fb
ตลาดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยงในสหรัฐอเมริกา
โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 10 กรกฎาคม 2569 11:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
3
  1. ภาพรวมตลาด

ตลาดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Tech Products) ในสหรัฐอเมริกามีมูลค่า 3.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดว่าจะขยายตัวสู่ 7.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 โดยเติบโตเฉลี่ย
ร้อยละ 11.6 ต่อปี (CAGR 2026-2033)

การเติบโตของตลาดมีปัจจัยสำคัญจากแนวโน้มที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) ส่งผลให้มีการใช้จ่ายด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และ
ความสะดวกสบายของสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  1. ขนาดตลาดและการคาดการณ์การขยายตัว

อุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น เครื่องติดตามด้วยระบบ GPS เครื่องตรวจวัดสัญญาณสุขภาพ และเครื่องให้อาหารอัตโนมัติ กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีวิถีชีวิตเร่งรีบและต้องการดูแลสัตว์เลี้ยงจากระยะไกล นอกจากนี้ การใช้งานแอปพลิเคชันเชื่อมต่อ (Connected Apps) และโซลูชันด้าน AI สำหรับสัตว์เลี้ยง ยังช่วยให้เจ้าของสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพ พฤติกรรม และกิจกรรมของสัตว์เลี้ยงได้มากขึ้น การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของระบบอีคอมเมิร์ซและรายได้สุทธิส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นล้วนเป็นปัจจัยเร่งความต้องการสินค้าเทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง

การขยายตัวของอุตสาหกรรม Pet Tech ในสหรัฐฯ ยังได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของเมือง (Urbanization) และการลดขนาดของครอบครัวให้เล็กลง ซึ่งส่งผลให้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการดูแลสัตว์เลี้ยงจากระยะไกล ประกอบกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงมีความตระหนักรู้ด้านแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Veterinary Care) มากขึ้น จึงเกิดความต้องการเครื่องมือวินิจฉัยดิจิทัลและระบบเตือนภัยสุขภาพล่วงหน้า ในขณะเดียวกัน โมเดลธุรกิจบริการเทคโนโลยีสัตว์เลี้ยงแบบสมัครสมาชิก (Subscription-based) 
ก็กำลังได้รับความนิยมเนื่องจากความคุ้มค่าและสะดวกสบายในระยะยาว

การลงทุนและการพัฒนานวัตกรรมของกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพในสหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งให้เกิด
การคิดค้นเทคโนโลยีขั้นสูง ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ปลอกคอสุนัขอัจฉริยะ Fi รุ่น Series 3 Plus ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI ผสานการทำงานร่วมกับระบบติดตาม GPS ตลอด 24 ชั่วโมง และการตรวจวัดดัชนีสุขภาพ
และพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เจ้าของสามารถตรวจสอบตำแหน่ง กิจกรรม และข้อมูลสุขภาพผ่าน
แอปพลิเคชันและ Apple Watch ได้อย่างราบรื่น โดยตัวอุปกรณ์มีความทนทาน กันน้ำ แบตเตอรี่ใช้งาน
ได้ยาวนานสูงสุดถึง เดือน และให้บริการในรูปแบบระบบสมัครสมาชิกรายเดือน โดยรวมค่าอุปกรณ์ไว้ในแพ็คเกจบริการแล้ว

 image.png image.png

  1. การวิเคราะห์ส่วนแบ่งการตลาดและโครงสร้างราคา

โครงสร้างการแข่งขันในตลาด Pet Tech ของสหรัฐฯ มีลักษณะกระจายตัว (Fragmented) โดยเป็น
การแข่งขันร่วมกันระหว่างแบรนด์ดูแลสัตว์เลี้ยงดั้งเดิม ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค และสตาร์ทอัพยุคดิจิทัล ในกลุ่มอุปกรณ์สวมใส่ แบรนด์อาทิ Tractive/Whistle, FitBark และ Garmin มีความโดดเด่นและ
มีอัตราการเข้าถึงตลาดสูง ขณะที่ PetSafe, Petlibro, Petcube และ Furbo เป็นผู้นำในหมวดหมู่อุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน การแข่งขันในตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยโมเดลระบบสมัครสมาชิก การบูรณาการข้อมูล
สุขภาพรวมกับระบบ GPS และความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี 
(Tech-savvy) ทั้งในกลุ่มตลาดสินค้าพรีเมียมและระดับราคาปานกลาง

