
ทัศนคติของชาวญี่ปุ่นต่อสถาบันครอบครัว รวมถึงการแต่งงาน เปลี่ยนแปลงไปตามไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ และสถานการณ์ทางสังคม และเศรษฐกิจ โดยจำนวนการจดทะเบียนสมรสในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 อยู่ที่ 490,000 คู่ จาก 470,000 คู่ ในปีก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวหลังวิกฤติโควิด-19 อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับปี 2553 ซึ่งมีจำนวนกว่า 800,000 คู่ พบว่าลดลงถึงร้อยละ 40 ปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบกับธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการแต่งงาน ทั้งสินค้า (เช่น เครื่องประดับ ชุดแต่งงาน ฯลฯ) และธุรกิจบริการ (อาทิ บริษัทจับคู่ หรือ Marriage Consultation Agencies สถานที่จัดงาน และ Catering) ทั้งนี้ ธุรกิจจำนวนมากในอุตสาหกรรมดังกล่าวปิดตัวลงจากผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19
ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งการเป็นสังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดต่ำ สินค้า และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการแต่งงานยังมีโอกาสขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมยุคใหม่ อาทิ จัดงานแบบร่วมสมัยที่มีขนาดเล็กลง (Micro wedding) ขณะที่เน้นความพรีเมียม และความเฉพาะตัว (Premium and personalized)
ในปี 2567 ตลาดเครื่องประดับแต่งงานในญี่ปุ่นมีมูลค่า 221.7 พันล้านเยน ขยายตัวร้อยละ 11.8 จากปีก่อนหน้า สะท้อนการยังคงให้ความสำคัญกับเครื่องประดับในการเป็น “สัญลักษณ์แห่งความรัก” เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ปรับราคาสูงขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 30-50 ตามราคาทองคำ เพชร โลหะมีค่า ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าการตลาด ทั้งนี้ ราคาทองคำ และแพลตินั่มในรอบ 15 ปี ปรับขึ้นกว่า 5 เท่า และ 2.5 เท่าตามลำดับ โดยรูปแบบเครื่องประดับที่ได้รับความนิยม เน้นความคลาสสิค หรูหรา รูปทรงสวยงาม เปล่งประกาย ใช้ในโอกาสหลากหลาย มีความประณีตบรรจงสูง และมีความเฉพาะตัว เพื่อเป็นสื่อในการแสดงถึงความสัมพันธ์ที่มีความหมาย
คาดการณ์มูลค่าตลาดเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจการแต่งงานในญี่ปุ่นในปี 2568 ประมาณ 1.85 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 จากปีก่อนหน้า โดยเน้นช่องทางการตลาดแบบ Omnichannel เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้งนี้ ญี่ปุ่นผลิตอัญมณีได้เพียงชนิดเดียว คือ มุก (Cultured pearls) จึงพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเป็นหลัก
ที่มา : Yano Research Institute (https://www.yano.co.jp)