
ฮ่องกงจะปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปี หลังจากผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ Mr. Paul Chan Mo-po รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2569 ว่าผู้เชี่ยวชาญหลายรายคาดว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product-GDP) ตลอดทั้งปีอาจสูงถึงระดับ 4% ได้ ทั้งนี้ฮ่องกงจะเร่งความพยายามในการส่งเสริมการใช้เงินหยวน (renminbi) ในระดับโลก หลังจากการเปิดตัวการลงทุนในสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าพันธบัตรรัฐบาลจีน (Chinese government bond futures) บนตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
Mr. Paul Chan ระบุว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติฮ่องกงจะปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ภายในเดือนนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัว 5.1% เมื่อเทียบปีต่อปี ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งในปัจจุบันเศรษฐกิจถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโต 2.5–3.5% เมื่อเทียบปีต่อปีในปี 2569 โดยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้การส่งออกสินค้าของฮ่องกงได้รับการคาดการณ์ว่าจะยังคงได้รับประโยชน์จากความต้องการสินค้าเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แข็งแกร่งทั่วโลก ความต้องการจากต่างประเทศที่ยังคงดีต่อบริการทางการเงินและบริการทางธุรกิจของฮ่องกง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น จะช่วยหนุนการเติบโตของการส่งออกภาคบริการ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศและความเชื่อมั่นด้านการลงทุน
แต่อย่างไรก็ตาม Mr. Paul Chan รัฐมนตรีคลังเตือนว่า พัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ อัตราดอกเบี้ยเงินดอลลาร์สหรัฐ และความไม่แน่นอนอื่นๆ อาจยังส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของเมือง “เราจะยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และทำงานอย่างหนักเพื่อขยายเศรษฐกิจ พร้อมทั้งปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงิน”
Mr. Ryan Lam Chun-wang หัวหน้าฝ่ายวิจัยประจำฮ่องกงของ Shanghai Commercial Bank ประเมินว่าเศรษฐกิจอาจเติบโต 3.5–4% การปรับเพิ่มคาดการณ์เป็นเรื่องสมเหตุสมผล เนื่องจากการส่งออกที่แข็งแกร่งจากสินค้า AI และผลประกอบการที่ดีในครึ่งแรกของปี 2569 ทั้งนี้สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปีได้มีการคาดการณ์ว่าว่าเศรษฐกิจจะเติบโตอยู่ที่ 2–3%

Mr. Billy Mak Sui-choi รองศาสตราจารย์จากภาควิชาบัญชี เศรษฐศาสตร์ และการเงิน มหาวิทยาลัย Baptist คาดว่า GDP ทั้งปี 2569 จะเติบโตประมาณ 3.7% เนื่องจากสหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน บริษัทหรือนักลงทุนรายบุคคลจากยุโรปและสหรัฐฯ จำนวนมากก่อนหน้านี้ไม่กล้าลงทุนในสินทรัพย์และตลาดหุ้นฮ่องกงเพราะความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แต่ข้อจำกัดบางส่วนจากสหรัฐฯ ได้มีการถูกยกเลิกแล้วซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี
ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ได้เสริมว่า เงินทุนจากสหรัฐฯ อาจไหลกลับเข้ามาในฮ่องกงมากขึ้น เนื่องจากมูลค่าหุ้นฮ่องกงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับพื้นฐาน เศรษฐกิจฮ่องกงเติบโต 4.3% เมื่อเทียบปีต่อปี ในไตรมาสที่สองของปีนี้ จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่แข็งแกร่งและอุปสงค์ภายในประเทศที่ยืดหยุ่น ทำให้เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 14 ติดต่อกัน
Mr. Paul Chan ระบุว่าผลงานดังกล่าวเกิดจากการเติบโตของการส่งออกสินค้า 28.8% เมื่อเทียบปีต่อปี ในไตรมาสที่สอง และการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 2.9% จากการที่ตลาดการเงินของฮ่องกงที่เติบโตซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนแนวโน้มเชิงบวกนี้ นอกจากนั้นดัชนี Hang Seng เพิ่มขึ้นประมาณ 3,000 จุดในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบสองปี และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังคงอยู่เหนือ 300,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน
ขณะที่เงินทุนที่ระดมผ่านการเสนอขายหุ้น IPO ในฮ่องกงในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2569 มียอดรวมที่สูงกว่ายอดรวมของทั้งปี 2568 กว่า 13% ขณะที่การระดมทุนหลังการเข้าจดทะเบียนเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% เมื่อเทียบปีต่อปี ความพยายามของฮ่องกงในการทำให้เงินหยวนเป็นเงินตราสากลจะบรรลุอีกหนึ่งก้าวสำคัญในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2569 ด้วยการเปิดตัวการลงทุนในสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าพันธบัตรรัฐบาลจีน (Chinese government bond futures) บนตลาดหุ้นฮ่องกง สัญญาอายุ 5 ปีนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์เพียงชนิดเดียวในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่ซื้อขายกันที่ต่างประเทศ (Offshore market) ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติซื้อขายด้วยเงินหยวนผ่านบัญชีในฮ่องกงและกระบวนการซื้อขายที่คุ้นเคย

