fb
เวียดนามเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายด้านการค้า 4 ฉบับ มุ่งลดอุปสรรคทางกฎหมายและรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล

เวียดนามเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายด้านการค้า 4 ฉบับ มุ่งลดอุปสรรคทางกฎหมายและรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล

โดย
Tran
ลงเมื่อ 04 กันยายน 2569 11:29
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))

เนื้อข่าว 

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 คณะกรรมาธิการสามัญแห่งสภาแห่งชาติเวียดนาม (Standing Committee of the National Assembly) ได้พิจารณาและให้ความเห็นต่อร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายสำคัญด้านอุตสาหกรรมและการค้า จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการค้า กฎหมายว่าด้วยการแข่งขัน กฎหมายว่าด้วยการจัดการการค้าระหว่างประเทศ และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค  โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงกรอบกฎหมายให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและรูปแบบการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปขจัดข้อจำกัดและอุปสรรคทางกฎหมาย ปรับปรุงขั้นตอนและกลไกการให้บริการภาครัฐ ตลอดจนส่งเสริมการกระจายอำนาจและการมอบอำนาจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ 

image.png

 

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังมุ่งรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล และกระบวนการบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยนาย Truong Thanh Hoai รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เสนอร่างกฎหมายต่อสภาแห่งชาติ ระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดและปัญหาในทางปฏิบัติหลายประการ โดยเฉพาะการกำกับดูแลกิจกรรมทางธุรกิจรูปแบบใหม่ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล การจัดการการค้าระหว่างประเทศ และการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้มีความชัดเจน สอดคล้อง และสามารถรองรับสภาพเศรษฐกิจและรูปแบบการประกอบธุรกิจในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกฎหมายว่าด้วยการค้า (Law on Commerce) พบว่ามีความซ้ำซ้อนระหว่างบทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับการห้ามหรือการกำกับดูแลกิจกรรมทางธุรกิจกับกฎหมายว่าด้วยการลงทุน (Law on Investment) โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าและบริการที่ห้ามประกอบธุรกิจ สินค้าและบริการที่จำกัดการประกอบธุรกิจ และกิจกรรมทางธุรกิจที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข นอกจากนี้ กลไกการผูกขาดโดยรัฐยังมีรายละเอียดไม่ชัดเจน และบางประเด็นไม่สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่ง (Civil Code) และกฎหมายว่าด้วยการประมูลทรัพย์สิน (Law on Auctioning Assets) ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อจำกัดแก่ผู้ประกอบการในการจัดทำและปฏิบัติตามสัญญาทางการค้า ดังนั้น ร่างกฎหมายจึงเสนอให้ปรับปรุงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกลไกการผูกขาดโดยรัฐ โดยกำหนดให้ฐานอำนาจในการผูกขาดต้องมีที่มาจากกฎหมายเฉพาะด้าน และจัดทำบัญชีรายการกิจการหรือสินค้าและบริการที่อยู่ภายใต้การผูกขาดโดยรัฐให้มีความชัดเจนและเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมทั้งกำหนดหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำและปรับปรุงบัญชีดังกล่าว ตลอดจนวางกลไกป้องกันมิให้การผูกขาดโดยรัฐถูกบิดเบือนหรือเปลี่ยนสภาพเป็นการผูกขาดโดยวิสาหกิจ เว้นแต่เป็นกรณีที่หน่วยงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายมีคำสั่งหรือมอบหมายโดยชอบด้วยกฎหมาย