ทั้งนี้ แบรนด์ชั้นนำและแบรนด์เกิดใหม่ เช่น Petco Animal Supplies, Inc., Fi, Garmin และ Tractive/Whistle สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดผ่านการสร้างความจำจดในตัวแบรนด์ การจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม และการสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงรวมถึงสัตวแพทย์ บริษัทเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากการวิจัยและพัฒนา (R&D) ความสัมพันธ์อันดีกับร้านค้าปลีกและคลินิกสัตว์ รวมถึงการขยายระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อเพิ่มการจำหน่ายปลอกคออัจฉริยะ ระบบตรวจวัดกิจกรรม และแพลตฟอร์มดูแลสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจรให้สอดรับกับรสนิยมของผู้บริโภคชาวอเมริกัน

image.png image.png

อุตสาหกรรมสินค้า Pet Tech ในสหรัฐฯ มีการแบ่งโครงสร้างราคาตามระดับความเข้มข้นของเทคโนโลยีและความคาดหวังของผู้บริโภคออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้:

  • ระดับพรีเมียม (ราคา 300 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป): ประกอบด้วยเครื่องตรวจวัดสุขภาพระบบ AI ห้องน้ำแมวอัจฉริยะ และระบบดูแลอัตโนมัติ เจาะกลุ่มเป้าหมายครัวเรือนที่มีรายได้สูงและชื่นชอบเทคโนโลยี
    ขั้นสูง

image.png image.png

  • ระดับปานกลาง (ราคา 120 - 300 ดอลลาร์สหรัฐ): ประกอบด้วยปลอกคอ GPS เครื่องให้อาหารอัจฉริยะ และกล้องโต้ตอบอัจฉริยะ มุ่งเน้นการผสมผสานความน่าเชื่อถือ ระบบแอปพลิเคชัน และ
    ราคาที่เข้าถึงได้

  • ระดับเริ่มต้น (ราคา 60 - 120 ดอลลาร์สหรัฐ): มุ่งเน้นฟังก์ชันการใช้งานหลัก เช่น การให้อาหารระยะไกลและการติดตามพฤติกรรมพื้นฐาน เจาะกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วไปที่เริ่มทดลองใช้อุปกรณ์อัจฉริยะ

  • ระดับราคาประหยัด (ราคาต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐ): เป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เน้นความคุ้มค่าและปริมาณการขาย โดยมักทำหน้าที่เป็นสินค้าทดลองเพื่อดึงดูดผู้บริโภคเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีสัตว์เลี้ยงในขั้นต้น

  1. ข้อมูลเชิงลึกรายผลิตภัณฑ์

กลุ่มอุปกรณ์สวมใส่และเครื่องติดตาม (Wearables & Trackers) เป็นผู้นำตลาดโดยครองส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 30 ในปี 2025 ความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยง การป้องกันการสูญหาย และการระบุตำแหน่งแบบเรียลไทม์ เป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ ประกอบกับความต้องการตรวจสอบสุขภาพและกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้งานปลอกคออัจฉริยะและเครื่องตรวจวัดความฟิตทางร่างกายเพิ่มมากขึ้น โดยมีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน แพลตฟอร์มคลาวด์ และบริการทางสัตวแพทย์เพื่อเพิ่มคุณประโยชน์การใช้งาน

