
ภาพรวมตลาด
ตลาดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Tech Products) ในสหรัฐอเมริกามีมูลค่า 3.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดว่าจะขยายตัวสู่ 7.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 โดยเติบโตเฉลี่ย
ร้อยละ 11.6 ต่อปี (CAGR 2026-2033)
การเติบโตของตลาดมีปัจจัยสำคัญจากแนวโน้มที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) ส่งผลให้มีการใช้จ่ายด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และ
ความสะดวกสบายของสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขนาดตลาดและการคาดการณ์การขยายตัว
อุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น เครื่องติดตามด้วยระบบ GPS เครื่องตรวจวัดสัญญาณสุขภาพ และเครื่องให้อาหารอัตโนมัติ กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีวิถีชีวิตเร่งรีบและต้องการดูแลสัตว์เลี้ยงจากระยะไกล นอกจากนี้ การใช้งานแอปพลิเคชันเชื่อมต่อ (Connected Apps) และโซลูชันด้าน AI สำหรับสัตว์เลี้ยง ยังช่วยให้เจ้าของสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพ พฤติกรรม และกิจกรรมของสัตว์เลี้ยงได้มากขึ้น การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของระบบอีคอมเมิร์ซและรายได้สุทธิส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นล้วนเป็นปัจจัยเร่งความต้องการสินค้าเทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง
การขยายตัวของอุตสาหกรรม Pet Tech ในสหรัฐฯ ยังได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของเมือง (Urbanization) และการลดขนาดของครอบครัวให้เล็กลง ซึ่งส่งผลให้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการดูแลสัตว์เลี้ยงจากระยะไกล ประกอบกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงมีความตระหนักรู้ด้านแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Veterinary Care) มากขึ้น จึงเกิดความต้องการเครื่องมือวินิจฉัยดิจิทัลและระบบเตือนภัยสุขภาพล่วงหน้า ในขณะเดียวกัน โมเดลธุรกิจบริการเทคโนโลยีสัตว์เลี้ยงแบบสมัครสมาชิก (Subscription-based)
ก็กำลังได้รับความนิยมเนื่องจากความคุ้มค่าและสะดวกสบายในระยะยาว
การลงทุนและการพัฒนานวัตกรรมของกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพในสหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งให้เกิด
การคิดค้นเทคโนโลยีขั้นสูง ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ปลอกคอสุนัขอัจฉริยะ Fi รุ่น Series 3 Plus ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI ผสานการทำงานร่วมกับระบบติดตาม GPS ตลอด 24 ชั่วโมง และการตรวจวัดดัชนีสุขภาพ
และพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เจ้าของสามารถตรวจสอบตำแหน่ง กิจกรรม และข้อมูลสุขภาพผ่าน
แอปพลิเคชันและ Apple Watch ได้อย่างราบรื่น โดยตัวอุปกรณ์มีความทนทาน กันน้ำ แบตเตอรี่ใช้งาน
ได้ยาวนานสูงสุดถึง 3 เดือน และให้บริการในรูปแบบระบบสมัครสมาชิกรายเดือน โดยรวมค่าอุปกรณ์ไว้ในแพ็คเกจบริการแล้ว

การวิเคราะห์ส่วนแบ่งการตลาดและโครงสร้างราคา
โครงสร้างการแข่งขันในตลาด Pet Tech ของสหรัฐฯ มีลักษณะกระจายตัว (Fragmented) โดยเป็น
การแข่งขันร่วมกันระหว่างแบรนด์ดูแลสัตว์เลี้ยงดั้งเดิม ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค และสตาร์ทอัพยุคดิจิทัล ในกลุ่มอุปกรณ์สวมใส่ แบรนด์อาทิ Tractive/Whistle, FitBark และ Garmin มีความโดดเด่นและ
มีอัตราการเข้าถึงตลาดสูง ขณะที่ PetSafe, Petlibro, Petcube และ Furbo เป็นผู้นำในหมวดหมู่อุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน การแข่งขันในตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยโมเดลระบบสมัครสมาชิก การบูรณาการข้อมูล
สุขภาพรวมกับระบบ GPS และความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี
(Tech-savvy) ทั้งในกลุ่มตลาดสินค้าพรีเมียมและระดับราคาปานกลาง