ในส่วนของกิจกรรมส่งเสริมการขายและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ควรมีการประเมินผลกระทบของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเพดานการส่งเสริมการขายและส่วนลดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ระบบคะแนนสะสม บัตรหรือคูปองส่วนลด ตลอดจนธุรกรรมข้ามพรมแดนอย่างรอบด้าน เพื่อให้หลักเกณฑ์สามารถรองรับรูปแบบธุรกิจดิจิทัลที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคเกินสมควรต่อการประกอบธุรกิจ ขณะเดียวกัน สำหรับงานแสดงสินค้าและนิทรรศการในต่างประเทศ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและการเงินเสนอให้กระจายอำนาจในการรับจดทะเบียนการเข้าร่วมงานดังกล่าวไปยังคณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัด (Provincial People’s Committees) ในพื้นที่ที่สถานประกอบการมีสำนักงานใหญ่หรือสาขาตั้งอยู่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและลดภาระในการติดต่อและดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ หากมีการยกเลิกระบบการตรวจสอบก่อนดำเนินการ (pre-inspection) สำหรับกิจกรรมการตรวจสอบทางการค้า ควรจัดให้มีกลไกการตรวจสอบภายหลัง (post-inspection) ที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอ เพื่อรักษาประสิทธิผลของการกำกับดูแลและป้องกันการฝ่าฝืนกฎหมาย

สำหรับกฎหมายว่าด้วยการแข่งขัน (Law on Competition) กรอบกฎหมายในปัจจุบันยังมีช่องว่างในการกำกับดูแลการกระทำของบุคคลหรือองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง สนับสนุน ชักจูง หรือช่วยเหลือการกระทำที่เป็นการจำกัดการแข่งขัน (anti-competitive practices) ขณะที่รูปแบบการแข่งขันใหม่ซึ่งเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัลยังไม่ได้รับการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมและชัดเจน อีกทั้งกระบวนการดำเนินการต่อการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายการแข่งขันยังขาดความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทั่วไปว่าด้วยมาตรการกำกับและบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้น จึงควรปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับตลาดที่เกี่ยวข้อง อำนาจทางการตลาดที่มีนัยสำคัญ กลุ่มวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกัน และสถานะผู้มีอำนาจเหนือตลาด ให้มีความชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้จริง โดยเฉพาะการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ ควรมุ่งกำกับดูแลการกระทำที่ก่อให้เกิดหรือมีแนวโน้มก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือมีนัยสำคัญต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลที่แทรกแซงเสรีภาพในการประกอบธุรกิจเกินสมควร ทั้งนี้ หน่วยงานผู้พิจารณาทบทวนยังเห็นว่า ประเด็นสำคัญบางประการที่ระบุไว้ในรายงานเสนอร่างกฎหมายยังไม่ได้รับการกำหนดไว้โดยตรงในตัวกฎหมาย แต่ถูกมอบหมายให้กำหนดในกฎหมายลำดับรอง (subordinate legislation) จึงเสนอให้เพิ่มเติมหลักการและเหตุผลทางกฎหมายในตัวบทให้ชัดเจน รวมทั้งจัดทำกรอบนโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัลซึ่งดำเนินควบคู่กับรูปแบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ ควรประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการยกร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินการต่อการฝ่าฝืนกฎหมาย (Law on Handling Administrative Violations) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอายุความในการลงโทษการฝ่าฝืนกฎหมายการแข่งขันให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ในด้านการจัดการการค้าระหว่างประเทศ กฎหมายว่าด้วยการจัดการการค้าระหว่างประเทศ (Law on Foreign Trade Management) ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศกลับเข้ามาอีกครั้งภายหลังการส่งออก ตลอดจนการบริหารจัดการการค้าระหว่างประเทศในเขตศุลกากรแยกต่างหาก (separate customs zones) และกลไกการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าและการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศมากขึ้น โดยควรกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างกระทรวงที่รับผิดชอบด้านการค้า กระทรวงหรือหน่วยงานด้านศุลกากร และคณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัดให้ชัดเจน พร้อมจัดให้มีจุดประสานงานกลาง (single point of contact) สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ และพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางที่เป็นเอกภาพสำหรับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันความแตกต่างในการดำเนินงานระหว่างท้องถิ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร และความน่าเชื่อถือของสินค้าจากเวียดนามในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ควรทบทวนความสอดคล้องของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการนำเข้าชั่วคราวเพื่อส่งออกกลับ (temporary import for re-export) และการส่งออกชั่วคราวเพื่อนำกลับเข้ามา (temporary export for re-import) รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดทำบัญชีสินค้าที่ห้ามนำเข้าและส่งออกให้ชัดเจน ตลอดจนกำหนดสิทธิในการนำเข้าและส่งออกของวิสาหกิจที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI enterprises) ซึ่งดำเนินงานอยู่ในเขตศุลกากรแยกต่างหากให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (Customs Law)

สำหรับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค (Law on Consumer Rights Protection) ปัญหาสำคัญอยู่ที่ความเชื่อมโยงกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Law on Personal Data Protection) และกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Law on Electronic Transactions) รวมทั้งข้อจำกัดในการปรับโครงสร้างและลดขนาดหน่วยงานของรัฐ โดยควรปรับปรุงกลไกการคุ้มครองข้อมูลและสารสนเทศส่วนบุคคลให้มีความสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจนำอัลกอริทึม ส่วนติดต่อผู้ใช้งานออนไลน์ หรือวิธีการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคมาใช้ในลักษณะที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดหรือถูกชักนำให้ตัดสินใจโดยไม่เป็นไปตามเจตนาที่แท้จริง ทั้งนี้ ควรกำหนดหลักเกณฑ์เชิงปริมาณสำหรับถ้อยคำที่มีลักษณะกว้าง เช่น ผู้บริโภคจำนวนมาก (large number of consumers) และผลกระทบโดยตรงและในระยะยาว (direct, long-term impact) ที่ใช้ในสัญญามาตรฐาน รวมทั้งกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคกับกฎหมายว่าด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (Law on Real Estate Business) และกฎหมายว่าด้วยโทรคมนาคม (Telecommunications Law) ให้ชัดเจน นอกจากนี้ จำเป็นต้องประเมินขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ระดับตำบล ในการบังคับใช้กฎหมาย และพัฒนากลไกการตรวจสอบร่วมระหว่างหน่วยงานและการตรวจสอบข้ามจังหวัดเพื่อให้การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคมีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

โดยภาพรวม ร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง 4 ฉบับกำหนดมาตรการปรับปรุงกฎหมายในหลายด้าน ได้แก่ (1) กฎหมายว่าด้วยการค้าเสนอแก้ไขเพิ่มเติม 2 ประเด็น ยกเลิกบทบัญญัติ 3 กลุ่ม ยกเลิกขั้นตอนการดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐ 4 ขั้นตอน และยกเลิกเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจ 3 ประการ พร้อมทั้งกระจายอำนาจและมอบอำนาจใน 2 ด้าน (2) กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันเสนอแก้ไขเพิ่มเติม 5 กลุ่มประเด็น เพิ่มบทบัญญัติใหม่ 6 ประการ ยกเลิกบทบัญญัติที่ไม่เหมาะสม 2 ประการ และลดความซับซ้อนของขั้นตอนการดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐ 2 ขั้นตอน ส่วน (3) กฎหมายว่าด้วยการจัดการการค้าระหว่างประเทศเสนอแก้ไขเพิ่มเติม 6 ประเด็น เพิ่มบทบัญญัติใหม่ 1 ประการ ยกเลิกขั้นตอนการดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐ 2 ขั้นตอน ลดความซับซ้อนของขั้นตอนการดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐอีก 9 ขั้นตอน และกระจายอำนาจและมอบอำนาจใน 5 ด้าน ขณะที่ (4) กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเสนอแก้ไขเพิ่มเติม 1 ประเด็น ยกเลิกบทบัญญัติ 1 ประการ และกระจายอำนาจและมอบอำนาจใน 4 ด้าน ทั้งนี้ ร่างกฎหมายยังคงบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรรมการการแข่งขันแห่งชาติ (National Competition Commission) โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันมีลักษณะเป็นทั้งกฎหมายสารบัญญัติ (substantive law) และกฎหมายวิธีสบัญญัติ (procedural law) การกำหนดหน้าที่และอำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายไว้โดยตรงในกฎหมายจึงมีความจำเป็น และยังสอดคล้องกับแนวทางตามข้อสรุปหมายเลข 119-KL/TW ลงวันที่ 20 มกราคม 2568 ของกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรค (Politburo) มติหมายเลข 66-NQ/TW และเอกสารหมายเลข 435/TTg-TCCV ของนายกรัฐมนตรี ตลอดจนแนวทางตามมติหมายเลข 18-NQ/TW ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2560