ในส่วนของตลาดเครื่องให้อาหารอัจฉริยะ (Smart Feeders) คาดการณ์ว่าจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่รวดเร็วที่สุดที่ร้อยละ 11.6 ในช่วงปี 2026 ถึง 2033 โดยมีปัจจัยหนุนจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้ความต้องการระบบให้อาหารอัตโนมัติและระบบสั่งการระยะไกลเพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนความตระหนักรู้ด้านโภชนาการและการควบคุมปริมาณอาหารเพื่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง การตั้งเวลาผ่านแอปพลิเคชัน การติดตั้งกล้อง และระบบสั่งการด้วยเสียง ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและสร้างการมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ความไว้วางใจในระบบนิเวศบ้านอัจฉริยะ (Connected Home) ที่เพิ่มขึ้น ยังเป็นส่วนสนับสนุนให้เกิดการใช้งานอุปกรณ์ให้อาหารอัจฉริยะในวงกว้าง

  1. ข้อมูลเชิงลึกแยกตามประเภทสัตว์เลี้ยง

สุนัขยังคงเป็นกลุ่มที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในอุตสาหกรรม Pet Tech ของสหรัฐฯ โดยมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 60.3 ในปี 2025 เนื่องจากอัตราการเลี้ยงสุนัขที่สูงและความผูกพันทางอารมณ์ที่แนบแน่นระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง โดยข้อมูลจากสมาคมสัตวแพทย์แห่งอเมริกา (AVMA) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ระบุว่า ครัวเรือนในสหรัฐฯ ประมาณร้อยละ 45 มีการเลี้ยงสุนัข ความต้องการด้านความปลอดภัย การฝึกฝน และการตรวจสอบสุขภาพเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการใช้ปลอกคออัจฉริยะ กล้อง และอุปกรณ์สวมใส่ อีกทั้งตารางการทำงานที่รัดตัวยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการใช้งานอุปกรณ์ดูแลและเฝ้าติดตามอัตโนมัติ

สำหรับกลุ่มแมว คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 11.4 ในช่วงปี 2026 ถึง 2033 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการเลี้ยงแมวในระบบปิด (Indoor) ที่เพิ่มขึ้น และความต้องการระบบดูแลภายในบ้านที่สะดวกสบาย ความต้องการห้องน้ำแมวอัจฉริยะ เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ และอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มครัวเรือนในเขตเมือง โดยเจ้าของแมวมุ่งเน้นไปที่สุขอนามัย การควบคุมกลิ่น และการตรวจพบปัญหาสุขภาพในระยะเริ่มต้น

  1. ข้อมูลเชิงลึกช่องทางการจัดจำหน่าย

ยอดขายสินค้า Pet Tech ผ่านช่องทางออฟไลน์ (หน้าร้าน) ครองส่วนแบ่งรายได้ใหญ่ที่สุดที่ประมาณ
ร้อยละ 70.8 ในปี 2025 ปัจจัยหนุนเนื่องจากผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงพึงพอใจกับการได้ทดลองใช้งานจริงและการรับชมการสาธิตผลิตภัณฑ์ก่อนการตัดสินใจซื้อ โดยร้านค้าปลีกและร้านจำหน่ายสินค้าสัตว์เลี้ยงเฉพาะทางสามารถให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะ นอกจากนี้ การจัดโปรโมชันภายในร้าน การขายสินค้าแบบชุด (Bundling) และการลดราคาตามฤดูกาล เป็นปัจจัยกระตุ้นกลุ่มผู้ซื้อรายใหม่ รวมถึงการเข้าถึงบริการหลังการขายและการรับประกันโดยตรงจากหน้าร้านช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

