
เนื้อข่าว
ผู้ประกอบการค้าทองคำรายใหญ่ของเวียดนามจำนวน 6 ราย ได้เร่งทบทวนและแก้ไขข้อบกพร่องที่ตรวจพบจากผลการตรวจสอบของสำนักงานตรวจราชการรัฐบาลเวียดนาม (Government Inspectorate: GI) พร้อมยกระดับระบบกำกับดูแลกิจการ และมาตรการด้านความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ ภายหลังสำนักงานตรวจราชการรัฐบาลเวียดนามเผยแพร่รายงานสรุปผลการตรวจสอบ (Inspection Conclusion Report) การปฏิบัติตามนโยบายและกฎหมายในภาคธุรกิจค้าทองคำ ซึ่งพบข้อบกพร่องและประเด็นที่อาจเข้าข่ายการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในหลายด้าน ทั้งการประกอบธุรกิจค้าทองคำ การปฏิบัติตามพันธกรณีด้านภาษี การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการประกอบกิจกรรมทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

โดยผู้ประกอบการทั้ง 6 ราย ได้แก่ บริษัท Bảo Tín Mạnh Hải Joint Stock Company บริษัท Bảo Tín Mạnh Hải Gold and Silver Jewelry Joint Stock Company บริษัท Mi Hồng Co., Ltd. บริษัท Saigon Gold and Silver Jewelry Co., Ltd. (SJC) บริษัท Phú Nhuận Gold and Silver Jewelry Joint Stock Company (PNJ) และบริษัท DOJI Gold and Silver Jewelry Group Joint Stock Company
จากผลการตรวจสอบดังกล่าว สำนักงานตรวจราชการรัฐบาลเวียดนามพบธุรกรรมทองคำที่มีลักษณะผิดปกติและอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยได้ส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลจำนวน 7 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำดิบ (Raw Gold) มูลค่ารวมมากกว่า 2 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 75.75 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้แก่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะเวียดนามเพื่อพิจารณาตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากธุรกรรมดังกล่าวมีลักษณะที่อาจเกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนข้อกำหนดด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยเฉพาะกรณีที่ทองคำมีแหล่งที่มาไม่ชัดเจนหรือไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ประกอบกับปริมาณการซื้อขายมีมูลค่าสูงอย่างผิดปกติและไม่สอดคล้องกับระดับรายได้ของผู้ขาย นอกจากนี้ สำนักงานตรวจราชการรัฐบาลเวียดนามยังพบข้อบกพร่องในกลไกการบริหารจัดการตลาดทองคำ ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดภาวะอุปทานทองคำไม่เพียงพอ ความแตกต่างของราคาทองคำ การกักตุนทองคำ การเก็งกำไรและการบิดเบือนราคา ตลอดจนธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ อันก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความโปร่งใสและเสถียรภาพของตลาด รวมทั้งเพิ่มข้อกังวลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ในส่วนของโครงสร้างอุปทานทองคำ สำนักงานตรวจราชการรัฐบาลเวียดนามระบุว่า ในช่วงปี 2566–2568 ธนาคารแห่งชาติเวียดนาม (State Bank of Vietnam: SBV) มิได้ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ผลิตเครื่องประดับทองคำและทองคำเพื่อวัตถุประสงค์ด้านศิลปกรรม (Jewellery and Fine-Art Gold Manufacturers) สำหรับการนำเข้าทองคำดิบ ส่งผลให้การเพิ่มปริมาณทองคำเข้าสู่ตลาดมีข้อจำกัดและอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะอุปทานไม่เพียงพอ ดังนั้น สำนักงานตรวจราชการรัฐบาลเวียดนามระบุจึงเสนอแนะให้ธนาคารแห่งชาติเวียดนามพิจารณาอนุญาตแก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ในการนำเข้าทองคำดิบและผลิตทองคำแท่ง โดยพิจารณาประกอบกับภาวะเศรษฐกิจมหภาคและเป้าหมายของนโยบายการเงิน เพื่อเพิ่มอุปทานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด บรรเทาปัญหาการขาดแคลนทองคำ และลดความเสี่ยงจากการจัดหาทองคำที่ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ขณะเดียวกัน ควรส่งเสริมการผลิตและการค้าทองรูปพรรณและทองคำเพื่อวัตถุประสงค์ด้านศิลปกรรม โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอต่อภาคการผลิต รวมถึงสนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านอุปทานแล้ว สำนักงานตรวจราชการรัฐบาลเวียดนามเสนอให้นายกรัฐมนตรีเวียดนามสั่งการให้ธนาคารแห่งชาติเวียดนามพัฒนากลไกการกำกับดูแลตลาดทองคำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อควบคุมการเก็งกำไรและป้องกันการบิดเบือนราคา ตลอดจนปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สามารถตรวจสอบ ป้องกัน และดำเนินการกับพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิผล ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวควรสอดคล้องกับ แผนงานการจัดตั้งตลาดซื้อขายทองคำ (Roadmap for Establishing a Gold Exchange) โดยธนาคารแห่งชาติเวียดนามควรประสานงานกับกระทรวงการคลังเวียดนามเพื่อจัดทำและเสนอกรอบระยะเวลาสำหรับการจัดตั้งตลาดซื้อขายทองคำตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี
การจัดตั้งตลาดซื้อขายทองคำดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสของตลาด รวมทั้งสร้างกลไกที่สามารถสะท้อนและบริหารจัดการปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทาน ตลอดจนปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อราคาทองคำแท่งได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลและเครื่องมือในการกำหนดมาตรการที่เหมาะสมต่อการรักษาเสถียรภาพของตลาดทองคำในระยะต่อไป ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล การป้องกันธุรกรรมที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 สำนักงานตรวจราชการรัฐบาลเวียดนาม (Government Inspectorate: GI) ได้ออกประกาศเลขที่ 2777/TB-TTCP (Notice No. 2777/TB-TTCP) เกี่ยวกับผลการตรวจสอบตามบทสรุปผลการตรวจสอบเลขที่ 243/KL-TTCP (Inspection Conclusion No. 243/KL-TTCP) ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 กรณีการปฏิบัติตามนโยบายและกฎหมายด้านธุรกิจทองคำ โดยครอบคลุมผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ Bảo Tín Mạnh Hải, Mi Hồng, SJC, PNJ และ DOJI ซึ่งพบข้อบกพร่องและประเด็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องในหลายด้าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการทองคำจำนวน 6 รายเร่งทบทวนและแก้ไขการดำเนินงาน พร้อมยกระดับระบบกำกับดูแลกิจการ การควบคุมภายใน และความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างตลาดทองคำเวียดนาม เนื่องจากข้อมูลของ กระทรวงการคลังเวียดนาม และธนาคารแห่งชาติเวียดนาม (State Bank of Vietnam: SBV) ระบุว่า ณ เดือนกันยายน 2568 มีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทองคำทั่วประเทศจำนวน 14,612 ราย สะท้อนว่าการปรับปรุงกลไกกำกับดูแลและมาตรฐานการปฏิบัติตามกฎหมายจะมีผลต่อผู้ประกอบการ ห่วงโซ่อุปทาน และกลไกการค้าทองคำในวงกว้าง
ที่ผ่านมาธนาคารแห่งชาติเวียดนามและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการกำกับดูแลตลาดทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถซื้อขายทองคำแท่งได้เฉพาะกับผู้ประกอบการหรือสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาต ขณะเดียวกัน ทองคำแท่งได้ลดบทบาทลงอย่างมากในฐานะเครื่องมือในการชำระเงิน และสถาบันการเงินไม่ได้รับอนุญาตให้ระดมเงินฝากหรือให้สินเชื่อในรูปทองคำ มาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาทองคำที่อาจส่งผ่านเข้าสู่ระบบสินเชื่อ ตลอดจนสนับสนุนเสถียรภาพของตลาดเงินและตลาดปริวรรตเงินตรา อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบล่าสุดสะท้อนว่า กลไกกำกับดูแลที่มีอยู่ยังมีช่องว่างในด้านการบังคับใช้และการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบการ อาทิ Bảo Tín Mạnh Hải รับเงินมัดจำจากลูกค้าสำหรับการซื้อทองคำแท่ง แต่ไม่ได้ส่งมอบทองคำในทันที ซึ่งไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขตามใบอนุญาตประกอบธุรกิจซื้อขายทองคำแท่ง ขณะที่ Mi Hồng ยังมิได้รายงานต่อธนาคารแห่งชาติเวียดนามเกี่ยวกับการยุติธุรกิจทองคำแท่งในบางสาขา และพบกรณีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผ่านเว็บไซต์ที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบยังครอบคลุมประเด็นด้านภาษี การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (Anti-Money Laundering: AML) และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) โดยสำนักงานตรวจราชการรัฐบาลเวียดนามพบธุรกรรมทองคำดิบ (Raw Gold) ของบุคคล 7 ราย มูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 75.75 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีลักษณะผิดปกติและอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงส่งข้อมูลให้กระทรวงความมั่นคงสาธารณะเวียดนามพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย กรณีดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นว่า การยกระดับประสิทธิภาพตลาดทองคำมิได้ขึ้นอยู่กับการออกกฎระเบียบเพิ่มเติมเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องเสริมสร้างการปฏิบัติตามกฎหมาย การตรวจสอบย้อนกลับของธุรกรรม การเปิดเผยข้อมูล และระบบบริหารความเสี่ยงภายในของผู้ประกอบการควบคู่กัน