ทั้งนี้ นาย Phan Van Mai ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและการเงินแห่งสภาแห่งชาติเวียดนาม (the National Assembly’s Economic and Finance Committee) ซึ่งนำเสนอรายงานผลการพิจารณาเบื้องต้น ได้ยืนยันถึงความจำเป็นในการแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนและการประกอบธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยความเห็นส่วนใหญ่เห็นชอบกับขอบเขตการแก้ไขกฎหมาย อย่างไรก็ดี ได้เสนอให้หน่วยงานผู้ยกร่างทบทวนความสอดคล้องของร่างกฎหมายกับพันธกรณีตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ (international treaties) อย่างรอบคอบ ประเมินทรัพยากรที่จำเป็นต่อการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเปลี่ยนผ่านจากระบบการตรวจสอบและอนุมัติก่อนดำเนินการไปสู่ระบบการตรวจสอบภายหลัง รวมทั้งประเมินผลและระบุปริมาณการลดขั้นตอนการดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานผู้มีอำนาจ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าควรกำหนดบทเฉพาะกาล (transitional provisions) อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอายุความในการลงโทษและขั้นตอนการดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่หรือเขตอำนาจของหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ระบบกฎหมายสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและเป็นเอกภาพ และป้องกันมิให้เกิดสุญญากาศทางกฎหมาย ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ภายหลังจากการปรับปรุงร่างกฎหมายและจัดทำกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะประกอบด้วยกฤษฎีกา (Decree) จำนวน 4 ฉบับ และหนังสือเวียน (Circular) จำนวน 3 ฉบับ รัฐบาลคาดว่าจะเสนอร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวต่อสภาแห่งชาติชุดที่ 16 (16th National Assembly) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นและให้ความเห็นชอบในการประชุมสมัยที่ 2 โดยกระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับความสอดคล้อง ความชัดเจน และความเป็นไปได้ในการบังคับใช้กฎหมาย ลดภาระและขั้นตอนการดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนสร้างกรอบกฎหมายที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล การค้าระหว่างประเทศ และรูปแบบการประกอบธุรกิจสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(แหล่งที่มา https://vneconomy.vn/ ฉบับวันที่ 27 สิงหาคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

การที่คณะกรรมาธิการสามัญแห่งสภาแห่งชาติเวียดนามเดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายสำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการค้า กฎหมายว่าด้วยการแข่งขัน กฎหมายว่าด้วยการจัดการการค้าระหว่างประเทศ  และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค สะท้อนทิศทางการปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายเศรษฐกิจของเวียดนามให้สอดคล้องกับพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจและรูปแบบการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการเชื่อมโยงกับตลาดระหว่างประเทศ การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการปรับปรุงบทบัญญัติที่มีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และเอื้อต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจมากขึ้น ควบคู่กับการกระจายอำนาจและการมอบอำนาจให้หน่วยงานระดับท้องถิ่น ตลอดจนการปรับปรุงการให้บริการภาครัฐ เพื่อลดต้นทุนด้านเวลาและภาระในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคธุรกิจ

ในด้านกฎหมายว่าด้วยการค้า การปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่อยู่ภายใต้การห้ามหรือข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจ รวมถึงกลไกการผูกขาดโดยรัฐ มีส่วนสำคัญต่อการลดความซ้ำซ้อนของกฎหมายและเพิ่มความแน่นอนในการดำเนินธุรกิจ หากสามารถกำหนดขอบเขตอำนาจ หน้าที่ และรายการกิจการหรือสินค้าและบริการที่อยู่ภายใต้การผูกขาดโดยรัฐได้อย่างชัดเจนและเปิดเผย จะช่วยลดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ และเพิ่มความโปร่งใสในการเข้าสู่ตลาด ขณะเดียวกัน การกระจายอำนาจด้านการจดทะเบียนเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและนิทรรศการในต่างประเทศไปยังคณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัด มีแนวโน้มช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การทบทวนหลักเกณฑ์ด้านการส่งเสริมการขายและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจดิจิทัล เช่น ส่วนลด คะแนนสะสม คูปอง และธุรกรรมข้ามพรมแดน จะช่วยลดข้อจำกัดต่อการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ อย่างไรก็ตาม หากมีการเปลี่ยนจากการตรวจสอบก่อนดำเนินการ (pre-inspection) ไปสู่การตรวจสอบภายหลัง (post-inspection) จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพและกลไกกำกับดูแลให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการฝ่าฝืนกฎหมายและรักษาความเชื่อมั่นของตลาด

สำหรับกฎหมายว่าด้วยการแข่งขัน การปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะบทบาทของแพลตฟอร์ม ตัวกลาง และผู้ที่สนับสนุนหรือเอื้อให้เกิดพฤติกรรมจำกัดการแข่งขัน จะช่วยให้กลไกการแข่งขันสามารถรองรับโครงสร้างตลาดรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับตลาดที่เกี่ยวข้อง อำนาจทางการตลาดที่มีนัยสำคัญ กลุ่มวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกัน และสถานะผู้มีอำนาจเหนือตลาดให้มีความชัดเจน จะช่วยสร้างความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมายและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนและนวัตกรรม อย่างไรก็ดี การกำกับดูแลควรมุ่งจัดการพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดหรือมีแนวโน้มก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้บริโภคและการแข่งขัน โดยหลีกเลี่ยงการแทรกแซงเสรีภาพในการประกอบธุรกิจเกินสมควร นอกจากนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์ด้านอายุความและการดำเนินการต่อการฝ่าฝืนกฎหมายให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้ระบบบังคับใช้กฎหมายมีมาตรฐานเดียวกันและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในการดำเนินคดี

 

ในส่วนของการค้าระหว่างประเทศ การปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการจัดการการค้าระหว่างประเทศมีความสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบนำเข้าและส่งออก โดยเฉพาะหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกชั่วคราว การบริหารจัดการในเขตศุลกากรแยกต่างหาก (separate customs zones) ตลอดจนการออกและการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง การกำหนดขอบเขตอำนาจระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงานด้านศุลกากร และคณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัดให้ชัดเจน พร้อมจัดให้มีจุดประสานงานกลาง (single point of contact) และฐานข้อมูลถิ่นกำเนิดสินค้าที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ จะช่วยลดความแตกต่างในการปฏิบัติระหว่างพื้นที่ ลดความเสี่ยงด้านเอกสาร และเพิ่มความแน่นอนในการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ส่งออกเวียดนามและวิสาหกิจต่างชาติที่ใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก ขณะเดียวกัน การแก้ไขกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยสร้างมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคในตลาดดิจิทัล โดยเฉพาะการกำกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล อัลกอริทึม และส่วนติดต่อผู้ใช้งานออนไลน์ ที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการอาจมีต้นทุนเพิ่มเติมในระยะเริ่มต้นจากการปรับระบบข้อมูลและการปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่