ในขณะที่ช่องทางออนไลน์ คาดการณ์ว่าจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่รวดเร็วที่สุดร้อยละ 12.7 ในช่วงปี 2026 ถึง 2033 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากความสะดวกสบาย ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และการตั้งราคาที่แข่งขันได้ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีการให้ข้อมูลรีวิวอย่างละเอียด วิดีโอแนะนำการใช้งาน และเครื่องมือเปรียบเทียบราคาซึ่งช่วยในการตัดสินใจซื้อ ตลอดจนบริการจัดส่งถึงหน้าบ้านและระบบการคืนสินค้าที่ง่ายดายช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า นอกจากนี้ การตลาดดิจิทัลแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายและการแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคล (Personalized Recommendations) ยังช่วยสร้างความตระหนักรู้และเพิ่มอัตราการใช้งานอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับสัตว์เลี้ยง

  1. สถานการณ์ล่าสุดและนวัตกรรมในอุตสาหกรรม

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมถึง IoT, AI และการใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน กำลังยกระดับฟังก์ชันการทำงานของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ในเดือนตุลาคม 2025 แบรนด์ Whisker (ภายใต้ Tractive) ได้เปิดตัวหุ่นยนต์ห้องน้ำแมวอัจฉริยะรุ่น "Litter-Robot 5 Pro" ซึ่งเป็นนวัตกรรมห้องน้ำแมวทำความสะอาดตัวเองรุ่นล่าสุด 
มาพร้อมกับกล้องคู่ระบบ AI อัจฉริยะที่สามารถจำแนกอัตลักษณ์ของแมวแต่ละตัวและติดตามพฤติกรรมการขับถ่ายเพื่อวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมในเชิงลึก โดยผลิตภัณฑ์นี้จัดอยู่ในกลุ่มระดับพรีเมียมราคาประมาณ 899 ดอลลาร์สหรัฐ นำเสนอระบบอัตโนมัติขั้นสูงและการติดตามข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Whisker พร้อมตัวเลือกบริการระบบสมัครสมาชิกเพื่อเข้าถึงฟังก์ชันการทำงานเพิ่มเติม ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของรายได้สุทธิและความเต็มใจในการใช้จ่ายเพื่อการดูแลสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมเป็นปัจจัยเร่งการเติบโตของตลาดในภูมิภาคนี้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2025 บริษัท Tractive ได้เข้าซื้อกิจการแบรนด์ Whistle จาก Mars Petcare ซึ่งการควบรวมฐานลูกค้าและเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่เชื่อมต่อเครือข่ายของ Whistle เข้ามาอยู่ภายใต้ Tractive ในครั้งนี้ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายอิทธิพลของบริษัทในตลาดเทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยงระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

บริษัทสำคัญในตลาด Pet Tech สหรัฐฯ

  • Garmin Ltd.

  • Tractive

  • PetSafe LLC

  • Petcube, Inc.

  • FitBark

  • PetPace LLC

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ตลาดผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการผสานเทคโนโลยี AI และ IoT เข้ากับการดูแลสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  1. กฎระเบียบและมาตรฐานการนำเข้าผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยงจากไทยมายังสหรัฐฯ

ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Tech) เช่น ปลอกคออัจฉริยะ เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ หรือน้ำพุแมวเชื่อมต่อ Wi-Fi จัดเป็นสินค้าที่มีลักษณะผสมผสานระหว่าง "อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์" และ "ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง" การนำเข้ามายังสหรัฐอเมริกาจึงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานรัฐบาลกลางหลายหน่วยงานอย่างเคร่งครัด ดังนี้

8.1 กฎระเบียบด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคลื่นความถี่ (FCC)

เนื่องจากสินค้า Pet Tech ส่วนใหญ่มีการเชื่อมต่อบลูทูธ (Bluetooth) ระบบเซลลูลาร์ หรือ Wi-Fi จึงตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารแห่งสหรัฐฯ (Federal Communications Commission - FCC)

  • การทดสอบและการรับรอง (FCC Certification/DoC): อุปกรณ์ที่มีการแผ่คลื่นความถี่วิทยุ (Intentional Radiators) ต้องผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองจาก FCC เพื่อยืนยันว่าระดับการปล่อยคลื่นความถี่ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานและไม่รบกวนสัญญาณอื่น