ในด้านโครงสร้างตลาด ผลการตรวจสอบยังสะท้อนข้อจำกัดด้านอุปทานทองคำและวัตถุดิบภายในประเทศ โดยในช่วงปี 2566–2568 ธนาคารแห่งชาติเวียดนามยังมิได้ออกใบอนุญาตให้ผู้ผลิตทองคำเครื่องประดับและทองคำเพื่อศิลปกรรม (Jewellery and Fine-Art Gold Manufacturers) นำเข้าทองคำดิบโดยตรง ส่งผลให้การเพิ่มอุปทานวัตถุดิบเข้าสู่ภาคการผลิตมีข้อจำกัด และอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาทองคำในประเทศมีความแตกต่างจากราคาตลาดโลกในระดับสูง รวมถึงเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการด้านต้นทุนวัตถุดิบและความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ข้อจำกัดดังกล่าวอาจลดแรงจูงใจในการขยายกำลังการผลิตทองรูปพรรณและทองคำเพื่อศิลปกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงกับการส่งออก ดังนั้น ข้อเสนอของสำนักงานตรวจราชการรัฐบาลเวียดนามให้ธนาคารแห่งชาติเวียดนามพิจารณาอนุญาตแก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำเข้าทองคำดิบและผลิตทองคำแท่ง โดยพิจารณาประกอบกับภาวะเศรษฐกิจมหภาคและเป้าหมายของนโยบายการเงิน จึงมีนัยสำคัญต่อการเพิ่มอุปทานและสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทานในประเทศ ทั้งนี้ การเปิดช่องทางนำเข้าควรดำเนินควบคู่กับระบบตรวจสอบแหล่งที่มาและการตรวจสอบย้อนกลับของทองคำที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการนำทองคำจากแหล่งที่ไม่ชัดเจนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และยกระดับมาตรฐานการค้าทองคำให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากล ขณะเดียวกัน การปรับปรุงกลไกกำกับดูแลเพื่อควบคุมการเก็งกำไร การกักตุน และการบิดเบือนราคาจะช่วยลดความผันผวนและเสริมเสถียรภาพของตลาดในระยะต่อไป
ในเชิงนโยบาย สำนักงานตรวจราชการรัฐบาลเวียดนามยังเสนอให้ธนาคารแห่งชาติเวียดนามพัฒนากลไกการกำกับดูแลตลาดทองคำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถป้องกัน ตรวจสอบ และดำเนินการกับพฤติกรรมที่กระทบต่อเสถียรภาพของตลาดได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งประสานงานกับกระทรวงการคลังเวียดนามเพื่อจัดทำ Roadmap การจัดตั้งตลาดซื้อขายทองคำ (Gold Exchange) ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีเวียดนาม โดยตลาดดังกล่าวมีศักยภาพที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการตลาดที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการค้นหาราคา ทำให้มีข้อมูลอ้างอิงด้านราคาที่ชัดเจนมากขึ้น ตลอดจนช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตามข้อมูลด้านอุปสงค์ อุปทาน และธุรกรรมทองคำได้อย่างเป็นระบบ และเพิ่มเครื่องมือในการกำกับดูแลความเสี่ยงจากการเก็งกำไร การกักตุน และการบิดเบือนราคา อย่างไรก็ดี การจัดตั้ง Gold Exchange ควรดำเนินการควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบ การกำหนดมาตรฐานการซื้อขายและการเปิดเผยข้อมูล ระบบตรวจสอบธุรกรรม และมาตรการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ตลาดสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกกลางที่มีประสิทธิภาพและไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของตลาดเงินและตลาดปริวรรตเงินตรา