ทั้งนี้ แบรนด์ชั้นนำและแบรนด์เกิดใหม่ เช่น Petco Animal Supplies, Inc., Fi, Garmin และ Tractive/Whistle สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดผ่านการสร้างความจำจดในตัวแบรนด์ การจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม และการสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงรวมถึงสัตวแพทย์ บริษัทเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากการวิจัยและพัฒนา (R&D) ความสัมพันธ์อันดีกับร้านค้าปลีกและคลินิกสัตว์ รวมถึงการขยายระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อเพิ่มการจำหน่ายปลอกคออัจฉริยะ ระบบตรวจวัดกิจกรรม และแพลตฟอร์มดูแลสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจรให้สอดรับกับรสนิยมของผู้บริโภคชาวอเมริกัน

อุตสาหกรรมสินค้า Pet Tech ในสหรัฐฯ มีการแบ่งโครงสร้างราคาตามระดับความเข้มข้นของเทคโนโลยีและความคาดหวังของผู้บริโภคออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้:
ระดับพรีเมียม (ราคา 300 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป): ประกอบด้วยเครื่องตรวจวัดสุขภาพระบบ AI ห้องน้ำแมวอัจฉริยะ และระบบดูแลอัตโนมัติ เจาะกลุ่มเป้าหมายครัวเรือนที่มีรายได้สูงและชื่นชอบเทคโนโลยี
ขั้นสูง

ระดับปานกลาง (ราคา 120 - 300 ดอลลาร์สหรัฐ): ประกอบด้วยปลอกคอ GPS เครื่องให้อาหารอัจฉริยะ และกล้องโต้ตอบอัจฉริยะ มุ่งเน้นการผสมผสานความน่าเชื่อถือ ระบบแอปพลิเคชัน และ
ราคาที่เข้าถึงได้
ระดับเริ่มต้น (ราคา 60 - 120 ดอลลาร์สหรัฐ): มุ่งเน้นฟังก์ชันการใช้งานหลัก เช่น การให้อาหารระยะไกลและการติดตามพฤติกรรมพื้นฐาน เจาะกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วไปที่เริ่มทดลองใช้อุปกรณ์อัจฉริยะ
ระดับราคาประหยัด (ราคาต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐ): เป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เน้นความคุ้มค่าและปริมาณการขาย โดยมักทำหน้าที่เป็นสินค้าทดลองเพื่อดึงดูดผู้บริโภคเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีสัตว์เลี้ยงในขั้นต้น
ข้อมูลเชิงลึกรายผลิตภัณฑ์
กลุ่มอุปกรณ์สวมใส่และเครื่องติดตาม (Wearables & Trackers) เป็นผู้นำตลาดโดยครองส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 30 ในปี 2025 ความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยง การป้องกันการสูญหาย และการระบุตำแหน่งแบบเรียลไทม์ เป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ ประกอบกับความต้องการตรวจสอบสุขภาพและกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้งานปลอกคออัจฉริยะและเครื่องตรวจวัดความฟิตทางร่างกายเพิ่มมากขึ้น โดยมีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน แพลตฟอร์มคลาวด์ และบริการทางสัตวแพทย์เพื่อเพิ่มคุณประโยชน์การใช้งาน
ในส่วนของตลาดเครื่องให้อาหารอัจฉริยะ (Smart Feeders) คาดการณ์ว่าจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่รวดเร็วที่สุดที่ร้อยละ 11.6 ในช่วงปี 2026 ถึง 2033 โดยมีปัจจัยหนุนจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้ความต้องการระบบให้อาหารอัตโนมัติและระบบสั่งการระยะไกลเพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนความตระหนักรู้ด้านโภชนาการและการควบคุมปริมาณอาหารเพื่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง การตั้งเวลาผ่านแอปพลิเคชัน การติดตั้งกล้อง และระบบสั่งการด้วยเสียง ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและสร้างการมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ความไว้วางใจในระบบนิเวศบ้านอัจฉริยะ (Connected Home) ที่เพิ่มขึ้น ยังเป็นส่วนสนับสนุนให้เกิดการใช้งานอุปกรณ์ให้อาหารอัจฉริยะในวงกว้าง
ข้อมูลเชิงลึกแยกตามประเภทสัตว์เลี้ยง
สุนัขยังคงเป็นกลุ่มที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในอุตสาหกรรม Pet Tech ของสหรัฐฯ โดยมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 60.3 ในปี 2025 เนื่องจากอัตราการเลี้ยงสุนัขที่สูงและความผูกพันทางอารมณ์ที่แนบแน่นระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง โดยข้อมูลจากสมาคมสัตวแพทย์แห่งอเมริกา (AVMA) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ระบุว่า ครัวเรือนในสหรัฐฯ ประมาณร้อยละ 45 มีการเลี้ยงสุนัข ความต้องการด้านความปลอดภัย การฝึกฝน และการตรวจสอบสุขภาพเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการใช้ปลอกคออัจฉริยะ กล้อง และอุปกรณ์สวมใส่ อีกทั้งตารางการทำงานที่รัดตัวยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการใช้งานอุปกรณ์ดูแลและเฝ้าติดตามอัตโนมัติ