  • การติดฉลาก (Labeling): สินค้าต้องแสดงหมายเลขรหัส FCC ID บนตัวผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจน พร้อมข้อความเตือนมาตรฐานตามระเบียบ FCC Part 15

8.2 กฎระเบียบด้านความปลอดภัยและส่วนประกอบที่สัมผัสอาหาร (FDA)

ในกรณีที่เป็นสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการให้อาหารหรือน้ำ เช่น เครื่องให้อาหารอัจฉริยะ (Smart Feeders) หรือเครื่องให้น้ำแมวอัตโนมัติ จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (U.S. Food and Drug Administration - FDA)

  • Food Contact Substance (FCS): วัสดุของอุปกรณ์ในส่วนที่ต้องสัมผัสกับอาหารสัตว์หรือน้ำโดยตรง (เช่น ชามสแตนเลส ตัวถังพลาสติกกักเก็บอาหาร) ต้องเป็นวัสดุที่ปลอดภัย ไม่มีสารเคมีอันตรายตกค้างหรือปนเปื้อนสู่อาหาร (Food-Grade) และปราศจากสาร BPA (BPA-Free)

  • กฎระเบียบด้านสารเคมีเฉพาะรัฐ: นอกเหนือจาก FDA แล้ว หากนำเข้าสินค้าไปจำหน่ายในรัฐแคลิฟอร์เนีย จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย Proposition 65 โดยต้องไม่มีสารเคมีอันตราย เช่น ตะกั่ว หรือพทาเลท (Phthalates) เกินมาตรฐานในชิ้นส่วนพลาสติกหรือสายไฟ หากมีเกินต้องติดป้ายเตือนผู้บริโภค

8.3 มาตรฐานความปลอดภัยทั่วไปและการรับรอง

แม้ว่าหน่วยงานศุลกากร (CBP) จะไม่ได้บังคับใช้ใบรับรองเหล่านี้ในการนำเข้า แต่ ผู้นำเข้า บริษัทประกันภัยสินค้า และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ (เช่น Petco, PetSmart, Amazon) มักบังคับให้สินค้าต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลก่อนวางจำหน่าย

  • มาตรฐาน UL (Underwriters Laboratories) หรือ ETL: การรับรองความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะอุปกรณ์ Pet Tech ที่ต้องเสียบปลั๊กไฟทิ้งไว้ในบ้านตลอด 24 ชั่วโมง หรือใช้ Adaptor และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลัดวงจรและการเกิดอัคคีภัย

  1. พิกัดอัตราศุลกากร HS Code

การนำเข้าต้องใช้การจำแนกพิกัดอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ (HTSUS) ตามฟังก์ชันหลักของตัวอุปกรณ์ ตัวอย่างเช่น:

  • เครื่องให้อาหาร/น้ำดื่มอัตโนมัติที่มีระบบกล้องหรือกลไกไฟฟ้า: โดยทั่วไปจัดเข้าพิกัด HTSUS 8479.89 (เครื่องจักรและเครื่องกลที่มีหน้าที่เฉพาะ)

  • อุปกรณ์สวมใส่และเครื่องติดตาม GPS: จัดเข้าพิกัด HTSUS 8517.62 (อุปกรณ์สำหรับรับ ส่ง หรือแปลงข้อมูล/เสียง/ภาพ)

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทย

ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าและบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ควรติดตามแนวโน้มการเติบโตของตลาด Pet Tech ในสหรัฐฯ ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยอาจพัฒนาสินค้าหรือบริการที่ผสานเทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์ติดตามสุขภาพ อาหารสัตว์อัจฉริยะ หรือแอปพลิเคชันดูแลสัตว์เลี้ยง รวมถึงเน้นการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างจุดขายด้านคุณภาพ ความสะดวก และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ในตลาดสหรัฐฯ

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

ข้อมูลอ้างอิง   Grandview Research

 

Share :
Instagram