สำหรับภาคธุรกิจ การยกระดับการกำกับดูแลดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการทองคำมี ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบและต้นทุนการบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในระยะสั้น โดยเฉพาะการตรวจสอบแหล่งที่มาของทองคำ การจัดเก็บเอกสารและข้อมูลธุรกรรม การรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแล การเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขการซื้อขาย ตลอดจนการป้องกันและตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน อย่างไรก็ดี ในระยะกลางถึงระยะยาว การยกระดับมาตรฐานดังกล่าวจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความชัดเจน โปร่งใส และแข่งขันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะหากการเพิ่มอุปทานทองคำดิบและการจัดตั้งGold Exchange สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบจะช่วยลดข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมทองรูปพรรณและทองคำเพื่อศิลปกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มและศักยภาพด้านการส่งออก สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องกับเครื่องประดับ ทองรูปพรรณ วัตถุดิบ และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานตลาดทองคำ การปรับโครงสร้างดังกล่าวอาจเปิดโอกาสในการเข้าสู่ตลาดเวียดนามมากขึ้นในระยะต่อไป แต่ควรติดตามหลักเกณฑ์ด้านใบอนุญาต การนำเข้าวัตถุดิบ การตรวจสอบแหล่งที่มา มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และข้อกำหนดด้าน AML อย่างใกล้ชิด โดยสรุป การตรวจสอบของสำนักงานตรวจราชการรัฐบาลเวียดนามและมาตรการแก้ไขข้อบกพร่องของผู้ประกอบการสะท้อนทิศทางการปรับโครงสร้างตลาดทองคำเวียดนามจากการควบคุมเชิงปริมาณไปสู่การกำกับดูแลที่เน้น ความโปร่งใส การตรวจสอบย้อนกลับ การบริหารความเสี่ยง และประสิทธิภาพของกลไกตลาด หากสามารถดำเนินการเพิ่มอุปทานทองคำดิบ ควบคุมธุรกรรมที่มีความเสี่ยง ปรับปรุงกฎระเบียบ และพัฒนา Gold Exchange ควบคู่กันได้อย่างเหมาะสม จะช่วยลดความไม่สมดุลของตลาด เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน และวางรากฐานให้เวียดนามสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำเครื่องประดับและการค้าทองคำที่มีมาตรฐานและเชื่อมโยงกับตลาดระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืน
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การยกระดับการกำกับดูแลตลาดทองคำของเวียดนามจะส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องกับทองคำ เครื่องประดับ และวัตถุดิบมีต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และข้อกำหนดด้านการตรวจสอบแหล่งที่มา การเปิดเผยข้อมูล และการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินสูงขึ้น หากดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ขณะเดียวกัน การเพิ่มอุปทานทองคำดิบและการพัฒนากลไกตลาดอาจช่วยลดข้อจำกัดด้านวัตถุดิบและความไม่สมดุลของราคาในระยะกลาง–ยาว ซึ่งเอื้อต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมทองรูปพรรณและเครื่องประดับ
ผู้ประกอบการไทยควรติดตามการปรับปรุงกฎหมาย หลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตนำเข้าและผลิตทองคำ ตลอดจนแนวทางจัดตั้ง ตลาดซื้อขายทองคำ (Gold Exchange) ของเวียดนามอย่างใกล้ชิด และเตรียมยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ แหล่งที่มาของทองคำ ระบบบริหารความเสี่ยง การจัดเก็บข้อมูลธุรกรรม และการปฏิบัติตามข้อกำหนดการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้สอดคล้องกับมาตรฐานของเวียดนามและแนวปฏิบัติสากล สำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศไทย ควรให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานแหล่งวัตถุดิบและเอกสารรับรองเพื่อรองรับการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศที่มีข้อกำหนดด้านความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับเข้มงวดขึ้น
การปรับโครงสร้างตลาดทองคำเวียดนามอาจเปิดโอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยในกลุ่ม เครื่องประดับ ทองรูปพรรณ การออกแบบและผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่ม ตลอดจนวัตถุดิบและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะหากเวียดนามเปิดช่องทางนำเข้าทองคำดิบแก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และพัฒนา Gold Exchange ได้สำเร็จ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพด้านการค้นหาราคา และอาจเอื้อต่อการเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพ การออกแบบ มาตรฐานสินค้า ความน่าเชื่อถือของแหล่งวัตถุดิบ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว เพื่อใช้ประโยชน์จากการขยายตัวของตลาดเครื่องประดับและทองคำมูลค่าเพิ่มในเวียดนามอย่างยั่งยืน