สำหรับกลุ่มแมว คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 11.4 ในช่วงปี 2026 ถึง 2033 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการเลี้ยงแมวในระบบปิด (Indoor) ที่เพิ่มขึ้น และความต้องการระบบดูแลภายในบ้านที่สะดวกสบาย ความต้องการห้องน้ำแมวอัจฉริยะ เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ และอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มครัวเรือนในเขตเมือง โดยเจ้าของแมวมุ่งเน้นไปที่สุขอนามัย การควบคุมกลิ่น และการตรวจพบปัญหาสุขภาพในระยะเริ่มต้น
ข้อมูลเชิงลึกช่องทางการจัดจำหน่าย
ยอดขายสินค้า Pet Tech ผ่านช่องทางออฟไลน์ (หน้าร้าน) ครองส่วนแบ่งรายได้ใหญ่ที่สุดที่ประมาณ
ร้อยละ 70.8 ในปี 2025 ปัจจัยหนุนเนื่องจากผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงพึงพอใจกับการได้ทดลองใช้งานจริงและการรับชมการสาธิตผลิตภัณฑ์ก่อนการตัดสินใจซื้อ โดยร้านค้าปลีกและร้านจำหน่ายสินค้าสัตว์เลี้ยงเฉพาะทางสามารถให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะ นอกจากนี้ การจัดโปรโมชันภายในร้าน การขายสินค้าแบบชุด (Bundling) และการลดราคาตามฤดูกาล เป็นปัจจัยกระตุ้นกลุ่มผู้ซื้อรายใหม่ รวมถึงการเข้าถึงบริการหลังการขายและการรับประกันโดยตรงจากหน้าร้านช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค
ในขณะที่ช่องทางออนไลน์ คาดการณ์ว่าจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่รวดเร็วที่สุดร้อยละ 12.7 ในช่วงปี 2026 ถึง 2033 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากความสะดวกสบาย ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และการตั้งราคาที่แข่งขันได้ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีการให้ข้อมูลรีวิวอย่างละเอียด วิดีโอแนะนำการใช้งาน และเครื่องมือเปรียบเทียบราคาซึ่งช่วยในการตัดสินใจซื้อ ตลอดจนบริการจัดส่งถึงหน้าบ้านและระบบการคืนสินค้าที่ง่ายดายช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า นอกจากนี้ การตลาดดิจิทัลแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายและการแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคล (Personalized Recommendations) ยังช่วยสร้างความตระหนักรู้และเพิ่มอัตราการใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับสัตว์เลี้ยง
สถานการณ์ล่าสุดและนวัตกรรมในอุตสาหกรรม
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมถึง IoT, AI และการใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน กำลังยกระดับฟังก์ชันการทำงานของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ในเดือนตุลาคม 2025 แบรนด์ Whisker (ภายใต้ Tractive) ได้เปิดตัวหุ่นยนต์ห้องน้ำแมวอัจฉริยะรุ่น "Litter-Robot 5 Pro" ซึ่งเป็นนวัตกรรมห้องน้ำแมวทำความสะอาดตัวเองรุ่นล่าสุด
มาพร้อมกับกล้องคู่ระบบ AI อัจฉริยะที่สามารถจำแนกอัตลักษณ์ของแมวแต่ละตัวและติดตามพฤติกรรมการขับถ่ายเพื่อวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมในเชิงลึก โดยผลิตภัณฑ์นี้จัดอยู่ในกลุ่มระดับพรีเมียมราคาประมาณ 899 ดอลลาร์สหรัฐ นำเสนอระบบอัตโนมัติขั้นสูงและการติดตามข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Whisker พร้อมตัวเลือกบริการระบบสมัครสมาชิกเพื่อเข้าถึงฟังก์ชันการทำงานเพิ่มเติม ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของรายได้สุทธิและความเต็มใจในการใช้จ่ายเพื่อการดูแลสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมเป็นปัจจัยเร่งการเติบโตของตลาดในภูมิภาคนี้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2025 บริษัท Tractive ได้เข้าซื้อกิจการแบรนด์ Whistle จาก Mars Petcare ซึ่งการควบรวมฐานลูกค้าและเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่เชื่อมต่อเครือข่ายของ Whistle เข้ามาอยู่ภายใต้ Tractive ในครั้งนี้ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายอิทธิพลของบริษัทในตลาดเทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยงระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม
บริษัทสำคัญในตลาด Pet Tech สหรัฐฯ
Garmin Ltd.
Tractive
PetSafe LLC
Petcube, Inc.