Mr. Paul Chan เสริมว่าการเปิดตัวดังกล่าวช่วยปิดวงจรการบริหารความเสี่ยงระหว่างตลาดเงินสดและตลาดซื้อขายพันธบัตรล่วงหน้า (Futures Market) โดยต่อยอดจากโครงการ Bond Connect และ Swap Connect สัญญาซื้อขายพันธบัตรล่วงหน้าใหม่นี้จะเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงสำหรับพันธบัตรคลังที่มีมาตรฐาน ซื้อขายผ่านตลาด และมีสภาพคล่องในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่ซื้อขายกันที่ต่างประเทศ โดยการอัปเกรดนี้เกิดจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการจัดสรรสินทรัพย์แบบ Northbound รัฐมนตรีคลังอ้างถึงผลงานของโครงการ Bond Connect ซึ่งคิดเป็นประมาณสองในสามของการซื้อขายพันธบัตรจีนโดยนักลงทุนต่างชาติ มูลค่าการถือครองภายใต้โครงการเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 3 ล้านล้านหยวน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน เทียบกับ 800,000 ล้านหยวน ในปี 2560 รัฐมนตรีคลังยังกล่าวถึงตลาดเงินหยวนออฟชอร์ในวงกว้าง โดยเฉพาะผลงานของพันธบัตร Dim Sum ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่ออกนอกจีนแผ่นดินใหญ่และกำหนดมูลค่าเป็นเงินหยวน
Mr. Paul Chan กล่าวว่า การออกพันธบัตรดังกล่าวมีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านหยวนต่อปี ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ขณะที่มูลค่าคงค้างรวมเกิน 1.6 ล้านล้านหยวน ฮ่องกงกำลังเร่งแผนการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำระดับนานาชาติ และพัฒนาระบบนิเวศการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่กำหนดมูลค่าเป็นเงินหยวนมากขึ้น “ฮ่องกงจะยังคงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และตลาดโลก และผลักดันให้ตลาดเงินหยวนออฟชอร์พัฒนาอย่างราบรื่น มั่นคง และลึกซึ้งยิ่งขึ้น” เป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการเสริมความแข็งแกร่งให้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางเงินหยวนออฟชอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง
เศรษฐกิจฮ่องกงในปี 2569 ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง สำหรับผู้ประกอบการไทย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจฮ่องกงในลักษณะนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในหลายด้าน การบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ดีขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าบริโภคมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้ไทย สินค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าเพื่อสุขภาพต่างๆจากไทย ยังคงเป็นหมวดที่ผู้บริโภคฮ่องกงให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดขายในร้านค้าปลีกและร้านอาหารไทยในฮ่องกงโดยตรง
นอกจากนี้การที่ฮ่องกงเดินหน้าผลักดันการใช้เงินหยวนในระดับสากล รวมถึงการเปิดตัวสัญญาซื้อขายล่วงหน้าพันธบัตรรัฐบาลจีนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่ซื้อขายกันที่ต่างประเทศ (Offshore market) ถือเป็นสัญญาณว่าฮ่องกงกำลังเสริมบทบาทของตนในฐานะศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค การเคลื่อนไหวนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และอาจนำไปสู่การไหลกลับของเงินทุนจากสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งก่อนหน้านี้ชะลอตัวลงจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การกลับมาของเงินทุนต่างชาติจะช่วยให้สภาพคล่องในตลาดการเงินดีขึ้นจะส่งผลต่อการลงทุนในธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และบริการ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ผู้ประกอบการไทยมีบทบาทอยู่
อย่างไรก็ตามแม้เศรษฐกิจฮ่องกงจะมีแนวโน้มเติบโตดี แต่ยังมีอุปสรรคและความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เช่น ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาค่าน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นต้น ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและต้นทุนการดำเนินธุรกิจในฮ่องกง นอกจากนี้แม้ตลาดหุ้นฮ่องกงจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ความผันผวนยังคงมีอยู่และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น นอกจากนั้นการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในตลาดฮ่องกง ทั้งจากผู้ผลิตสินค้าจากจีนแผ่นดินใหญ่และผู้ผลิตจากประเทศอื่นๆ ที่มองเห็นโอกาสจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฮ่องกงเช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์ และการทำการตลาดเชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีความไวต่อราคาและคุณภาพสูงเช่นฮ่องกง ผู้ประกอบการไทยที่สามารถปรับตัวได้เร็วใช้ข้อมูลตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคฮ่องกง จะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวนี้ได้อย่างเต็มที่