โดยภาพรวม การแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับสะท้อนความพยายามของเวียดนามในการปรับเปลี่ยนระบบกำกับดูแลเศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจสมัยใหม่มากขึ้น โดยมุ่งลดข้อจำกัดทางกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ และยกระดับความโปร่งใสของกฎระเบียบ ควบคู่กับการเสริมสร้างกลไกการแข่งขัน การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการคุ้มครองผู้บริโภค หากการปรับปรุงดังกล่าวสามารถนำไปบังคับใช้ได้อย่างเป็นเอกภาพทั้งในระดับส่วนกลางและระดับท้องถิ่น จะช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพิ่มความแน่นอนในการประกอบธุรกิจ และเสริมความสามารถในการแข่งขันของเวียดนามในระยะยาว สำหรับผู้ประกอบการไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยการลดข้อจำกัดและเพิ่มความคล่องตัวด้านการค้าและการลงทุนอาจเอื้อต่อการเข้าสู่ตลาดเวียดนามและการใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าในภูมิภาค ขณะที่มาตรฐานด้านการแข่งขัน การคุ้มครองข้อมูล และสิทธิผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเข้มแข็งขึ้น จะทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องยกระดับระบบกำกับดูแลภายในและการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับการขยายตัวของการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนามในระยะต่อไป

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การปรับปรุงกฎหมายเศรษฐกิจทั้ง 4 ฉบับของเวียดนามมีแนวโน้มส่งผลเชิงบวกต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศ โดยการลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบ การกระจายอำนาจสู่ระดับจังหวัด และการปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานกับภาครัฐ จะช่วยลดต้นทุนด้านเวลาและการปฏิบัติตามกฎระเบียบของผู้ประกอบการ รวมทั้งเพิ่มความแน่นอนในการเข้าสู่ตลาดและดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกหรือเข้าไปลงทุนในเวียดนามควรติดตามรายละเอียดของกฎหมายลำดับรองและแนวทางบังคับใช้ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ด้านการแข่งขัน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การคุ้มครองผู้บริโภค และการเปลี่ยนผ่านจากการตรวจสอบก่อนดำเนินการไปสู่การตรวจสอบภายหลัง เพื่อประเมินผลกระทบต่อต้นทุนและภาระการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ประกอบการไทยในประเทศ การปรับปรุงระบบการจัดการการค้าระหว่างประเทศของเวียดนาม โดยเฉพาะการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า การค้าชั่วคราว และการบริหารจัดการเขตศุลกากรแยกต่างหาก อาจเอื้อต่อการขยายการส่งออกและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ทั้งนี้ ควรเตรียมความพร้อมด้านเอกสารถิ่นกำเนิดสินค้า ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และข้อมูลด้านศุลกากรให้ถูกต้องและเป็นระบบ เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และลดความเสี่ยงจากการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่ครบถ้วนหรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ขณะเดียวกัน การขยายตัวของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการปรับกติกาการส่งเสริมการขายในเวียดนามเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ขยายตลาดผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนได้มากขึ้น

           สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจหรือมีแผนลงทุนในเวียดนาม ควรใช้โอกาสจากการปรับปรุงกฎหมายเพื่อทบทวนรูปแบบการเข้าสู่ตลาด โครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และระบบกำกับดูแลภายในให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการติดตามกฎหมายลำดับรอง การบริหารความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และการยกระดับระบบกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะธุรกิจดิจิทัล แพลตฟอร์ม การค้าปลีก การบริการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลผู้บริโภค นอกจากนี้ การกำหนดกติกาการแข่งขันที่ชัดเจนและการเพิ่มความโปร่งใสด้านการผูกขาดโดยรัฐอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดเวียดนามได้มากขึ้น ขณะที่การยกระดับมาตรฐานคุ้มครองผู้บริโภคและข้อมูลส่วนบุคคล แม้อาจเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานในระยะเริ่มต้น แต่จะเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานและสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการขยายการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับเวียดนามในระยะยาว

News 31 August - 4 September 2026 - VN amendments to 4 laws in the industry and trade sector-Edit.pdf
Share :
Instagram