อัตราเงินเฟ้อตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของโปแลนด์เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมายว่าการปรับตัวสูงขึ้นนี้มีราคาเชื้อเพลิงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ในขณะเดียวกัน เริ่มปรากฏสัญญาณการปรับตัวขึ้นของราคาอาหารและพลังงานประเภทอื่นๆ ส่งผลให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่ภาวะวิกฤตราคาพลังงาน (energy shock) จะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเร่งตัวขึ้นอีกในหลายเดือนข้างหน้า และมีทิศทางขยับเข้าใกล้ระดับ 4.5% ภายในสิ้นปี
ตัวเลขดังกล่าวเป็นไปที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 10% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้ายังคงเป็นปัจจัยผลักดันหลักของอัตราเงินเฟ้อนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียและวิกฤตการณ์เชื้อเพลิงเริ่มต้นขึ้น ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการในโปแลนด์เพิ่มขึ้นมากกว่า 35% ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อ ทั่วไป (headline CPI) เพิ่มขึ้นเกือบ 2% อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาเชื้อเพลิงยังคงทรงตัวในภาพรวม เป็นการบ่งชี้ว่าวิกฤตพลังงานยังไม่ได้สร้างแรงกดดันอย่างมีนัยยะสำคัญต่อราคาสินค้าและบริการอื่นๆ แต่การที่ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานขึ้นเรื่อยๆ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นในภาคเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะเมื่อราคาของแหล่งพลังงานอื่นๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้ากำลังปรับตัวสูงขึ้นตามในปัจจุบัน
ในปีหน้า อัตราเงินเฟ้อของโปแลนด์จะได้รับแรงผลักดันหลักจากปัจจัยฝั่งอุปทาน ได้แก่ ราคาอาหารและพลังงาน ในขณะที่แรงกดดันด้าน ราคาภายในประเทศน่าจะเริ่มชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยรายปีจะอยู่ในระดับที่สูงขึ้น โดยทิศทางจะถูกกำหนดโดยผลกระทบจากราคาที่ผันแปร จากการคาดการณ์ในปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่เหนือขอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางโปแลนด์กำหนดไว้ภายในช่วงปีหน้า ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอที่คณะกรรมการนโยบายการเงินจะประเมินว่าการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อนี้มีลักษณะต่อเนื่องและยืดเยื้อ และอาจนำไปสู่การ บังคับใช้มาตรการรับมือได้ รายงานดังกล่าวคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะไม่สามารถกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่มีเสถียรภาพได้ก่อนไตรมาสที่ 3 ของปี 2027 ทั้งนี้ การคาดการณ์ทั้งหมดอาจเปลี่ยนแปลงได้หากความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียสิ้นสุดลง และนำไปสู่การปรับลดลงของราคาเชื้อเพลิงและสินค้าเกี่ยวกับพลังงานอื่นๆ
ข้อมูลเพิ่มเติม/ข้อคิดเห็นของสคต. วอร์ซอ
1. สถานการณ์เงินเฟ้อของโปแลนด์ที่เพิ่มสูงถึงระดับ 4.0% และมีแนวโน้มเข้าใกล้ 4.5% ในช่วงสิ้นปี ถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจและกำลังซื้อภายในประเทศ ปัจจัยหลักที่มาจากราคาเชื้อเพลิงและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรของผู้นำเข้าลดลงและยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงค่าระวางเรือและต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการรักษาระดับราคาสินค้าไทยให้แข่งขันได้ ในขณะเดียวกันแนวโน้มราคาอาหารที่กำลังปรับตัวขึ้นจากปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานและราคาปุ๋ย จะยิ่งลดกำลังซื้อของผู้บริโภคในโปแลนด์ ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายมีแนวโน้มที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าหรือสินค้าทดแทนมากยิ่งขึ้น
2. การที่ธนาคารกลางโปแลนด์ประเมินว่าภาวะเงินเฟ้อจะยืดเยื้อสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงต่อไป ภาวะดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจโปแลนด์ตึงตัว ส่งผลให้การขยายกิจการหรือการเปิดรับคำสั่งซื้อใหม่มีความล่าช้า ผู้ส่งออกไทยจึงควรพิจารณาใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น การทำประกันการส่งออก รวมถึงตรวจสอบสถานะทางการเงินของคู่ค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ผู้ส่งออกไทยควรปรับกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นทำตลาดสินค้ากลุ่มอาหารแปรรูปวัตถุดิบที่มีอายุการเก็บรักษานาน และสินค้าอุตสาหกรรมที่ทนทาน อย่างไรก็ตาม วิกฤตด้านพลังงานยังเป็นโอกาสอันดีสำหรับกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงาน เช่น อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ เครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง และวัสดุก่อสร้างที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งมีแนวโน้มได้รับความสนใจจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนในโปแลนด์ที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว
ที่มา: Statistics Poland