นรายการและการจัดหาหลักประกัน พร้อมเตรียมข้อมูลผู้ส่ง ผู้ผลิต รายละเอียดสินค้า ผู้รับปลายทาง และหมายเลขติดตามให้ครบถ้วนและตรงกัน ผู้ส่งออกควรประเมินด้วยว่าค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่อาจเพิ่มขึ้นจะกระทบราคาขาย ระยะเวลาจัดส่ง และเงื่อนไขการขายอย่างไร โดยเฉพาะกรณีส่งสินค้าโดยตรงถึงผู้บริโภคในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็น รายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงก่อนประกาศเป็นกฎฉบับสุดท้าย โดย CBP กำหนดวันสุดท้ายในการส่งความเห็นไว้ที่ 7 ธันวาคม 2569  ก่อนเผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์หรือปรับแผนการส่งออก ผู้ส่งออกควรหารือกับผู้นำเข้าหรือนายหน้าศุลกากรในสหรัฐฯ เพื่อยืนยันว่าการนำเข้าสินค้าของตนใช้ขั้นตอนใด และติดตามข้อกำหนดฉบับสุดท้ายกับวันที่เริ่มมีผลบังคับใช้

รายการดังต่อไปนี้ เป็นเพียงคำแนะนำเพื่อให้ผู้ส่งออกเตรียมความพร้อมไว้ก่อน ซึ่งแม้จะสอดคล้องกับข้อกำหนดที่ CBP เสนอไว้ในครั้งนี้ ก็ยังอาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปได้อีก ก่อนที่จะประกาศเป็นกฎระเบียบฉบับสุดท้ายที่ต้องปฏิบัติและบังคับใช้จริง

  • ตรวจสอบช่องทางจัดส่ง มูลค่าต่อรายการ และขั้นตอนนำเข้าที่คาดว่าจะใช้ โดยยืนยันกับผู้นำเข้าหรือนายหน้าศุลกากรในสหรัฐฯ

  • ตกลงให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ยื่นรายการ ผู้จัดหาหลักประกัน และผู้รับผิดชอบค่านายหน้าหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง

  • จัดเตรียมข้อมูลก่อนส่งสินค้า ได้แก่ ข้อมูลผู้ส่งและผู้ผลิต รายละเอียดและมูลค่าสินค้า ผู้รับปลายทางสุดท้าย และข้อมูลอื่นที่นายหน้าศุลกากรต้องใช้ หากส่งทางไปรษณีย์ ให้เตรียมหมายเลขติดตามพัสดุด้วย

  • ตรวจสอบว่าระบบงานของผู้ส่งออก แพลตฟอร์ม และผู้ขนส่งสามารถส่งข้อมูลให้นายหน้าศุลกากรได้ทันก่อนหรือภายในวันที่สินค้านำเข้า

  • ประเมินค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นและผลต่อราคาขาย ระยะเวลาจัดส่ง และเงื่อนไขการขาย

  • ติดตามกฎฉบับสุดท้ายและวันที่เริ่มบังคับใช้ รวมถึงพิจารณาส่งความเห็นต่อ CBP ภายในกำหนด หากข้อเสนอส่งผลต่อธุรกิจ

*********************************************************

ที่มา: Federal Register
เรื่อง: “91 FR 64532 - Low-Value Shipments”
โดย: US Customs & Border Protection, Department of Homeland Security
สคต. ไมอามี /วันที่ 8 ตุลาคม 2569

Share :
Instagram