FitBark
PetPace LLC
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ตลาดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการผสานเทคโนโลยี AI และ IoT เข้ากับการดูแลสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กฎระเบียบและมาตรฐานการนำเข้าผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยงจากไทยมายังสหรัฐฯ
ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Tech) เช่น ปลอกคออัจฉริยะ เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ หรือน้ำพุแมวเชื่อมต่อ Wi-Fi จัดเป็นสินค้าที่มีลักษณะผสมผสานระหว่าง "อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์" และ "ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง" การนำเข้ามายังสหรัฐอเมริกาจึงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานรัฐบาลกลางหลายหน่วยงานอย่างเคร่งครัด ดังนี้
8.1 กฎระเบียบด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคลื่นความถี่ (FCC)
เนื่องจากสินค้า Pet Tech ส่วนใหญ่มีการเชื่อมต่อบลูทูธ (Bluetooth) ระบบเซลลูลาร์ หรือ Wi-Fi จึงตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารแห่งสหรัฐฯ (Federal Communications Commission - FCC)
การทดสอบและการรับรอง (FCC Certification/DoC): อุปกรณ์ที่มีการแผ่คลื่นความถี่วิทยุ (Intentional Radiators) ต้องผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองจาก FCC เพื่อยืนยันว่าระดับการปล่อยคลื่นความถี่ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานและไม่รบกวนสัญญาณอื่น
การติดฉลาก (Labeling): สินค้าต้องแสดงหมายเลขรหัส FCC ID บนตัวผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจน พร้อมข้อความเตือนมาตรฐานตามระเบียบ FCC Part 15
8.2 กฎระเบียบด้านความปลอดภัยและส่วนประกอบที่สัมผัสอาหาร (FDA)
ในกรณีที่เป็นสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการให้อาหารหรือน้ำ เช่น เครื่องให้อาหารอัจฉริยะ (Smart Feeders) หรือเครื่องให้น้ำแมวอัตโนมัติ จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (U.S. Food and Drug Administration - FDA)
Food Contact Substance (FCS): วัสดุของอุปกรณ์ในส่วนที่ต้องสัมผัสกับอาหารสัตว์หรือน้ำโดยตรง (เช่น ชามสแตนเลส ตัวถังพลาสติกกักเก็บอาหาร) ต้องเป็นวัสดุที่ปลอดภัย ไม่มีสารเคมีอันตรายตกค้างหรือปนเปื้อนสู่อาหาร (Food-Grade) และปราศจากสาร BPA (BPA-Free)
กฎระเบียบด้านสารเคมีเฉพาะรัฐ: นอกเหนือจาก FDA แล้ว หากนำเข้าสินค้าไปจำหน่ายในรัฐแคลิฟอร์เนีย จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย Proposition 65 โดยต้องไม่มีสารเคมีอันตราย เช่น ตะกั่ว หรือพทาเลท (Phthalates) เกินมาตรฐานในชิ้นส่วนพลาสติกหรือสายไฟ หากมีเกินต้องติดป้ายเตือนผู้บริโภค
8.3 มาตรฐานความปลอดภัยทั่วไปและการรับรอง
แม้ว่าหน่วยงานศุลกากร (CBP) จะไม่ได้บังคับใช้ใบรับรองเหล่านี้ในการนำเข้า แต่ ผู้นำเข้า บริษัทประกันภัยสินค้า และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ (เช่น Petco, PetSmart, Amazon) มักบังคับให้สินค้าต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลก่อนวางจำหน่าย
มาตรฐาน UL (Underwriters Laboratories) หรือ ETL: การรับรองความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะอุปกรณ์ Pet Tech ที่ต้องเสียบปลั๊กไฟทิ้งไว้ในบ้านตลอด 24 ชั่วโมง หรือใช้ Adaptor และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลัดวงจรและการเกิดอัคคีภัย
พิกัดอัตราศุลกากร HS Code
การนำเข้าต้องใช้การจำแนกพิกัดอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ (HTSUS) ตามฟังก์ชันหลักของตัวอุปกรณ์ ตัวอย่างเช่น:
เครื่องให้อาหาร/น้ำดื่มอัตโนมัติที่มีระบบกล้องหรือกลไกไฟฟ้า: โดยทั่วไปจัดเข้าพิกัด HTSUS 8479.89 (เครื่องจักรและเครื่องกลที่มีหน้าที่เฉพาะ)
อุปกรณ์สวมใส่และเครื่องติดตาม GPS: จัดเข้าพิกัด HTSUS 8517.62 (อุปกรณ์สำหรับรับ ส่ง หรือแปลงข้อมูล/เสียง/ภาพ)
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทย
ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าและบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ควรติดตามแนวโน้มการเติบโตของตลาด Pet Tech ในสหรัฐฯ ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยอาจพัฒนาสินค้าหรือบริการที่ผสานเทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์ติดตามสุขภาพ อาหารสัตว์อัจฉริยะ หรือแอปพลิเคชันดูแลสัตว์เลี้ยง รวมถึงเน้นการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างจุดขายด้านคุณภาพ ความสะดวก และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ในตลาดสหรัฐฯ
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
ข้อมูลอ้างอิง Grandview Research