fb
อนาคตเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของเช็ก หลังจาก 250 ปีแห่งการทำเหมืองถ่านหิน

อนาคตเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของเช็ก หลังจาก 250 ปีแห่งการทำเหมืองถ่านหิน

โดย
Napatchol
ลงเมื่อ 26 มกราคม 2569 12:00
สคต. ณ กรุงปราก (สาธารณรัฐเช็ก) (TTC, Prague (Czech Republic))
20

เหมืองถ่านหินใต้ดินแห่งสุดท้ายของสาธารณรัฐเช็ก คือเหมือง ČSM ในเมือง Stonava ใกล้ชายแดนโปแลนด์ ปิดตัวลงในเดือนมกราคม 2026 เป็นการยุติการทำเหมืองถ่านหินที่ยาวนานกว่า 250 ปี โดยเหมืองแห่งนี้ถือเป็นอุตสาหกรรมที่เคยเป็นเสาหลักของภาคอุตสาหกรรมหนักและเศรษฐกิจในภูมิภาค Moravian-Silesian การปิดตัวลงของเหมืองนี้ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยที่ขับเคลื่อนการผลิตเหล็กและอุตสาหกรรมหนักในภูมิภาค ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านแรงงาน พลังงาน อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม

แต่เดิมการทำเหมืองในแอ่ง Ostrava-Karviná เริ่มต้นขึ้นในปลายศตวรรษที่ 18 โดยบริษัท OKD ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐที่ดำเนินงานเหมือง มีจำนวนคนงานหลายหมื่นคนและขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเติบโตทางอุตสาหกรรม ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดในทศวรรษ 1980 แอ่งนี้มีคนงานเหมืองมากกว่า 100,000 คน และผลิตถ่านหินได้มากถึง 25 ล้านตันต่อปี หลังจากการแปรรูปเป็นเอกชน อุตสาหกรรมก็เสื่อมถอยลง และจำนวนพนักงานของ OKD ลดลงเหลือเพียง 2,300 คน ภายในปี 2025 โดยปัจจัยหลักมาจาก “ราคาถ่านหินในตลาดโลกต่ำ ในขณะที่ต้นทุนการทำเหมืองของเราสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามความลึกที่มากขึ้นที่เราขุดลงไป” Mr. Roman Sikora ผู้อำนวยการของ OKD กล่าวกับสำนักข่าว Reuters การทำเหมืองลึกที่ ČSM ไม่สามารถแข่งขันได้ทางเศรษฐกิจอีกต่อไป ในขณะที่การผลิตเหล็กในประเทศที่ลดลงและการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรปส่งผลให้ความต้องการลดลงเช่นกัน ซึ่งการปิดเหมืองครั้งนี้ พนักงานเหมืองกว่า 900-1,500 คน จะถูกเลิกจ้าง โดยเงินชดเชยสำหรับพนักงานที่ออกจากเหมืองจะมีมูลค่ารวมกว่า 500,000 ล้านเช็กคราวน์ ซึ่งการจ่ายเงินจะขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่ทำงาน ในขณะที่ OKD มีแผนที่จะดำเนินกิจการต่อไป โดยภาคส่วนเหมืองกำลังถูกแทนที่ด้วยโครงการพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น การพัฒนาโรงงานจัดเก็บแบตเตอรี่ ขนาด 40 เมกะวัตต์ชั่วโมง โรงไฟฟ้าพลังงานร่วมที่ใช้ก๊าซจากเหมือง และการพัฒนาที่ดินอุตสาหกรรมในเขต Karviná ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปลายปี 2026 ดั้งนั้น ชุมชนรอบๆ อุตสาหกรรมนี้จะต้องปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจใหม่ ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับร่องรอยทางสิ่งแวดล้อม จากการขุดเจาะมานานหลายศตวรรษ ทั้งร่องรอยที่เห็นได้ชัดบนภูมิทัศน์ รวมถึงทะเลสาบที่ปนเปื้อน การทรุดตัวของพื้นดิน และโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทิ้งร้าง โดยกองทุนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมของสหภาพยุโรปจะให้เงินสนับสนุน 19 พันล้านเช็กคราวน์ หรือประมาณ 908 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาภูมิภาคและการลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งการปิดตัวลงของ ČSM ถือเป็นบทสุดท้ายของการทำเหมืองถ่านหินใต้ดินในสาธารณรัฐเช็ก แต่ยังเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น หน่วยงานและบริษัทต่างๆ กำลังลงทุนในโครงการฝึกอบรมใหม่ โครงการพลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เพื่อทดแทนการจ้างงานที่พึ่งพาถ่านหินและลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นที่น่าจับตามองว่าภูมิภาคนี้จะสร้างสมดุลระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และความต้องการด้านพลังงานได้อย่างไร ซึ่งอาจกลายมาเป็นต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่เคยพึ่งพาถ่านหินในยุโรปกลางต่อไป

ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

สาธารณรัฐเช็กมีนโยบายในการเลิกใช้ถ่านหินทั้งหมดเพื่อผลิตพลังงานภายในปี 2033 โดยการปิดเหมืองครั้งนี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานหมุนเวียน และก๊าซธรรมชาติทดแทน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือการ "ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่" โดยสาธารณรัฐเช็กจะมีความต้องการเทคโนโลยีสะอาดเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงาน (Energy Storage) และโซลูชันด้านประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) อย่างเร่งด่วนเพื่อชดเชยพลังงานหลักที่หายไป นอกจากนี้ พื้นที่เหมืองเก่ากำลังถูกเปลี่ยนเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหม่เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เช่น โรงงานผลิตแบตเตอรี่ (Gigafactory) ซึ่งจะทำให้เช็กกลายเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายการส่งออกสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับแนวโน้มด้านพลังงานสะอาดและนโยบาย ESG (Environmental, Social, Governance) อาทิ 

1.กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และแบตเตอรี่ (EV Supply Chain): เช็กกำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทดแทนอุตสาหกรรมเดิม ผู้ผลิตไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยีแบตเตอรี่มีโอกาสสูงในการเป็น Partner กับบริษัทในเช็ก

2. สินค้าที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน (Green Products): มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของเช็กจะเข้มงวดขึ้นตามนโยบาย EU Green Deal สินค้าไทยที่จะส่งออกต้องมี Carbon Footprint ต่ำ หรือใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาดที่ผู้บริโภคและภาครัฐให้ความสำคัญกับ ESG

3. นวัตกรรมประหยัดพลังงานในที่พักอาศัย: การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินอาจทำให้ค่าไฟในระยะสั้นมีความผันผวน สินค้าไทยกลุ่ม Smart Home อุปกรณ์ประหยัดไฟ หรือระบบ Solar Rooftop สำหรับครัวเรือนและโรงงานขนาดเล็ก เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโต

ข่าว 16 - 31 ม.ค. 69.pdf
Share :
Instagram